เมื่อเห็นจิ่งเยี่ยนกุยชะงักไปเล็กน้อย ฟางเสียนจือก็เสริมขึ้นอีกว่า “แต่พอมาเป็นเธอ กลับกลายเป็นว่าไปเก็บตำราแพทย์มาได้เล่มหนึ่ง เพียงชั่วพริบตา เธอก็เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ กลายเป็นผู้มีฝีมือในวงการยาไปซะแล้ว”
จิ่งเยี่ยนกุย "…"
เธอเองก็รู้ว่าข้ออ้างที่แต่งขึ้นมามันฟังดูเหลวไหล แต่มาขนาดนี้แล้ว นอกจากต้องฝืนกัดฟันอดทนเอาไว้ เธอยังคงหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้
เธอย่อมไม่อาจบอกเขาได้ว่า ตอนที่ตกหน้าผานั้นมันยิ่งกว่าเรื่องราวในนิยายกำลังภายในเสียอีก เธออาจจะไม่ได้รับคัมภีร์ลับอะไรแบบนั้น แต่กลับได้รับมิติที่ชอบขุดหลุมพรางฝังคนให้ตายไปตามๆ กันน่ะนะ
เธอจึงโบกมือพลางยิ้มตาหยี “ฉันไม่ได้โชคดีเหมือนตัวเอกในนิยายกำลังภายในหรอก ฉันแค่จำสูตรยาได้ไม่กี่อย่าง ไม่ได้เป็นสุดยอดฝีมืออะไรหรอกค่ะ”
ฟางเสียนจือชำเลืองมองเธอด้วยหางตา ทว่าหญิงสาวกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม “แต่สำหรับฉันในตอนนี้ แค่มีสูตรยาไม่กี่สูตรก็ทำให้ฉันหาเงิน สร้างฐานะ และขายเสื้อผ้าได้แล้ว”
ฟางเสียนจือมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานของเธอ ในขณะนั้นกลับไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ ผ่านไปสักพักก็ตั้งสติได้ แล้วพูดขึ้นว่า “จิ่งเยี่ยนกุย ถ้าเธออยากจะสะสมเงินให้พอเป็นทุนสำหรับเริ่มต้นธุรกิจขายเสื้อผ้า ฉันให้เธอยืมได้นะ”
เดิมทีอยากจะบอกว่าเขามีเงินให้เธอได้เลย แต่พอนึกถึงพฤติกรรมของเธอที่พยายามเว้นระยะห่างจากเขาเสมอโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม คำพูดนั้นที่กำลังออกจากปากก็กลายเป็นคำว่า ‘ยืม’ แทน
แต่จิ่งเยี่ยนกุยยังคงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันน่าจะหาเงินก้อนนั้นได้ในเร็วๆ นี้ ไม่ต้องยืมคุณหรอก”
ก่อนหน้านี้ที่เธอเคยพูดต่อหน้าเจียงอี่โหลวว่าจะไม่ใช้เงินของตระกูลฟาง ซึ่งแน่นอนว่านี่ก็รวมถึงไม่แตะต้องเงินของฟางเสียนจือด้วย ถ้าตอนนี้เธอไปขอยืมเงินเขาก็คงไม่ต่างจากการหักหน้าตัวเอง
เมื่อฟางเสียนจือได้ฟังถ้อยคำที่พูดราวกับว่าเธอต้องการขีดเส้นแบ่งระยะห่างระหว่างกันให้ชัดเจน แม้ว่าจะต้องลำบากตรากตรำหาเงินเอง เธอก็จะไม่ขอยืมเงินจากเขาแม้แต่แดงเดียว
ทันใดนั้นสีหน้าของคุณฟางก็ยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก
จิ่งเยี่ยนกุยพอจะเดาความคิดของเขาออก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เธอยึดถือ เธอย่อมไม่อาจหักหน้าตัวเองได้ ดังนั้นจึงแย้มยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าแผนของฉันล้มเหลวละก็ ตอนนั้นฉันจะขอความช่วยเหลือจากคุณแน่นอนค่ะ”
ฟางเสียนจือมองเธอแวบหนึ่งด้วยสายตาเย็นชา คำพูดของเธอนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า ‘เป็นตัวสำรอง’ เขาจึงหันหลังเดินจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
หลี่สือหยางเฝ้าดูทั้งสองคนอยู่ตลอด สีหน้าของฟางเสียนจือก็ไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ต้นแล้ว เขาอยู่ข้างๆ มานานพอสมควร สีหน้าของเพื่อนเขายิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก หรือว่าทั้งสองคนนี้จะทะเลาะกัน?
ตั้งแต่เช้าตรู่ฟางเสียนจือรีบร้อนเรียกเขามาขับรถ จากนั้นก็ให้ขับวนไปทั่วเมืองซานเฉิงเพื่อตามหาจิ่งเยี่ยนกุย แต่พอเจอแล้วกลับไม่มีความหวานชื่นเหมือนที่เขาคาดหวังไว้เลยแม้แต่น้อย
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นฟางเสียนจือมีสีหน้ามืดครึ้ม เธอรู้สึกว่าไม่ควรไปยั่วโมโหเขา ในเมื่อยั่วไม่ได้ งั้นคงจะต้องหลบเลี่ยง
ดังนั้นเธอจึงเข็นรถจักรยานออกมา ตั้งใจว่าจะขี่จักรยานไปที่ร้านชิ่งอันถังเพื่อถามซูไป่ชิงก่อน
แต่เธอยังไม่ทันเดินไปไหนก็ได้ยินเสียงของฟางเสียนจือดังขึ้น “ขึ้นรถ”
หลี่สือหยางรีบมาช่วยยกจักรยานของเธอไปใส่ไว้ในท้ายรถ หลี่สือหยางต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะยัดจักรยานใหญ่ๆ นั่นเข้าไปได้
จิ่งเยี่ยนกุยถามฟางเสียนจือด้วยความงุนงง “จะไปไหนคะ?”
“เธอไม่ได้จะไปร้านขายยาเหรอ?” ฟางเสียนจือถามกลับโดยไม่ตอบคำถาม
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวเขาดูอึมครึมมาก ภายในใจรู้สึกขนลุกเล็กน้อย แต่ก็ยังพูดว่า “เรื่องไปร้านขายยา ฉันไปเองได้ค่ะ ที่คุณเข้าเมืองน่าจะมีธุระอย่างอื่น ไปทำธุระของคุณเถอะ”
หลี่สือหยางเห็นว่าสีหน้าของฟางเสียนจือดำมืดจนเหมือนก้นหม้อไปซะแล้ว จึงรีบช่วยพูดแก้ต่าง “พี่สะใภ้ ที่วันนี้เสียนจือเข้ามาในเมือง นอกจากการมาหาพี่สะใภ้แล้วก็ไม่มีธุระอื่นเลย”
จิ่งเยี่ยนกุยชะงักไปเล็กน้อย ส่วนฟางเสียนจือก็นั่งลงบนเบาะข้างคนขับเงียบๆ
เมื่อพูดกันมาถึงขนาดนี้แล้ว เธอคิดว่าถ้ายังไม่ขึ้นรถ ฟางเสียนจืออาจจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ ก็ได้
ถึงแม้จะรู้สึกว่าหลังจากกลับมาเกิดใหม่ ฟางเสียนจือในชาตินี้ดูจะไม่เหมือนกับในความทรงจำของเธอเท่าไหร่นัก แต่ตอนที่เขาทำหน้านิ่งแบบนี้ก็ดูน่ากลัวมาก เธอจึงไม่กล้าที่จะยั่วโมโหเขา
จิ่งเยี่ยนกุยเลยขึ้นรถไปอย่างไม่เต็มใจ หลี่สือหยางขับรถพาเธอไปที่ร้านชิ่งอันถัง ระหว่างที่นั่งรถมานั้น บรรยากาศในรถยังคงอึมครึมเหมือนเดิม หลี่สือหยางพยายามผ่อนคลายบรรยากาศแล้ว แต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าไหร่
ในที่สุดก็มาถึงร้านชิ่งอันถัง จิ่งเยี่ยนกุยรีบลงจากรถทันทีเพื่อหนีจากคนที่สร้างบรรยากาศกดดัน แต่ไม่คาดคิดว่าคนที่สร้างบรรยากาศคนนั้นจะลงจากรถตามเธอมาด้วย และยังเดินตามเข้าไปในร้านชิ่งอันถังด้วยขาที่ยังกะโผลกกะเผลกเล็กน้อย
หมอที่นั่งประจำอยู่ที่ร้านเป็นคนเดียวกับที่จิ่งเยี่ยนกุยเคยเจอเมื่อครั้งก่อน พอเห็นเธอก็ยิ้มแล้วถามว่า “สาวน้อย วันนี้มาส่งสมุนไพรอีกแล้วเหรอ?”
พอถามจบก็รู้สึกว่าตัวเองถามผิดไป เพราะเธอไม่ได้สะพายตะกร้าสมุนไพรมาด้วย และยังได้ยินจิ่งเยี่ยนกุยถามพร้อมกับรอยยิ้ม “ไม่ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้หนูบาดเจ็บนิดหน่อยเลยไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร วันนี้หนูจะมาถามว่า ถ้าหนูมียาสำเร็จรูปที่สรรพคุณดีมากๆ หนูเอามาฝากขายที่ร้านได้ไหมคะ?”
หมอประจำร้านรู้ว่าเธอเคยช่วยชีวิตคุณปู่ซูเอาไว้และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับตระกูลซู ดังนั้นเขาจึงยิ้มขึ้นแล้วบอกว่า “ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อน แต่แม่หนูรู้จักคุณชายน้อยของร้านเรา แม่หนูก็ลองไปคุยกับเขาดูสิ”
“แต่บังเอิญว่าวันนี้คุณชายน้อยไปรับสมุนไพรที่สะพานหินซะแล้ว”
คำว่า ’คุณชายน้อย’ เป็นชื่อเรียกขานที่หมอประจำร้านใช้เรียกซูไป่ชิง เป็นคำเรียกที่หมอประจำร้านรุ่นก่อนๆ ใช้เรียกเจ้าของร้านยาสืบต่อกันมา
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าสะพานหินเป็นตลาดค้าส่งสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ เธอจึงถามว่า “คุณซูจะกลับมาเมื่อไหร่คะ?”
“ไม่นานหรอก ปกติเขาไปซื้อยาแค่สามถึงห้าวันก็กลับมาแล้ว แม่หนูค่อยมาใหม่วันหลังก็ได้” หมอประจำร้านตอบ
จิ่งเยี่ยนกุยคำนวณเวลาในใจ อีกไม่กี่วันเธอจะปรุงยาให้เสร็จ แล้วค่อยเอาเรื่องสรรพคุณของยามาคุยกับซูไป่ชิงน่าจะดีกว่า ดังนั้นเธอจึงซื้อตัวยาที่ต้องใช้จากร้านยาอีกสองอย่างซึ่งหาเก็บเองบนภูเขาไม่ได้
ตลอดทั้งกระบวนการ ฟางเสียนจือมีส่วนร่วมตลอด แต่เขาก็ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรสักคำ แม้จะถูกหมอประจำร้านมองก็ตาม และหมอประจำร้านก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามว่าเขาเป็นใคร
ในตอนที่เขากำลังห่อตัวยาให้จิ่งเยี่ยนกุย สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจนต้องถามเธอเสียงเบาว่า “หนุ่มที่เดินเข้ามากับแม่หนูเมื่อกี้ เป็นอะไรกับหนูเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยเหลือบมองฟางเสียนจือที่สีหน้าเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เขาเป็นคนรักของหนูค่ะ”
คำตอบนี้ทำให้หมอประจำร้านแปลกใจเล็กน้อย เมื่อกี้พวกเขาลงมาจากรถด้วยกัน ซึ่งรถคันนั้นคงไม่ใช่ของจิ่งเยี่ยนกุยแน่นอน เพราะสาวน้อยคนนี้สวมใส่เสื้อผ้าที่เรียบง่ายมาก จึงมีความเป็นไปได้ว่ารถนั่นต้องเป็นของชายหนุ่มคนนี้
ในยุคสมัยนี้ คนที่มีรถได้นั้นต้องมีฐานะร่ำรวยมาก จิ่งเยี่ยนกุยได้คนรักที่มาจากครอบครัวร่ำรวยขนาดนี้แล้วทำไมยังออกมาขายยาอีก หมอประจำร้านจึงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ และเขาก็ไม่ควรถามอะไรมากเกินไป
เขาจึงยกยิ้มแล้วพูดว่า “แม่หนูยังดูเด็กอยู่เลย คิดไม่ถึงว่าจะมีคนรักเร็วขนาดนี้”
จิ่งเยี่ยนกุยเพียงแค่ยิ้มออกมา เธอก็ไม่อยากอธิบายอะไรมากกับหมอประจำร้านที่เพิ่งเคยเจอกันแค่สองครั้ง แต่ตอนที่เธอหันไปมองฟางเสียนจือ ก็พบว่าสีหน้าของเขาที่เคยดำมืดเหมือนก้นหม้อนั้นดูดีขึ้นมาบ้างแล้ว