รถม้าประทับตราหอหงเหมยเคลื่อนตัวผ่านตรอกซอกซอยที่เริ่มคึกคักด้วยแสงโคมไฟในยามราตรี เพื่อมุ่งหน้าไปหออู๋จิ้น สถานเริงรมย์อันขึ้นชื่อเื่ความคาวโลกีย์ สตรีที่ถูกขายมาที่นี่ หากไม่ใช่ดาวเด่นซึ่งทำกำไรมหาศาลให้นายหญิงใหญ่พึงพอใจแล้ว ยากจะร้องขอชีวิตความเป็อยู่ที่ดีได้
รุ่ยอ๋องผู้นั่งนิ่งอยู่ในรถม้ากระชับกระบี่ข้างกาย แววตาคมกริบจับจ้องใบหน้าหวานงามที่ดูซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด จำได้ว่าหลังจากการทักทายแขกของนางสิ้นสุดลงแล้ว เขาเฝ้าสังเกตด้วยความเป็ห่วงระคนสงสัย
หาได้รู้ไม่ว่านี่คือผลกระทบของคำสาปที่นางกล่าวอ้างหรือไม่ หากใช่... หมายความว่าหอหงเหมยคือสถานที่ปลอดภัยที่สุดของนาง ร่างกายนางจะแข็งแรงกว่า หากพิษกำเริบก็จะออกอาการน้อยกว่าการอยู่ในสถานที่อื่น
ต่างคนหน้าตาคร่ำเครียด ทว่าทันใดที่รถม้ากระแทกเข้ากับก้อนหินจนตัวรถสั่นะเื ร่างระหงเอียงไปซ้ายทีขวาที บุรุษทั้งสองมีประสาทััที่ว่องไวเหนือคนปรกติ คนซ้ายจับหมับเข้าที่เอวคอดกิ่ว อีกคนทางฝั่งขวารีบยื่นมือมาขวางบังหน้าอกนางไว้เพื่อมิให้เสียหลักหน้าคะมำลงไป
หว่านฉิงหันมองพวกเขาด้วยแก้มที่แดงระเรื่อ แม้จะพยายามรักษาท่าทีแต่นางก็หุบยิ้มไม่ลงจริงๆ
“ขอบคุณท่านพี่ทั้งสองเ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงแ่ ขยับกายนั่งอย่างมั่นคงขึ้น ขณะที่สายตาของรุ่ยอ๋องและแม่ทัพหรงเยว่ยังคงจดจ้องนางไม่วางตา ราวกับจะเตือนว่าความใกล้ชิดเช่นนี้มีราคาที่ต้องจ่ายในภายหลัง...
ไม่นานนัก รถม้าก็หยุดลงเบื้องหน้าหออู๋จิ้น ทั้งกลิ่นอายความอึกทึกท่ามกลางแสงสีสว่างไสวที่ลอดออกมา ทั้งเสียงโห่ร้องของคุณชายขี้เมาเรียกให้คนทั้งสามเปิดม่านขึ้นมองเหล่าบุรุษที่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปในหอนางโลมด้วยท่าทีตื่นเต้นหิวกระหาย
เนื่องจาก มู่หรงเหนียง ต้อนรับลูกค้าทุกประเภทโดยไร้กฎเกณฑ์ ผิดกับหอหงเหมยของหว่านฉิงที่เคร่งครัดมิให้ลูกค้าทำร้ายนางคณิกาโดยเด็ดขาด หากผู้ใดคุยยากนักหรือเป็พวกผู้ดีมีเงินแต่สันดานทราม นางจะส่งบัตรเชิญให้ไปใช้บริการฟรีที่หออู๋จิ้นแห่งนี้แทน เพื่อให้พวกเขาจมปลักอยู่กับเหล่านางโลมผู้ทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเศษเงิน
ทันทีที่หว่านฉิงก้าวเท้าลงจากรถม้าในอาภรณ์ขนสัตว์สีเข้ม ขับเน้นผิวขาวนวลละเอียดให้ดูผุดผ่อง ริมฝีปากที่แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงฉานดุจโลหิตหยัดยิ้ม ผู้คนโดยรอบพลันชะงักนิ่ง ราวต้องมนต์สะกดกับความงามล่มเมืองของนายหญิงใหญ่ แม้แต่มู่หรงเหนียงที่กำลังยืนรอใครสักคน
องครักษ์จำเป็ทั้งสองก้าวลงมาขนาบข้างนางทันทีที่เสียงประกาศก้องดึงดูดสายตาทุกคู่
“นายหญิงใหญ่แห่งหอหงเหมย คุณหนูเล็กตระกูลมู่มาถึงแล้ว!”
หว่านฉิงเงยหน้าเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ั์ตาคู่หวานสบประสานกับสตรีที่ยืนเด่นอยู่บนระเบียงชั้นสอง
พี่สาวคนโตของนางในอาภรณ์สีสันฉูดฉาดบาดตา จ้องมองลงมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ก่อนจะรีบก้าวลงบันไดมาต้อนรับด้วยนางตนเองพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่คิดเลยว่าเ้าจะมาร่วมงานประมูลนี้ด้วย หากรู้ล่วงหน้าเสียหน่อย พี่สาวจะส่งรถม้าชั้นเลิศไปรับเ้าด้วยตนเองแล้ว”
“ข้าเดินทางมาเองได้ พี่หญิง... คงไม่ต้องลำบากท่านหรอกเ้าค่ะ”
ครู่นั้น มู่หรงเหนียงกวาดสายตามองไปยังองครักษ์ร่างสูงใหญ่ทั้งสองที่ขนาบข้าง นางหรี่ตาลงอย่างจับผิดด้วยความฉงนใจ เหตุใดบ่าวรับใช้ของน้องสาวถึงได้ดูสง่าผ่าเผยและองอาจถึงเพียงนี้ รัศมีที่แผ่ออกมาจากบุรุษทั้งสองข่มขวัญผู้คนรอบข้างจนบรรยากาศโดยรอบดูหนักอึ้ง
หว่านฉิงสังเกตเห็นสายตาช่างสงสัยนั้น จึงรีบเอ่ยขัดขึ้น “งานประมูลจะเริ่มหรือยังเ้าคะ? วันนี้ข้าพกตำลึงทองมามิใช่น้อย มีของที่เล็งไว้หลายชิ้นทีเดียว”
“นั่นสินะ... เชิญด้านในเถิดน้องสาว” มู่หรงเหนียงสะบัดพัดในมือเบา ๆ ก่อนจะเดินนำหน้าไป ทว่านางก็ยังมิวายเหลียวหลังกลับมาลอบมององครักษ์ทั้งสอง ด้วยนึกเสียดายที่บุรุษรูปงามเช่นนี้ไปอยู่ในกำมือของน้องสาวนางเสียได้
หว่านฉิงตามพี่สาวเข้าไปยังรับรองกว้างขวาง โดยมีรุ่ยอ๋องและแม่ทัพหรงเยว่เดินคุมเชิงอยู่ไม่ห่าง ซึ่งทั้งสองคนไม่เผยพิรุธใด ๆ ยิ่งพอเห็นว่าพี่สาวผู้นี้เป็พวกขี้ระแวงอย่างที่หว่านฉิงกล่าวเตือน
“เชิญผู้มีเกียรติทุกท่านวางเงินมัดจำได้ เราจะเริ่มประมูลของล้ำค่าชิ้นที่หนึ่ง!”
หลังจากที่ผู้มีบัตรเชิญวางเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็หลักประกัน บรรยากาศงานประมูลดำเนินไปอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนเป็ผู้อยู่ในเงามืดของเมืองหลวง ทั้งคุณชายเ้าสำราญที่กว้านซื้อหญิงงามและทาสสาวเป็ว่าเล่น เถ้าแก่โรงน้ำชาผู้มั่งคั่ง เ้าของบ่อนพนันผู้ทรงอิทธิพล ไปจนถึงพวกทำธุรกิจสีเทา ซึ่งแม้แต่เชื้อพระวงศ์ทั่วไปต่อให้ร่ำรวยเท่าไร หากไร้เส้นสายย่อมไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้ามา
นายหญิงแห่งหออู๋จิ้นผู้นี้นอกจากจะขี้ระแวงแล้วยังเฉลียวฉลาดเป็กรด ของล้ำค่าที่นางนำออกมาประมูลในวันนี้เป็เพียงน้ำจิ้มเท่านั้น นางแอบเก็บของดีที่สุดไว้สำหรับงานประมูลในวันมะรืน ณ โรงน้ำชา มิตรสหายทางการค้าของนาง อาศัยชื่อผู้อื่นบังหน้าเพื่อผลกำไรและความปลอดภัยของตนเอง
“ดาบของท่านพ่อข้า... นางคงตั้งใจนำไปประมูลในโรงน้ำชาเพื่อให้ได้ราคาสูงลิ่ว” หว่านฉิงกระซิบเสียงแ่กับองครักษ์ทั้งสอง แววตาของนางไหววูบด้วยความขุ่นแค้นที่ถูกพรากของดูต่างหน้าชิ้นสำคัญไป
“หากมีผู้ใดเสนอราคาเหนือกว่าข้า นางคงสาแก่ใจนักที่ได้หักหน้าข้าต่อหน้าฝูงชน...”
รุ่ยอ๋องในอาภรณ์องครักษ์กระชับดาบข้างกายแน่น ั์ตาคมกริบจ้องเขม็งไปทางมู่หรงเหนียงด้วยรังสีสังหาร พร้อมจะปลิดชีพนางเสียตรงนั้น ส่วนแม่ทัพหรงเยว่ขยับกายเข้ามาชิดหว่านฉิงจนััได้ถึงไออุ่น ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ข้างใบหู
“ท่านไม่ต้องกังวลไปขอรับ... ต่อให้ต้องใช้ทองคำถมจนท่วมเมืองหลวง ข้าจะไม่ยอมให้สมบัติของตระกูลมู่ตกไปอยู่ในมือผู้อื่นเด็ดขาด”
“ข้ามีปัญญาจ่ายเ้าค่ะ เพียงแต่ข้าไม่พอใจที่นางดูถูกข้าเกินไป นางตั้งใจยั่วโมโหข้า” หว่านฉิงตอบกลับด้วยสายตามั่นคง เมื่อศักดิ์ศรีนายหญิงใหญ่แห่งหอหงเหมยนั้นค้ำคออยู่ ใครจะรู้ดีไปกว่านางว่าทองคำในคลังส่วนตัวนั้นมากพอจะซื้อหออู๋จิ้นได้ทั้งหลังเสียด้วยซ้ำ
“เป็อย่างไรบ้างน้องสาว? เ้าได้สิ่งใดไปบ้างเล่า” มู่หรงเหนียงก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม สำรวจข้าวของที่หว่านฉิงประมูลไปได้ สมบัติทั้งสามหีบอยู่กับองครักษ์
“เพียงเล็กน้อยเ้าค่ะ ท่านพี่จะสนใจไปทำไมกัน”
“ดูเ้าไม่ค่อยพอใจในของที่ข้าเลือกมาประมูลเลยนะ?” มู่หรงเหนียงหัวเราะเสียงแหลม ั์ตาจิกกัดจ้องมองน้องสาวที่ดูนิ่งเฉยเกินหยั่งถึง “หรือว่าเ้า... จะไม่ค่อยสบาย สีหน้าเ้าดูซีดเซียวพิกลนะหว่านฉิง”
พี่สาวก้าวเข้าไปใกล้ ทว่าองครักษ์ร่างสูงใหญ่กลับก้าวมาขวางเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว รัศมีอำนาจอันแรงกล้าที่แผ่ออกมาทำให้นางถึงกับชะงักกึก ถอยร่นไปก้าวหนึ่ง
“พวกบ่าวชั้นต่ำ! กล้าดียังไงมาขวางทางข้า!”
“พวกเขาแค่ทำตามหน้าที่... เกรงว่าพี่หญิงจะติดไข้หวัดจากข้าไปเสียก่อนน่ะเ้าค่ะ”
หว่านฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาคมกริบกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพี่สาวที่บังอาจตวาดกร้าวใส่คนของนาง ราวกับจะกระชากหน้ากากที่ซ่อนอยู่เื้ัรอยยิ้มจอมปลอมนั่นออกมา
มู่หรงเหนียงนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“หึ... เช่นนั้นก็รักษาตัวให้ดีเถิด งานประมูลที่โรงน้ำชาในวันมะรืนนี้มีของสำคัญที่เ้าไม่อยากพลาดแน่ ๆ อย่าเพิ่งรีบชิงตายไปเสียก่อนล่ะ!”