“รู้สึกว่าวันนี้อากาศแจ่มใสดีจัง” อดัม สเลเตอร์เอ่ยขึ้นขณะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ “น่าไปอยู่กลางสนามกอล์ฟจริงๆ”
บิ๊ค รูทเลดจ์เบือนสายตาจากยวดยานพาหนะที่คลาคล่ำอยู่บนท้องถนนหลวง มามองหน้าเพื่อนซึ่งเป็สมุห์บัญชีที่นั่งอยู่ข้างๆ
“แทนที่จะต้องไปนั่งตรวจบัญชีอยู่กับแม่สาวทึนทึกที่สเตนคุยอวดประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะ?”
“รู้สึกว่าเสียงของนายไม่ได้บอกความเชื่อถือในความสามารถของเธอคนนั้นเลยนี่หว่าเท่าที่ฉันลองตรวจงานของเธอดูนะ ทั้งการทำบัญชีงบดุลแล้วก็รายละเอียดต่างๆ ก็รู้สึกว่าเป็คนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคนหนึ่งอย่างที่สเตนอวดทีเดียวละ”อดัมว่า
“ก็อาจจะเป็ได้ ฉันยังสงสัยอยู่ว่ายายนั่นจะเป็คนทำงานที่ดีที่สุดของบริษัทละมัง ก็ลองคิดดูสิงานของบริษัทนั่นมันหยุดอยู่เฉยๆมาตั้งปีกว่าแล้วไม่ได้แสดงว่ามันจะเจริญขึ้นมาเลย ั้แ่พี่ชายของ
สเตนตายลงถ้าจะพูดกันแล้วนะ ในเมื่อเขามีทะเบียนกรรมสิทธิ์อยู่ในมืออย่างนี้ บริษัทมันก็น่าจะเจริญกว่านี้มากฉันว่าบางทีสเตนอาจไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าตัวเองถืออะไรอยู่ในมือ”
“เคยมีต่างหาก” อดัมช่วยแก้คำพูดให้“เพราะเวลานี้นายก็เป็เ้าของบริษัทนั่นทั้งหมดแล้วนี่แล้วนายก็ไม่เคยบอกให้เขารู้ด้วย ว่าบริษัทนั่นมันมีมูลค่าขนาดไหน”
“สเตนเขาก็ได้ในสิ่งที่เขา้าแล้วเราก็เหมือนกัน” บิ๊คยักไหล่ไม่ได้รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อยกับการต่อรองราคาในการซื้อบริษัทแห่งนี้
“แล้วนายตั้งใจจะดำเนินธุรกิจของเขาต่อไปจริงๆหรือนี่?”อดัมมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยอย่างพิจารณา
“ก็คงสักระยะหนึ่งอย่างน้อยเราก็ยังไม่อยากจะกวาดพนักงานของเขาออกไปเร็วเกินไปนัก”
“แต่นายก็ให้สัญญากับสเตนไว้แล้วนี่ว่าจะให้พนักงานทุกคนได้ทำงานต่อไปอีกหนึ่งปี” อดัมเตือน
“ฉันจะเก็บไว้แต่คนดีๆสักปีหนึ่งหรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ สำหรับพวกที่ไม่เข้าท่าก็ควรจะออกไปหางานอื่นทำกันได้แล้ว”ประกายในดวงตาของรูดเลดจ์บอกความขบขันแกมรู้เท่าทัน
“นี่เราคบกันมานานเท่าไหร่แล้ว...17ปีใช่ไหม?” อดัมคล้ายจะตอบคำถามตัวเองอยู่ “เรียนหนังสือร่วมชั้นกันมา...ก็คงจะ 17ปีเต็มจริงๆ ใครจะคิดย้อนหลังไปถึงตอนนั้นนะว่าสักวันหนึ่งฉันจะต้องมาทำงานให้นาย”
“ฉันก็คงไม่จ้างนายแน่ถ้านายไม่ใช่คนที่ดีจริงๆ”บิ๊คตอบชะลอความเร็วของรถลงเพื่อจะเลี้ยวเข้าไปในที่จอดรถของบริษัทซิกเนท แมชชีนส์คอมเปนี
“ฉันรู้” อดัมพูดปนหัวเราะ“ฉันก็ไม่ได้รังเกียจที่จะทำงานร่วมกับนายหรอก แต่ถ้าถามก็เห็นจะต้องตอบตรงๆว่าฉันไม่ชอบวิธีการทำงานของนายเลย”
“นายทำเสียงอย่างกับว่ามันเลวทรามเสียเหลือเกินอย่างนั้นแหละ” บิ๊คเหยียดริมฝีปากออก
“ไม่ใช่อย่างนั้นเพียงแต่ฉันไม่อาจทำใจให้ดูเป็ว่าไม่มีอคติอย่างที่นายกำลังทำอยู่เวลาติดต่องานกับใครต่อใครได้ต่างหาก...ฉันหมายถึงในแง่ธุรกิจนะ”เขาเสริมในตอนท้าย
“บิ๊ครู้ดีว่าอดัมหมายถึงอะไร ปกติแล้วเขามักจะทำตัวห่างเหินกับพนักงานมากแทบจะไม่ใคร่ได้สังคมกับคนเ่าั้เลยด้วยซ้ำและเนื่องจากความที่เคยเป็เพื่อนกันมาเก่าแก่ เขาจึงยอมอนุญาตให้ตัวเองสนิทสนมกับอัมได้ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงในทุกเื่เสียทีเดียวบิ๊คคอยแต่จะนึกอยู่เสมอว่า พวกพนักงานในบริษัทนั้น ถ้าลองได้สร้างความสัมพันธ์ด้วยแล้วมักจะตีตนขึ้นมาเสมอเขา ดังนั้น แม้มิตรภาพฉันเพื่อนจะคงอยู่แต่เขาก็ยังระมัดระวังในการคบหาอยู่นั่นเอง
บิ๊ค รูดเลดจ์ คือชายหนุ่มที่เกิดมาในตระกูลสูง เป็ทายาทเพียงคนเดียวที่ได้รับมรดกหุ้นส่วนบริษัททั้งหมดจากมารดาซึ่งถึงแม้เขาจะไม่ได้รับมรดกนั้น บิ๊คก็สามารถที่จะหางานในตำแหน่งสูงๆทำได้เขามีเงินมากพอที่จะจับจ่ายใช้สอยเพื่อเป็การแก้เหงา แต่กลับไม่เคยยอมรับว่าในการที่จะบำเพ็ญตนเป็ผู้ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดทั้งมวลนั้น เป็ความจำเป็อย่างยิ่งที่จะต้องทำตัวเป็มิตรกับผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่ต้องรับคำสั่งจากเขาไว้ให้มาก
“เอาละ...เราจะเริ่มต้นออกเดินทางชมบริษัทกันั้แ่จุดไหนก่อนล่ะ?”อดัมเอ่ยถามหลังจากที่บิ๊คจอดรถเรียบร้อยแล้ว
“คิดว่าควรจะเข้าไปดูที่แผนกขายก่อนแฮงค์เขาไปดูมาทีหนึ่งแล้ว แต่ฉันก็ยังอยากเข้าไปดูอีกสักครั้งอยู่ดี”
ขณะที่เขาก้าวลงจากรถยนต์ส่วนตัวนั่นเองรถประจำทางคันหนึ่งก็แล่นผ่านมาจากป้ายจอดรถตรงหัวมุมถนนและโดยอัตโนมัติที่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง เรือนผมสีบลอนด์คนหนึ่งก้าวลงมาจากรถประจำทางคันนั้นและเดินมุ่งมายังทางเข้าด้านหน้าของบริษัท กว่าที่อดัมจะลงจากรถมาสมทบเธอผู้นั้นก็เดินออกหน้าไปแล้ว สายลมแรงพัดพาชายกระโปรงสีน้ำเงินเข้มให้พลิ้วลู่ไปตาม่น่องที่กลมกลึงทำให้มองเห็นส่วนโค้งของเนินสะโพกชัดเจน บิ๊คจะต้องเป็คนโป้ปดมดเท็จอย่างที่สุดถ้าเขาไม่ยอมรับ ว่าตัวเองรู้สึกพึงใจในภาพที่ชวนมอง ซึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าขณะนี้
่ขาที่กำลังก้าวอยู่ผ่อนความเร็วลงขณะที่เธอก้มลงเหมือนค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าถือ ทั้งบิ๊คและอดัมเกือบจะตามมาทันตอนที่เธอทำพวงกุญแจหล่นลงบนพื้นถนนและก้มลงเก็บ ตอนที่เธอยืดร่างขึ้นนั้นเอง ผ้าพันคอผืนบางเบาที่พันหลวมๆไว้ตรงไหล่ก็เลื่อนหลุดออก ตกลงบนพื้นอีกคราวนี้บิ๊คเป็คนก้าวเข้าไปเก็บไว้ได้ทันก่อนที่สายลมฤดูร้อนจะพัดพามันปลิวไป
ตอนที่เธอหันมามองหน้าเขานั้นบิ๊คมีความรู้สึกเหมือนถูกกระตุกแรงๆตรงหัวใจเธอช่างเป็สัตว์โลกที่แสนสวยอะไรเช่นนั้น โดยเฉพาะดวงตาคู่สีฟ้าใสและเขากล้าท้าพนันชนิดเทกระเป๋ากันได้เลยว่า พวงผมสีบลอนด์นั้นไม่ได้เกิดจากการย้อมแน่ ริมฝีปากของเธอแย้มออกเล็กน้อยคล้ายจะยิ้มขอบคุณ แต่แล้วก็ชะงักไปขณะที่ยื่นมือมารับผ้าพันคอที่เขายื่นส่งให้บิ๊คใช้ปลายนิ้วคีบมันไปครู่สั้นๆก่อนจะปล่อยออก แวบหนึ่งที่เขาเกิดความคิดขึ้นมาว่านวลเนื้อของเธอคงจะเนียนละไมอยู่ใต้ผ้าผืนนั้นแน่
“ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยออกมาเบาๆ
เขาชอบน้ำเสียงของเธอขึ้นมาในทันที เป็เสียงทุ้มนุ่มนวลปานแพรไหม บิ๊ครู้ว่าตัวเองกำลังจ้องมองดูเธออยู่แต่ก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนสายตาได้ เขาผงกศีรษะน้อยๆเป็เชิงรับรู้ในคำพูดของเธอแต่ก็เป็ขณะเดียวกันกับที่เธอได้หันไปเปิดประตูก่อนแล้วและเขาก็ช้าเกินกว่าจะช่วยเปิดให้ทันจึงได้แต่เดินตามเธอเข้าไปก่อนที่มันจะปิดกลับเสียก่อน
“ขอโทษเถอะครับ คุณ...”เธอชะงักฝีเท้าทันทีเมื่อได้ยินเสียงเขา หันหน้ามาช้าๆมองบิ๊คอย่างไม่แน่ใจ จากปลายหางตานั้นบิ๊คมองเห็นผนังกระจกที่แบ่งหน่วยงานต่างๆออกไว้ แต่เขาก็แสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจเสีย“แผนกขายไปทางไหนครับ?”
“ตรงเข้าไปทางประตูนั้นค่ะ”เธอชี้มือไปยังบริเวณที่กั้นไว้ด้วยกระจกเสียงกุญแจกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋งขณะที่เธอชี้มือ
สายตาของบิ๊คสำรวจไปทั่วเรือนร่างด้วยความประทับใจอย่างยิ่ง สังเกตเห็นทรวงอกที่ผึ่งผายสง่างามอยู่ในอกเสื้อกับ่เอวที่คอดกิ่ว
“คุณชื่ออะไรครับ?” เมื่อเขาปรายตากลับขึ้นมองใบหน้าเธออีกครั้งนั้นก็เห็นแววที่ไม่อาจเข้าใจได้ ท่าทีที่ดูจะไม่แยแส ทำให้เขาเพิ่มความสนใจมากขึ้น
“ดิฉันคิดว่าคุณจะพบใครสักคนที่จะช่วยคุณได้ถ้าคุณเดินผ่านประตูนั้นเข้าไปนะคะ”เธอหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของเขาด้วยท่าทางเ็า ขณะเดียวกันก็พาร่างเดินจากไป
อดัมยืนผ่อนลมหายใจยาวเหยียดอยู่ข้างๆ
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะอยู่มาจนถึงวันที่เห็นนายถูกคนเขาสะบัดหน้าใส่ให้เลยนะบิ๊ค”เขาเอ่ยออกมาเบาๆก่อนจะเสริมต่ออีกเหมือนปรารภอยู่กับตัวเอง“ฉันชักจะสงสัยแล้วนะว่า ควรจะบอกเป๊กกี้ได้หรือยัง ว่าในที่สุดฉันก็พบเธอคนนั้นเข้าแล้วจริงๆ”
“พบใครนะ?”บิ๊คถอนสายตาจากร่างหญิงสาวที่กำลังเดินห่างออกไปกลับมามองชายหนุ่มผู้เป็ทั้งเพื่อนและสมุห์บัญชีของตน
“อ๋อ...เอ้อ...”อดัมอึกอักขึ้นมาทันที เมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้พูดความจริงออกมาดังๆ “เป๊กกี้...เขา้าให้ฉันได้ทดสอบปัญหาที่มีอยู่ในแม๊กกาซีน”เขาพูดเป็เชิงอธิบายเมื่อเอยถึงภรรยา “มันมีคำถามอยู่ข้อหนึ่ง ถามว่า...ฉันเคยคิดไม่ซื่อบ้างไหม...และฉันก็ตอบรับรองออกไปอย่างมั่นใจเต็มที่เลยว่า...ไม่เคย...เพราะว่ายังไม่พบผู้หญิงคนไหนที่จะมาทำให้ฉันเกิดความหลงใหลได้...แต่ผู้หญิงคนนั้น...”เขามองไปตามช่องทางเดิน ที่ผู้หญิงคนที่เขาหมายถึงเดินลับสายตาไป“ทำให้ฉันชักจะคิดออกนอกลู่นอกทางขึ้นมาแล้วน่ะสิ”
“ลืมเสียเถอะน่า” บิ๊คบอก
“ทำไมล่ะ? อดัมย้อนถามยิ้มๆมองหน้าเพื่อนอย่างแปลกใจ
“ก็เพราะว่าถ้าเขาจะต้องออกไปข้างนอกกับใครสักคนหนึ่ง...ใครคนนั้นก็ควรจะเป็ฉันน่ะสิ”แม้ในน้ำเสียงนั้นเหมือนจะพูดเล่นให้เห็นขันแต่บิ๊คก็รู้ว่าเขาหมายความตามที่พูดจริง
“ฉันคิดว่านาย...เอ้อ...สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นไว้ว่าจะไม่...”
“นายก็เพิ่งเห็นข้อยกเว้นไปหยกๆนี่แล้วไง”บิ๊คขัดขึ้นทันที น้ำเสียงนั้นราบเรียบเหมือนความตั้งใจที่สุขุมมั่นคงของเขา
อดัมมองหน้าเพื่อนอีกครั้งแต่แล้วก็ต้องส่ายหน้าอย่างแปลกใจเต็มที่
“นี่นายไม่ได้พูดเล่นเลยนี่หว่า”
“ฉันอาจพูดเล่นในบางเื่ที่้าจะพูด”ยิ้มเนือยๆแต่แฝงความนัยปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“และนายก็มักจะได้ในสิ่งที่นาย้าเสมอจริงไหมล่ะ?”อดัมออกจะรู้สึกมหัศจรรย์อยู่ในใจกับความจริงแท้ในคำพูดของตน
“คุณตาของฉันท่านเคยให้คำแนะนำฉันไว้ข้อหนึ่งนานมาแล้ว...ท่านบอกว่า ถ้าแก้าข้ามถนนก็ให้ข้ามไปเลย สมมุติว่าถ้ามีใครมายืนขวางทางไว้ ก็ให้เดินอ้อมตัวเขาไปเสียแต่ถ้าเดินอ้อมก็ไม่ได้ พูดจาเกลี้ยกล่อมให้เขาหลีกทางให้ไม่ได้ก็ให้เดินชนมันไปเลย...และเมื่อใดที่แกตั้งใจจะข้ามถนนแล้วก็อย่าได้ให้ใครมันมายื้อยุดฉุดกระชากไว้เป็อันขาด ซึ่งถ้าจะว่ากันในทางปฏิบัติแล้วมันก็ไม่ได้โหดร้ายทารุณอะไรเลย” บิ๊คสรุปด้วยน้ำเสียงต่ำๆเพราะสังเกตเห็นความไม่สบายใจปรากฏอยู่ในสีหน้าของอดัม
“มา...เราไปกันเถอะ...”เขาออกเดินนำไปยังประตูกระจก“มาช่วยกันทำให้งานนี่มันเสร็จๆไปก่อนดีกว่า”