บทที่ 2 การเปลี่ยนแปลงทางนิสัยครั้งใหญ่
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นซิ่วชิงเงียบ หลู่ชีฉางคิดว่านางคงรู้สึกละอาย ดังนั้นท่าทางของเขาจึงหยิ่งยโสมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ข้าแต่งงานกับเ้าได้นั่นก็ถือว่าเป็บุญของเ้าแล้ว บัณฑิตไม่เคยตัดสินบุคคลใดจากรูปลักษณ์ภายนอก มีคนดี ๆ อย่างข้าอยู่ไม่มากนัก เ้าควรจะรู้สึกสำนึกและขอบคุณข้าที่ยอมแต่งงานกับเ้า!"
อวิ๋นซิ่วชิงแทบอยากจะอาเจียน ั้แ่ที่นางข้ามมิติมากว่าครึ่งเดือน นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้พบกับคนหน้าด้านเช่นนี้
“อา!” อวิ๋นซิ่วชิงเท้าสะเอว “ช่างคุยโวไม่เบาเลย ท่านคิดว่าตนเองเป็เง็กเซียนฮ่องเต้หรืออย่างไร? ไม่ได้ย้อนมองดูตนเองเลยหรือ ว่าคู่ควรกับสิ่งดี ๆ ที่ข้าจะมอบหรือปฏิบัติกับท่านหรือไม่?”
“เ้า! เ้า! เ้า!” หลู่ชีฉางถึงกับเอ่ยตะกุกตะกักขึ้นมาทันที
ั้แ่เล็กจนโต ใครต่อใครเมื่อเห็นหลู่ชีฉางต่างก็พากันยกย่องเขาว่าเป็นักปราชญ์ผู้ยอดเยี่ยม กิตติศัพท์ความอัจฉริยะของเขาขจรขจายและได้รับการยกย่องมานานแสนนาน แต่นางหญิงอ้วนกลับกล้ากล่าวหาว่าเขาไม่มีดีพอที่จะแต่งงานกับนางที่ดูไม่เห็นมีอันใดดี
ใครไม่คู่ควรกับใครกันแน่? ทำไมสตรีผู้นี้ถึงไม่มีความสำนึกบ้างเลย!
“ข้าไม่สมควรได้รับมัน? ฮ่า ๆๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เ้าอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนมาสามปีจนเป็เพียงสาวทึนทึก ด้วยความร้ายกาจ เ้าเล่ห์ และอารมณ์ร้ายของเ้า สมควรแล้วที่เ้าจะเป็สาวทึนทึกตลอดไป!”
“ตอนนั้นข้าตาบอดจริง ๆ เลย ที่ขอแต่งงานกับสตรีอ้วนฉุอย่างเ้า!”
หลู่ชีฉางด่าทอนางด้วยความโกรธจัด และยื่นมือออกมา "รีบคืนเงินมา แล้วแยกย้ายกันไปซะ!"
อวิ๋นซิ่วชิงหยิบเศษเงินและโยนให้เขา "ไปให้พ้น!"
ถ้าไม่ใช่เพราะท่านแม่เร่งเร้าให้นางแต่งงานกับหลู่ซิ่วไฉ นางก็คร้านจะใส่ใจ
เมื่อเห็นเงินของอวิ๋นซิ่วชิง ทันใดนั้นหลู่ชีฉางก็เสียใจอีกครั้ง
หญิงสาวผู้นี้ร่ำรวยมาก เขาไม่ควรหุนหันพลันแล่นโกรธเกรี้ยวใส่นางเช่นนี้ ไม่เห็นหรืออย่างไรว่านางร่ำรวยขนาดไหน? หากเกลี้ยกล่อมนางได้ มีหรือต้องกลัวว่านางจะไม่ฟังเขา?
“อย่าเพิ่งไป!” หลู่ชีฉางะโอย่างเร่งรีบ
อวิ๋นซิ่วชิงตกตะลึง นางหันไปมองหลู่ชีฉางที่กำลังไล่ตามนางอยู่ ก่อนจะพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ท่านกำลังจะทำอะไร?”
“คำพูดของแม่สื่อเป็สิ่งสำคัญ ข้าเป็บุรุษที่สูงส่งค้ำฟ้า ข้าย่อมไม่ถือสาเ้าแม้แต่น้อย!” หลู่ชีฉางมองที่อวิ๋นซิ่วชิงอย่างมีชัย
อวิ๋นซิ่วชิงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างตะลึงงัน นางดุหลู่ชีฉางเพียงเพราะเขาเชื่อฟังและเป็บุรุษ และเขายังคงติดตามนางเมื่อถูกเมินอย่างไม่แยแส
ความน่าดึงดูดใจของเงินนี้มันยิ่งใหญ่เกินไปสินะ
“นี่คือปิ่นทองที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของตระกูลข้า!” หลู่ชีฉางพูดและยื่นปิ่นปักผมให้อวิ๋นซิ่วชิง
อวิ๋นซิ่วชิงจะยอมรับมันได้อย่างไร นางพูดอย่างเ็า "ท่านไม่รู้หรือว่าข้าเป็หญิงร้ายกาจวิปลาส ไม่อาจเป็ลูกสะใภ้ของตระกูลหลู่ได้ ดังนั้นหยุดรบกวนข้าเถอะ!"
หลู่ชีฉางแค่ยิ้ม "ไม่เป็ไร สิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ช้า ๆ มา! ข้าจะติดให้เ้า!"
เมื่อหลู่ชีฉางกล่าวว่าเขากำลังจะปักปิ่นให้อวิ๋นซิ่วชิง หญิงสาวก็ก้าวถอยหลังอย่างชาญฉลาดและหลบร่างของเขาไปทางด้านข้าง
“อ๊ะ…” หลู่ชีฉางกังวลมากจนไม่ทันได้ระวังตัวครู่หนึ่ง เขาเพียงรู้สึกว่าเท้าของตัวเองลื่น และทั้งตัวของเขาก็ตกลงไปในแม่น้ำต่อหน้าอวิ๋นซิ่วชิง
ปิ่นทองในมือของหลู่ชีฉางตกไปอยู่ในมือของอวิ๋นซิ่วชิง
ตู้ม...!!!!
เกิดเสียงกระทบน้ำดังลั่น เป็ดในแม่น้ำต่างแตกตื่นร้องระงมและกระพือปีกบินหนีกันจ้าละหวั่น
หลู่ชีฉางพยายามเงยหน้าขึ้นเหนือน้ำ เขาเช็ดหยดน้ำบนใบหน้าและมองไปข้างหน้าด้วยดวงตาที่สับสน
“ฮ่า ๆๆๆ!” เสียงหัวเราะดังมาจากสตรีหลายคนที่กำลังซักผ้าอยู่ริมตลิ่ง ขณะมองดูท่าทางที่ดูไม่ได้ของเขาและชี้มาที่เขาอย่างขบขัน
หลู่ชีฉางจ้องมองพวกนางด้วยความขุ่นเคืองและเดินโซเซขึ้นฝั่ง
“ชิงเหนียง ทำไมเ้าถึงยังเที่ยวเล่นอยู่ที่นี่ เกิดเื่ใหญ่ขึ้นกับครอบครัวเ้าแล้ว!”
ผู้ใหญ่บ้านาุโวิ่งมาอย่างเร่งรีบ "เ้ารีบกลับไปดูเร็วเข้า!"
“ท่านลุง เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของข้า?!” อวิ๋นซิ่วชิงถามด้วยความประหลาดใจ
"เื่นี้...ข้าไม่อาจอธิบายได้หมดในสองประโยคหรอก พูดได้สั้นๆ ว่าเ้ากลับไปดูเถอะ!" ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ "บาปกรรมแท้ๆ!"
ยิ่งอวิ๋นซิ่วชิงฟังมากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น นางจึงทำท่าจะวิ่งกลับบ้านทั้งที่มุมกระโปรงของนางเปิดอยู่ แต่ก็พลันเห็นปิ่นทองในมือตนเอง
อวิ๋นซิ่วชิงหันมามองหลู่ชีฉางที่กำลังขึ้นจากน้ำอย่างทุลักทุเล ก่อนยื่นปิ่นให้กับผู้ใหญ่บ้าน "ท่านลุง รบกวนท่านเก็บสิ่งนี้ไว้ให้ข้าก่อน!"
หัวหน้าหมู่บ้านแบมือรับเมื่อเห็นว่าเป็ปิ่นทองสุกปลั่งเป็ประกาย ครั้นเห็นอวิ๋นซิ่วชิงวิ่งไปแล้ว เขาก็เก็บไว้อย่างทะนุถนอม คิดว่าจะมอบมันคืนให้นางจากความวุ่นวายในครอบครัวของนางผ่านพ้นไป
…………………………………………………………………………………………………………………………