เสียงล้อรถกระบะของเต้บดทับหินดิน จนดังแกรกๆ ตลอดทาง จินนั่งเบาะข้างคนขับ โดยยังหันกลับไปมองป่าด้านหลังเป็ระยะ ไม่ใช่เพราะกลัว…แต่เพื่อยืนยันว่า ทั้งหมดเมื่อคืน เกิดขึ้นจริง
“นี่แก..โอเคใช่มั้ย?”
เต้ถามพลางปรายตามองมือของ จินที่ยังมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย ขณะเ้าตัวพยักหน้าเบาๆ
“โอเคสิวะ!…แค่เหนื่อยนิดหน่อย ว่าแต่ทุกคนปลอดภัยดีใช่ไหม?”
“ไม่มีใครเป็อะไรมาก โชคดีที่เป็แค่ะเิประกอบ ไม่อันตรายเท่าไหร่ ไว้ถึงบ้านจะเล่าให้ฟัง ”
"แต่กูงงมึงมากกว่า..วิ่งยังไงให้เข้าป่าจนหลง จะว่าไม่ได้กลับมาบ้านนานก็คงไม่ใช่"
หนึ่งเพื่อนอีกคนที่มาด้วยพูดขึ้น ส่วนเต้พยักเห็นด้วย ขณะที่จินเองก็ครุ่นคิดั้แ่เมื่อคืน เพราะจากลานวัด วิ่งเข้าหมู่บ้านมันง่ายกว่าวิ่งเข้าป่าเป็ไหนๆ แต่ทำไมเขาถึงเลือกวิ่งมาทางนี้
“กูก็ยังงงอยู่วะ!..สงสัยใมากมั๊ง” จินตอบเสียงเรียบ
เมื่อรถเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน เขาก็เห็นผู้คนมายืนรอกันแน่นเต็มลานบ้านผู้ใหญ่ ทั้งพ่อ แม่ ป้า ยาย ผู้ใหญ่บ้าน ครูอารี และชาวบ้านอีกนับสิบ แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่ในนั้นก็แฝงคำถามไว้มากมาย
“จิน! ลูกปลอดภัยนะ!”
แม่ร้องไห้พร้อมวิ่งเข้ามากอด ขณะที่พ่อเดินตามมา แล้วจับไหล่ลูกชายแน่น น้องชายกับพี่สาวก็ยิ้มอยู่ใกล้ๆ
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์ สลายการชุมนุมที่จินเข้าร่วม แต่ทุกๆ ครั้งจินก็จะเอาตัวรอดร่วมกับเพื่อนๆ แต่มาครั้งนี้จินกลับหายตัวไปแถมยังติดต่อไม่ได้
“ตอนเห็นข่าวว่าเกิดเหตุชุลมุน แม่แทบบ้า!”
จินยิ้มจาง ๆ รับความอบอุ่น เขาส่งเสียงขอโทษกับทุกคน ก่อนจะถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกให้ไปนั่งรวมกับกลุ่มแกนนำตรงแคร่ไม้ไผ่
“เมื่อวานมันไม่ธรรมดานะทุกคนว่าไหม?”
ผู้ใหญ่เอ่ยเสียงเครียด เพราะเขาเชื่อว่าะเินั้นไม่ได้เกิดจากทางชาวบ้านแน่นอน
“ผู้ใหญ่หมายความว่ายังไง?”
คุณครูอารีรีบถาม ขณะที่ทุกคนที่ล้อมวงปรึกษาหารือกันอยู่นับสิบคน ก็พยักหน้าเห็นด้วย กับคำถามของคุณครู
“เมื่อเช้ามีคนที่อ้างว่าเป็คนของรองรัฐมนตรี โทรมา บอกว่าท่านรองรัฐมนตรี ขอจะเชิญตัวแทนพวกเรา เข้าไปร่วมหารือ ที่ศาลากลางจังหวัด ในวันจันทร์ที่จะถึง”
ทุกคนได้ยินเอาแต่เงียบ ไม่พูดอะไร
“เขาหวังจะ ลดความตึงเครียด ของการชุมนุม ก่อนจะมีมวลชนจากที่อื่นสมทบเพิ่ม”
ผู้ใหญ่พูดต่อ ขณะที่จินขมวดคิ้ว เขารู้ดี…คำว่า 'ลดความตึงเครียด' มักมาพร้อมการเจรจาแบบไม่เท่าเทียม
และบางครั้ง…ก็จบด้วยการผลักความรับผิดชอบ ให้ชาวบ้านเงียบเสียงลง โดยการหาข้ออ้าง หรือยกข้อกฎหมายมาข่มขวัญชาวบ้านที่ไร้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย จนสุดท้ายชาวบ้านจำต้องยอม
“แล้วเขาจะให้ใครเข้าไปบ้างละครับ?”เสียงหนึ่งถามขึ้นจากกลุ่ม
“ยังไม่ระบุแน่ชัด แต่แน่นอนว่าต้องให้คนมีความรู้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่.. เ้าเต้ เ้าจิน เ้าบอย เ้าหนึ่ง”
ผู้ใหญ่หันมาทางจิน และกลุ่มเพื่อนๆ อย่างคาดหวัง ขณะที่จินนิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะคิดถึงภาพของผู้ชายในชุดสูทเลอะฝุ่น ล้มลงตรงโคลนเพราะพยายามหาฟืนมาให้เขา กลับเข้ามาในหัว รอยยิ้มเล็ก ๆ นั่น จินสูดหายใจลึก แล้วพยักหน้า
“ได้ครับผู้ใหญ่ คุณครู และทุกคน ผม เต้ บอยและเพื่อนๆ เราจะปกป้องพื้นดินตรงนี้ โครงการนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอนตราบที่พวกผมยังมีลมหายใจ”
จินส่งเสียงจริงจัง แม้ร่างกายจะอิดโรยเล็กน้อย แต่เมื่อเอ่ยถึงเื่นี้ขึ้นมาแววตาของเขาก็เปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด
...................................
เสียงเครื่องวัดชีพจรในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลยังคงดัง "ปี๊บ…ปี๊บ" อย่างสม่ำเสมอ ธัณนอนนิ่งอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด ท่ามกลางกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คละคลุ้งในอากาศ
ขาข้างขวาของเขาถูกพันไว้ด้วยผ้ารัดข้อเท้า โชคดีที่ไม่ได้าเ็ถึงกระดูก แค่ข้อเท้าพลิกและมีอาการบวม
แต่เพื่อป้องกันและการฟื้นฟูร่างกายที่เร็วขึ้น หมอจึงสั่งให้เขานอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักสองวัน
ปกติแล้วการเจ็บป่วยของเขาแม้ นอนอยู่บนเตียงคนไข้ แต่ก็ยังทำงาน ยิ่งตอนนี้เขาควรต้องวางแผนประชุม ควรโทรประสานงานกับเลขานุการฝ่ายอื่นๆ
เขาควรต้องเตรียมคำตอบให้กับสื่อ ที่ตั้งคำถามว่าเหตุใดถึงมีความรุนแรง และการสลายการชุมนุม แต่เขากลับทำได้แค่นอนมองเพดาน...อย่างเงียบๆ แต่ในหัวกลับวุ่นวายไปด้วยภาพของใครคนหนึ่ง คนที่จับมือเขาแล้วพาวิ่งฝ่าฝูงชน คนที่พาหลงป่า ค้างคืนใต้โขดหิน ท่ามกลางกองไฟอุ่น…และคนที่ทำให้หัวใจหัวใจของเขาสั่นไหว
“คุณเป็ใครกันนะ…”
เขาพึมพำเบา ๆ พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมกัน? เขาไม่ใช่คนที่ชอบยึดติดแม้แต่แฟนเก่าที่คบกันนานหลายปี ยังตัดใจได้ภายในเดือนเดียว แต่ทำไมใครคนนั้น ที่เขารู้จักเพียงแค่คืนเดียว กลับทิ้งภาพฝังไว้ในหัวของเขามากขนาดนี้
เขาหลับตาลงแล้ว แต่กลับเห็นภาพจินเงยหน้ามองเขาใต้กองไฟคืนนั้น
ใบหน้าที่มีคราบโคลน แต่กลับดูบริสุทธิ์กว่า รอยยิ้มจอมปลอมในวงประชุม ที่เขาคุ้นเคยเสียอีก
“คุณนี่มันอันตรายจริง ๆ …”
เขาเผลอยิ้มให้กับคำที่ตัวเองพูดเมื่อคืน มันแปลกมาก กับการที่ได้ติดอยู่ในป่า กับใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก แต่กลับรู้สึกปลอดภัย กว่าเวลานั่งในห้องประชุม กับคนที่ยิ้มให้เขาทุกวัน
เขายกมือขึ้นกดที่ขมับ เพราะหัวใจของเขากำลังวุ่นวาย และเขาไม่ชอบสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่แล้วเสียงเคาะประตู ก็ทำให้ธัณลืมตาขึ้น เมื่อผู้ช่วยส่วนตัวของเขา เข้ามา พร้อมกับแท็บเล็ตและเอกสารจำนวนหนึ่ง
“ท่านรองรัฐมนตรีจะเชิญแกนนำเข้าหารือในอีก 3 วันครับ และนี่รายชื่อผู้เข้าร่วมหารือเบื้องต้น…”
ธัณรับแท็บเล็ตมาดู สายตาเลื่อนไปเรื่อย ๆ จนหยุดลงตรงชื่อที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าจอ และมีชื่อหนึ่ง
ที่เขาให้ข้อมูลเ้าหน้าที่ ตอนออกจากป่า ว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากหนึ่งในแกนนำ และเ้าที่ก็ได้ส่งรูปให้ธัณดู จนได้รู้ว่าคนที่ติดในป่ากับเขานั้นชื่อ
“จิรวัฒน์ อินทราวงศ์”
หัวใจเขากระตุกวูบ จู่ ๆ โลกก็เหมือนหยุดหมุนชั่วขณะ เมื่อเห็นชื่อของจิน ไม่แน่ใจว่าควรดีใจ…หรือควรกังวล
แต่วินาทีนั้น เขารู้เพียงแค่ว่า เขากำลังจะได้เจอใครคนนั้นอีกครั้ง และครั้งนี้…เขาจะไม่ยอมให้ “อีกฝ่าย”เดินหนีเขาไป โดยไร้คำล่ำลา
………………………………………………………………
ณ.ห้องประชุมที่ศาลากลางจังหวัด บรรยากาศดูเย็นเยือก แม้ไม่ได้เปิดแอร์แรงเกินไป
บรรดาตัวแทนจากชาวบ้าน จำนวนเจ็ดคน นั่งเรียงเป็แถว รวมถึงจิน ที่มาในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นไม่ติดกระดุม สวมทับเสื้อยืดสีขาว กับกางเกงผ้าธรรมดา ทิ้งคราบพนักงานออฟฟิศเมืองกรุงหมดสิ้น เขานั่งนิ่งอย่างตั้งมั่น โดยมีเต้และครูอารีนั่งประกบซ้ายขวา
ฝั่งขวาสุดคือโต๊ะของคณะรองรัฐมนตรี กรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเลขาฯ รองรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ในเงามุมหนึ่ง
แม้เขาจะเป็คนเดียว ที่ใส่เฝือกอ่อนพันข้อเท้า แต่สีหน้าและแววตาของเขา กลับสงบกว่าทุกคนในห้อง ยกเว้นตอนที่เขาแอบมองไปทางใครคนหนึ่งที่มีหน้าตาโดดเด่น แม้ไม่มีอะไรแต่งแต้มเป็พิเศษ แต่กลับนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเข้าอย่างบ่งบอกว่าอยู่คนละฝั่ง
ในขณะที่จินไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขาเอาแต่มองหน้ากระดาษ มองกระดาน มองปากขวดน้ำ มองทุกอย่าง ยกเว้นผู้ชายในชุดสูทสีเทานั่น แม้ข้างในใจจะอยากถามไถ่ถึงอาการที่เท้าอยู่ก็ตาม
“สำหรับข้อเสนอของชาวบ้าน ทางรัฐจะขอรับไว้พิจารณา และส่งเ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม ก่อนจะมีการตัดสินใจขั้นตอนต่อไป”
เสียงท่านของรองรัฐมนตรีกล่าวปิดประชุม ขณะที่มีการลุกขึ้นจับมือกันพอเป็พิธี ก่อนที่แต่ละฝ่ายจะแยกย้ายกันออกจากห้อง อย่างเงียบๆ
ธัณค่อยๆ ลุกขึ้นโดยมีไม้เท้าพยุงตัว เขาก้าวช้ากว่าทุกคน แต่สายตายังคงกวาดมองหาคน คนเดียว ก่อนจะมองเห็น เงาของจิน ที่กำลังเดินออกไปก่อนไม่รอใคร
น้ำจากก๊อกไหลผ่านมือเกิดเสียงดังเบาๆ ขณะที่จินเดินออกจากห้องน้ำหลังทำธุระส่วนตัว เขาเงยหน้าขึ้นมอง จนพบเงาสูงของใครบางคน ที่กำลังยืนล้างมืออยู่ที่อ่าง
“คุณ…จิรวัฒน์”
เสียงนั้นเบา แต่กลับฟังชัดเจนกว่าเสียงน้ำที่ไหล ส่งผลให้จินชะงักไปชั่ววินาที หัวใจของเขาสั่นเบาๆ ก่อนจะฝืนยิ้มจาง ๆ และหันมาโค้งตัวเล็กน้อย
“อ้อ…สวัสดีครับ คุณเลขา”
“เราเจอกันครั้งแรกอย่างเป็ทางการสินะครับ”
“จิรวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน ที่ไม่เอาโครงการของพวกคุณ”
เสียงนั้นทำให้ธัณนิ่ง ถ้อยคำนับสิบประโยค ที่เขาคิดเอาไว้ในหัวจางหายไปหมด
“คุณ…แกล้งไม่รู้จักผมงั้นเหรอ?”
เขาถามเบาๆ ขณะมองจินผ่านกระจกเงา ขณะที่จินกะพริบตาช้าๆ ก่อนจะแกล้งยิ้ม
“ผมไม่แน่ใจว่าระเบียบราชการ เขาให้มีข้อมูลยังไง อะไรที่บ่งบอกว่าผมแกล้ง”
เขารีบหมุนตัวจะเดินเข้าหาจิน แต่ก็ยังไม่ทันจะก้าว เต้ก็ส่งเสียงดังเดินหน้าตึงเข้ามาพอดี
“เฮ้ ไอจิน! ทำอะไรอยู่วะ! พวกกูหิวข้าว รอมึงคนเดียวเลยเนี่ย!”
จินรีบหันไปพยักหน้า ก่อนจะหันกลับมาหาธัณอีกครั้ง แล้วโค้งให้เขา อย่างสุภาพ จนน่าหมั่นไส้
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ…ท่านคุณเลขาธีรเทพ”
ธัณสูดลมหายใจเขาลึก จ้องมองตามแผ่นหลังเล็กนั้น ขณะที่หัวใจเขารู้สึกอึดอัดอย่างน่าประหลาด เหมือนเขากำลังโดนหักหน้าอย่างสุภาพ
..................................................