บทที่ 5
พังยับ
“ยอดเยี่ยมมากสวยงามอ่อนช้อย สมกับคำร่ำลือจริงๆ” ฉางเจินจงะโชมเสียงดัง หลังจากดูการแสดงจบ ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้เหลียงเฟยฮวาไม่ค่อยเข้าใจเท่าใด จึงได้เอ่ยปากถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
“คำร่ำลืออันใดหรือท่าน”
“ก็เสียงคำร่ำลือที่บอกว่า เปาเฟินฮัวแห่งนี้รุ่งโรจน์และมีการค้าบริการที่ยอดเยี่ยมอย่างไรเล่า ถึงขนาดมีประโยคว่า ‘เื่การรบเป็รอง เน้นคู่นอนเป็เลิศ’ หากใครที่ได้เชยชิมจะต้องล้วนแล้วติดใจ จนไม่อยากจะไปเที่ยวที่ใดต่อ ฮ่าฮ่าฮ่า” ฉางเจินจงยังคงกล่าวด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนชาวเมืองเปาเฟินฮัวต่างลุกขึ้นยืนจังก้าพร้อมที่จะเข้ามาทำร้ายคนปากเสียได้ทุกเมื่อ
ซึ่งสิ่งที่ชายหนุ่มได้กล่าวมาก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนแต่อย่างใด เพราะที่เปาเฟินฮัวแห่งนี้ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ล้วนมีหน้าตางดงามอ่อนหวาน ราวกับน้ำหวานในเกสรดอกไม้ และที่สำคัญคือกลิ่นเฉพาะกายอันหอมหวนอบอวล คล้ายได้วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกไม้ใบหญ้า จนมีนักพเนจรนำไปแต่งเป็บทกวีว่า......
เปาเฟินฮัวดินแดนทุ่งศักดิ์สิทธิ์
เปาเฟินฮัวลิขิตผู้คนหมาย
เปาเฟินฮัวแย้มยิ้มสุขสบาย
เปาเฟินฮัวเดียวดายหากไร้คน
เปรียบเสมือนดอกไม้เคลือบยาพิษ
ความนึกคิดล้วนแตกซ่านให้สับสน
ต้องใช้ยาถอนออกในบัดดล
นั่นคือมนตร์สะกดจงตราตรึง
ความหมายก็คือดินแดนเปาเฟินฮัวเต็มไปด้วยความสวยงาม ทั้งทุ่งดอกไม้ที่มองไปทางไหนก็จะเห็นเป็สีสันสวยงาม มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทุกสารทิศ แต่ก็เหมือนเป็ดินแดนต้องคำสาปทำให้คนที่หลงเข้ามา ถูกคุมขังไม่ให้ออกไปได้และถึงกลับออกไปก็จะมีอาการกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็สุข สุดท้ายก็ต้องกลับมาอีกครั้ง และกลายเป็ส่วนหนึ่งในเปาเฟินฮัว
“เ้าช่างบังอาจยิ่งนัก รู้หรือไม่ว่าพล่ามอันใดออกมา เ้าแม่เปาไม่ไว้ชีวิตเ้าแน่ เ้าคนกักขฬะ!” เสียงของเหลียงเล่อจิงดังเล็ดลอดมาจากด้านหลัง พร้อมเสียงประท้วงของนางโลมคนอื่นๆ ในละแวกนี้
“ถึงพวกข้าจะใช้ตัวเข้าแลกกับเศษเงิน ก็ยังดีกว่าคุณชายตระกูลดังอย่างเ้า ที่มีดีแค่ชื่อแต่ไร้ซึ่งคุณความงามหาคนเคารพได้ไม่”
“ใช่ๆ เป็แค่นักท่องราตรีจากดินแดนอื่น แต่ไม่ยอมเจียมเนื้อเจียมตัว ระวังเอาไว้เถิด จะเอาชีวิตไม่รอดจากเปาเฟินฮัว”
“กล้าดีเยี่ยงใดมาแช่งข้า พวกเ้าจับมันไปตัดหัวบัดเดี๋ยวนี้ ถ้าปล่อยให้มันหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว คนที่ต้องถูกตัดหัวก็คือพวกเ้า” ฉางเจินจงสั่งการผู้ติดตามทันที เมื่อถูกชาวเมืองเปาเฟินฮัวกล่าวหาว่าร้าย แถมยังข่มขู่ว่าจะฆ่าคนของตัวเองอีก ช่างไร้ความเป็มนุษย์ยิ่งนัก
“เอ่อ...ใจเย็นๆ ก่อนสิเ้าคะคุณชาย ข้ายังไม่ได้ค่าตอบแทนแม้แต่เหวินเดียว.....อ๊ะ” เมื่อเ้าของหอนางโลมเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงเข้าไปขวางคุณชายตระกูลฉางโดยเร็ว พร้อมกับทวงเงินค่าการแสดงที่จบไปเมื่อสักครู่ ทว่าค่าตอบแทนที่ควรจะได้เป็ตำลึงทอง กลับกลายเป็ความรุนแรงที่ตวัดลงบนใบหน้าของนางเอง
“กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้า เป็แค่นางโสเภณีชั้นต่ำ แต่ทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เอามันไปปะา” ฉางเจินจงจิกเส้นผมดกดำของแม่นางเ้าของร้าน ก่อนจะโยนให้คนของตนลงโทษต่อ ทว่าเหลียงเฟยฮวากลับพุ่งตัวเข้าไปขวางไว้เพื่อจะปกป้อง
‘นี่มันมากเกินไปแล้ว เอะอะตัดหัว เอะอะปะา คนผู้นี้คงมีหัวใจเป็สีดำ’
“ถ้าหากพวกเ้ากล้าลงมือทำร้ายคนของเปาเฟินฮัว แม้แต่ปลายเล็บอีก ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเ้ามีชีวิตต่อแน่” เหลียงเฟยฮวายกมือทั้งสองข้างขึ้นขวาง และกล่าวกับผู้ติดตามของตระกูลฉางอย่างไม่เกรงกลัว ทั้งที่รูปร่างและกำลังพลเรียกได้ว่าเสียเปรียบเต็มๆ แต่นางก็ยังเลือกที่จะพูดข่มขู่อีกฝ่าย และไม่มีท่าทีจะศิโรราบให้
ซึ่งนั่นส่งผลทำให้ฉางเจินจงเกิดโทสะเป็อย่างมาก จึงคว้าหญิงนางโลมคนหนึ่งใกล้มือมาบีบคอ และลวนลามโดยการหอมแก้ม
“นี่เ้าปล่อยแม่นางคนนั้นนะ!” เหลียงเฟยฮวากล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว และหวังจะพุ่งตัวเข้าไปหา
แต่ทว่า.......
“ข้าลงมือทำร้ายคนของเ้ามากกว่าปลายเล็บ แล้วไหนเล่าสิ่งที่เ้าอวดอ้าง ข้ายังมีชีวิตยืนอยู่ตรงนี้ เกรงว่าศิษย์เอกตระกูลเหลียง คงมีดีแค่ลมปากเป็แน่” ฉางเจินจงเหยียดยิ้มร้าย ก่อนจะออกแรงบีบลำคอขาวของคนในอ้อมกอด
จนหญิงนางโลมมีสีหน้าดำเขียว แทบจะขาดอากาศหายใจ เหลียงเฟยฮวาได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับอีก เพราะฝ่ามืออันใหญ่โตนั่นเพียงแค่ออกแรงบีบอีกนิด ลำคอขาวของเด็กสาวได้หักออกเป็แน่
“เ้ากล้าว่าศิษย์พี่ของข้าอย่างนั้นเรอะ เ้าลูกพ่อแม่สั่งสอนแต่ไม่ยอมจดจำ!” เสียงเหลียงเล่อจิงดังขึ้นอีกระลอก คราวนี้เ้าตัวได้ชักกระบี่ออก และะโข้ามฝั่งมายืนอยู่เคียงข้างกายศิษย์พี่ใหญ่
เมื่อฉางเจินจงได้ยินดังนั้น ก็รีบผลักเด็กสาวในอ้อมกอดออกให้พ้นทาง และชักกระบี่ในฝักมาถือไว้ ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปปะทะเพลงกระบี่ เพื่อจัดการคนที่มันบังอาจล่วงเกินตน
ทางฝั่งโรงเตี๊ยมที่คนของตระกูลฉางเข้าพัก
“ท่านพ่อข้าอยากไปเที่ยวย่านโคมแดง ท่านพ่อพาข้าไปได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะเป็เด็กดีไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับท่านพ่อแน่นอน” เด็กชายตัวเล็กบอกกล่าวแก่พ่อตัวเอง ในขณะที่คนในครอบครัวยังอยู่ครบทุกคน ซึ่งนั่นทำให้คนเป็แม่ต้องคิ้วกระตุก พร้อมกับเบือนหน้าไปทางสามี
“เ้าไปย่านเริงรมย์มาเรอะ อยากตายนักใช่หรือไม่!”
“ข้าไม่เคยไปเหยียบที่นั่น อย่าพูดจาโหดร้ายกับข้าแบบนั้นสิ” สามีใร้องประท้วงเป็การใหญ่ จนผู้เป็ลูกสาวถึงกับทำสีหน้าสงสัย
“ทำไมเ้าถึงอยากไปเที่ยวที่แห่งนั้นกันเล่า รู้หรือไม่ว่ามันมีไว้ทำอันใด”
“รู้สิทำไมข้าจะไม่รู้ ข้าโตแล้วนะ เพียงแต่ข้าอยากไปเจอพี่สาวคนงาม” เด็กชายพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ จนบุรุษในร้านคนหนึ่งที่กำลังยกจอกน้ำชาขึ้นดื่ม เหม่อมองด้วยความสงสัยไม่ต่างจากคนในครอบครัว
“พี่สาวคนงาม? นี่เ้าไปหลงรักหญิงสาวนางใดกันรึ” พี่สาวถามด้วยความใคร่รู้ แต่เด็กชายกลับเอาแต่ก้มหน้าอย่างขวยเขินแทน กว่าจะรวบรวมความกล้าได้ก็ทำเอากินเวลาไปหลายชั่วลมหายใจ
“คือ....พี่สาวคนนั้นสวมแพรพรรณสีดำสลับสีแดงปักด้วยลายดอกโบตั๋น อีกทั้งยังสวมผ้าคลุมสีแดงเพื่อปกปิดใบหน้าครึ่งล่าง ข้าได้ยินมาว่าพี่สาวกำลังจะไปย่านโคมแดง ข้าก็เลยอยากจะตามนางไป” เด็กชายพูดจบก็ยกมือทั้งสองข้างปิดหน้าทันที เพราะเขากำลังอายเกินกว่าจะเผชิญหน้าคนในครอบครัวได้
แต่แล้วเสียงจากจอกน้ำชาหล่นกระแทกพื้น จนแตกละเอียดก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษหน้ากาก
“เมื่อสักครู่ เ้าว่าพี่สาวชุดดอกโบตั๋นไปที่ใด!”
“หยุดมือเดี๋ยวนี้ ข้าบอกให้พวกเ้าหยุดมือ” เหลียงเฟยฮวาร้องะโห้ามเหลียงเล่อจิง และคุณชายจอมเอาแต่ใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีท่าทีว่าคนทั้งคู่จะสงบลง
“ตายแล้วร้านของข้าพังพินาศหมดแล้ว เป็เพราะเ้าชดใช้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้” แม่นางเ้าของร้านถึงกับร้องไห้ฟูมฟายมีสีหน้าเหยเก พร้อมพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อที่นางเข้าใจว่าเป็ฉีซูเจียว
“หลีกทางไปมาม่าซัง ข้ากำลังห้ามทัพพวกเขาอยู่” เหลียงเฟยฮวาพยายามดันไหล่ของแม่นางออก ทว่าก็ไม่สามารถผลักหญิงนางนี้ออกไปได้
“ชดใช้มาให้ข้าก่อนเ้าตัวอัปรีย์ ชดใช้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้ เ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าข้าจะมีร้านแห่งนี้ได้ ข้าต้องลงทุนลงแรง หลอกพ่อแม่เด็กพวกนั้นมาตั้งเท่าไหร่ ชีวิตของเ้าทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาทำได้เท่าข้า!” หญิงวัยกลางคนะโใส่หน้าเหลียงเฟยฮวาด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะกระชากให้นางก้มลง เพื่อหวังจะใช้วิชาฝ่ามือพิฆาต
แต่ทว่า.........
“หลีกไป” ฉางห่าวอู๋เปล่งด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ จนหญิงวัยกลางคนเกิดอาการสั่นกลัว ต้องเดินเซถอยหลังไปหลายก้าว
“นี่เ้าเป็ใครกันแน่ ช่วยข้าไว้เพื่ออันใด.....” เหลียงเฟยฮวาถามด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงปรากฏตัว เพราะเมื่อครู่ั้แ่ตระกูลฉางเข้ามาก่อกวนในร้าน นางไม่เห็นอีกฝ่ายแม้แต่เงา
“เื่นั้นไว้ให้อาจารย์ของเ้าอธิบายเถิด” น้ำเสียงทุ้มต่ำบอกกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเรียบอีกเช่นเคย ก่อนจะยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมากัดจนมีโลหิตไหลริน นิ้วมือเรียวยาวเขียนยันต์อัญเชิญสัตว์ร้ายบนฝ่ามือข้างซ้าย และคว่ำมือลงจรดลงพื้นเงา
เหลียงเฟยฮวาเฝ้ามองคนตรงหน้าด้วยอาการตื่นเต้น เพราะอีกฝ่ายกำลังร่ายคาถาอาคม ซึ่งนางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีเซียนคนใดใช้วิชาเช่นนี้ด้วย ต่อมาชายหน้ากากสีดำทมิฬจึงดึงเอาฉลามสองตัวออกจากเงาของตัวเอง และสัตว์ร้ายทั้งสองตัวก็กระโจนเข้าใส่ทั้งสองคนที่กำลังใช้เพลงกระบี่ทะเลาะวิวาท
ด้วยความเป็ห่วงกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่เหลียงอัน นางจึงรีบวิ่งออกไปนอกร้านเพื่อสำรวจ ปรากฏว่าทั้งสองคนถูกเชือกสีทองคล้ายเชือกเซียนมัดลำตัวเอาไว้ไม่ให้ขยับได้ ทว่าเชือกทั้งสองเส้นนี้มีพลังดุร้าย และอำนาจจนนางสะพรึงกลัว
“เ้าลูกไพร่กล้าใช้อาคมขังข้าอย่างนั้นเรอะ! ท่านพี่ไม่เอาเ้าไว้แน่ฉางหมิน” ฉางเจินจงะโด่าพี่ชายต่างมารดาด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทว่าฉางห่าวอู๋ก็ยังมีท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิม
“เหลียงอันเ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่” เหลียงเฟยฮวาเข้าไปประคองศิษย์น้องโดยเร็ว แม้เหลียงเล่อจิงจะตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาศิษย์สกุลเหลียง และชื่นชอบการทะเลาะวิวาทสักเพียงใด แต่กำลังของบุรุษกับสตรีย่อมแตกต่างกัน
ั์ตาหวานสำรวจตรวจดูร่างกายของดรุณีน้อยทันที และนางก็พบกับรอยแผลบริเวณแขนข้างซ้ายกับขาทั้งสองข้าง
“เ้ากล้าทำร้ายน้องข้าอย่างนั้นเรอะ อย่าหวังว่าข้าจะให้อภัย!” เหลียงเฟยฮวาคว้าเอากระบี่ของศิษย์น้องขึ้นมา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปเพื่อหวังจะเอาคืน แต่ก็โดนขวางไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่ของชายหน้ากาก
“ช้าก่อนเฟยฮวา อย่าทำให้เื่มันใหญ่มากไปกว่าเดิม”
“เ้ารู้ชื่อข้า” เหลียงเฟยฮวาพึมพำเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะนางไม่เคยเจอหน้าคนของตระกูลฉางมาก่อน เหตุใดคนผู้นี้ถึงได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามได้
“ฮึฮึฮึ” ทันใดนั้นฉางเจินจงก็หัวเราะในลำคอ จนเหลียงเฟยฮวาขมวดคิ้วเป็ปมแน่น
“มีเื่อันใดน่าหัวเราะรึ เ้าคนกักขฬะ!”
“ก็ขำคนน่าสมเพชแถวนี้ ที่ดันได้ฮูหยินเป็หญิงนางโลมน่ะสิ ตอนแรกที่ข้าได้เห็นหน้าเ้าผ่านภาพวาด ข้าอดอิจฉามันไม่ได้จริงๆ แต่ตอนนี้คงไม่แล้ว เพราะข้าไม่พิศวาสเอานางโลมมาเป็ฮูหยิน ฮ่าฮ่าฮ่า” ฉางเจินจงะโเหน็บแนมพี่ชายต่างมารดา ทั้งที่เ้าตัวยังคงนอนคว่ำหน้าคลุกฝุ่น และมีาแตามร่างกาย เรียกได้ว่าน่าเวทนาสุดๆ
“เ้าพล่ามอันใด ข้าไม่เข้าใจ” เหลียงเฟยฮวาถามอีกครั้ง
“ก็.....” แต่ในขณะที่ฉางเจินจงกำลังจะอธิบายความจริง เพื่อให้เหลียงเฟยฮวาเข้าใจ ฉางห่าวอู๋ก็ปล่อยเข็มทองคำจากแขนเสื้อใส่คนเพ้อเจ้อ ซึ่งเข็มทองคำนี้มีคุณสมบัติช่วยในการรักษา และใช้เป็ยาสลบ
“คุณชายฉางจือ!” ผู้ติดตามต่างะโร้องเรียกผู้เป็นายกันยกใหญ่
“เ้าอัปลักษณ์ กล้าทำร้ายคุณชายฉางจืออย่างนั้นเรอะ!” คนรับใช้ฉางเจินจงถามด้วยความเคียดแค้นใจ
“ข้าแค่อยากให้คุณชายของพวกเ้าพักผ่อนเท่านั้น ฝากพวกเ้าพาฉางจือไปพักที่โรงเตี๊ยมด้วย” ฉางห่าวอู๋ออกคำสั่งแก่ผู้ติดตามเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันมาบอกกล่าวกับคู่หมั้นของตัวเอง
“กลับกันเถิดข้าจะพาเ้าไปส่ง”