บทที่ 14 ผู้พิทักษ์เสี่ยวซู่
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไป๋อวี้หันไปก็เห็นฉินเสี่ยวซู่พุ่งเข้าไปในลานบ้านของหญิงคนนั้นแล้ว
หญิงสาวคนนั้นกรีดร้องเสียงดังลั่นราวกับลูกหมูถูกเชือด
ไปอวี้นึกออกแล้ว! หญิงวัยกลางคนคนนั้นคือหลิวไฉ่อิงที่ทำตัวหยาบคายตอนที่เธอถูกรุมสอบสวน
ไม่รู้ว่าเธอเกลียดแค้นอะไรกันหนักหนา ตื่นเช้ามาก็เอาน้ำสกปรกมาสาดใส่ตน
แต่ว่าตอนนี้เกรงว่าเธอจะไม่สนใจไม่ได้แล้วสิ เธอรีบจูงฉินเสี่ยวกั่วเข้าไปดูเหตุการณ์ในลานบ้าน
ภาพที่เห็นคือฉินเสี่ยวซู่กำลังกดตัวเถี่ยต้านหลานชายคนโตของหลิวไฉ่อิงลงไปกับพื้นและทุบตีเขาอย่างไม่ปราณี
เถี่ยต้านได้แต่นอนงงงวย เขากำลังเล่นลูกเดาะขนไก่อยู่ในลานบ้านดี ๆ กลับถูกคนที่ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ ไม่ใช่ย่ากดลงพื้นแล้วทุบตี
หลิวไฉ่อิงเป็คนที่รักหลานปานจะกลืนกิน รีบพุ่งเข้าไปกระชากฉินเสี่ยวซู่ทันที
“ไอ้หยา! เถี่ยต้าน! เถี่ยต้าน! ฉินเสี่ยวซู่แกกำลังทำอะไร! ปล่อยหลานฉันเดี๋ยวนี้! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!”
ฉินเสี่ยวซู่ไม่แม้แต่จะแยแสอีกฝ่าย ขึ้นคร่อมตัวเถี่ยต้านแล้วทุบอีกฝ่ายอย่างไม่ออมแรง
ปากก็สถบไม่หยุด “แกตาบอดหรือไง! ไอ้สาระเลว! กล้าตียังไงมาทำร้ายคนของฉัน!”
เถี่ยต้าน “โอ๊ยยยย!”
ฉินเสี่ยวกั่วเองไม่รู้จะจัดการเื่นี้ยังไง เลยได้แต่ยืนตบมือเปาะแปะอยู่ข้าง ๆ
“คิคิ!”
หลิวไฉ่อิงพยายามแยกฉินเสี่ยวซู่ออกจากหลานชายสุดที่รัก แต่ไม่ว่ายังไงก็สู้แรงเด็กคนนี้ไม่ได้ พอได้ยินเสียงของฉินเสี่ยวกั่วดวงตาพลันขึ้นสีแดงก่ำ
เธอรีบเปลี่ยนเป้าหมายไปทางฉินเสี่ยวกั่ว “นังเด็กเวร...”
ไป๋อวี้รีบใช้ตัวขวางหล่อน “คุณจะทำอะไร! จะลงมือกับเด็กงั้นเหรอ?!”
หลิวไฉ่อิงเป็คนนิสัยมุทะลุ เธอปรี่เข้าไปกระชากผมอีกฝ่ายอย่างแรง “นังแพศยา ทำร้ายคนอื่นคนเดียวยังไม่พอ ยังจะพาตัวล้างผลาญกลับมาทำร้ายคนที่นี่อีก!”
ไป๋อวี้ไม่ใช่คนขี้ขลาดและเริ่มโต้ตอบทันที
ล้อเล่นกันอยู่หรือไง เ้าของร่างเดิมเป็หนี้สองพ่อลูกตระกูลฉิน สิ่งที่เธอต้องรับผิดชอบเธอก็ยอมรับผิดแล้ว
แต่นังป้านี้ยัง้าอะไรอีก?!
เธอกำลังบำบัดความใคร่ทางศีลธรรมหรืออย่างไร?
เ้าของเดิมร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ เทียบไม่ได้กับหลิวไฉ่อิงที่ทำไร่ลงนามานาน
ไป๋อวี้ที่ถูกกระชากผมไม่มีท่าทางจะขัดขืน เพียงแต่เอามือทั้งสองข้างจับมือปัดป้องไม่ให้อีกฝ่ายลงมือได้ จากนั้นก็พุ่งใส่ร่างอีกฝ่ายอย่างแรง
โชคดีที่เธอเรียนรู้ทักษะการป้องมาบ้าง
“ไอ้หยา!” หลิวไฉ่อิงถูกแรงกระแทกอย่างแรงจนล้มกับพื้น
แต่ยังไงเธอก็ยังไม่ยอมและอยากจะฉีกร่างของไป๋อวี้ซิ่วให้แหลกเป็ชิ้น ๆ
ในขณะที่ไป๋อวี้ต่อสู้กับอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้น ก่อนจะเห็นลูกชายและลูกสะใภ้ของหลิวไฉ่อิงเดินออกมาพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก
“กั่วเอ๋อร์! เร็วเข้า! ไปบ้านย่าฮวา!”
ขณะนั้นฉินเสี่ยวกั่วหยิบก้อนหินขึ้นมาพยายามจะช่วยแม่ของเธอ... แต่พอได้ยินคำสั่งของผู้เป็แม่ มือน้อย ๆ ก็ขว้างก้อนหินทิ้งแล้ววิ่งไปทันที
หญิงสาวคนนั้นไล่เสี่ยวกั่วเอ๋อร์ไปทันใด ไป๋อวี้สังเกตเห็นพอดี ทำให้เกิดลางสังหรณ์แปลก ๆ ขึ้นในใจ
หลิวไฉ่อิงเป็เพียงคนปากร้ายธรรมดาคนหนึ่ง แต่หญิงสาวคนนี้เ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งกว่า
ไป๋อวี้กระโจนข้ามตัวหลิวไฉ่อิงไปคว้าขาของผู้หญิงคนนั้นไว้ จากนั้นอ้าปากงับเข้าที่น่องของเธอเต็มแรง
กัดให้จมเขวี้ยงไปเลย!
มันได้ผลชะงัก! ผู้หญิงคนนั้นแหกปากกรีดร้องลั่น สิ้นเสียงร้องเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ก็วิ่งหนีไปแล้ว
ลูกชายและลูกสะใภ้ของหลิวไฉ่อิงไม่พอใจ เมื่อพวกเขาเห็นแม่ตัวเองถูกทุบตี พวกเขาก็เข้าไปตะครุบไป๋อวี้ทันที
ไป๋อวี้สาปแช่งในใจ เธอได้แต่นั่งยอง ๆ แล้วเอามือกุมหัวเพื่อรอความช่วยเหลือ
กลุ่มคนเหล่านี้ทั้งด่าทอและทุบตีเธอ ด่าเธอว่า ‘นังโสโครก’ และ ‘นังตัวหายนะ’
ดูเหมือนว่าเ้าของร่างเดิมจะถูกทุบตีแบบนี้มาตลอด ทุกคนเลยคิดว่ามีสิทธิ์ที่จะทุบตีเธอยังไงก็ได้
ไป๋อวี้ได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม พยามยามใช้สองแขนป้องกันใบหน้าและศีรษะของเธอ พลางคิดในใจวันนี้เธอคงจะถูกทุบตีจนระบมแน่ ๆ
แต่กลับกลายเป็ว่าเธอโดนทุบตีเพียงไม่กี่ครั้ง
“หวังหนิว! ไอ้สาระเลว!” ฉินเสี่ยวซู่ะโขึ้นไปกระชากผมของหวังหนิวลูกชายของหลิวไฉ่อิง
หวังหนิวเป็ชายรูปร่างผอมแห้ง แต่ใบหน้ากลับฉายแววดุร้ายยามทุบตีไป๋อวี้
แต่เมื่อฉินเสี่ยวซู่กระชากเขาออกแล้วเริ่มลงไม้ลงมือ เขาได้แต่กุมหัววิ่งพล่านเหมือนหนู
แม่สามีและลูกสะใภ้รีบปรี่เข้าไปช่วยเขาทันที
ฉินเสี่ยวซู่ยุ่งมากจนเขาไม่รู้ว่าเขาหยิบหาบขึ้นมาหามเมื่อไหร่ วิ่งไล่ทุบตีหวังหนิวจ้าละหวั่น ตอนที่วิ่งเมื่อผ่านเถี่ยต้านผู้โง่เขลาก็ตบเขาไปหนึ่งทีเช่นกัน
เถี่ยต้านถูกทุบตีแรงจนร้องโอดครวญอย่างเ็ป! ไป๋อวี้กำลังคิดจะลากเขามาตีสั่งสอนสักครั้ง ตีเขาให้ราบจำ พวกเขาจะได้ไม่ทำตัวเหมือนเหยื่ออีก
“เสี่ยวซู่…” เธอเพิ่งก้าวไปข้างหน้าสองก้าว หญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ ยื่นเท้าออกมาสะกัดขาให้เธอสะดุดล้ม
ไป๋อวี้ไม่ได้ทันระวังจึงทรงตัวไม่อยู่ล้มลงใส่ฉินเสี่ยวซู่ ประจวบเหมาะกับที่เขาหันกลับมาประคองได้ทันพอดี ดวงตาคู่นั้นของเขาแดงก่ำ
“หวังสี่!”
หญิงสาวเ้าของชื่อหวังสี่ผงะแล้วก้าวถอยออกมาก้าวหนึ่ง แม้ว่าสีหน้าของเธอจะนิ่งสงบ แต่เห็นได้ชัดว่ามีความกลัวเล็กน้อยบนใบหน้า
“เสี่ยวซู่ ใจเย็น ๆ สิ เธอล้มลงไปเองต่างหาก” เธอแก้ตัวท่าทางหวาดหวั่น
ฉินเสี่ยวซู่ลังเลเล็กน้อยพลางเหลือบมองไป๋อวี้
ไป๋อวี้ยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มเปื้อนหน้า สองมือปัดฝุ่นที่เลอะตามร่างกาย
ฉินเสี่ยวซู่ถามเธอว่า “ยัยโง่ เธอล้มเองหรือเปล่า?”
ไป๋อวี้ตอบว่า “ไม่ใช่ เธอขัดขาฉัน” ฉินเสี่ยวซู่ยกไม้หาบขึ้นท่าทางเอาเื่ ทำเอาหวังสี่ใจนหลังไปก้าวหนึ่ง
“เสี่ยวซู่ เธอบ้าไปแล้วเหรอ หล่อนกำลังโกหกแกอยู่นะ! เธอลืมไปแล้วเหรอว่าแต่ก่อนหล่อนเคยโกหกเธอ หล่อนบอกว่าอยากจะเป็แม่ของเธอ จะทำดีกับเธอ แต่แล้วผลลัพธ์เป็ยังไงล่ะ?”
ไป๋อวี้ “...”
เธอพยายามนึกถึงความทรงจำเก่า ๆ ปรากฏว่าเ้าของร่างเดิมพูดแบบนั้นกับเด็กน้อยจริง ๆ!
หวังสี่เห็นฉินเสี่ยวซู่ขยับตัวเล็กน้อย ก็ทำได้แค่พยายามเกลี้ยกล่อมต่อไป “หล่อนต้องโกหกเธอแน่ ๆ แต่น้าหวังเคยโกหกเธอหรือเปล่า? เธอลืมไปแล้วเหรอ ก่อนหน้านี้ที่เธอหนีไป เป็น้าหวังคนนี้ที่พาเธอเข้านอน”
ฉินเสี่ยวซู่มองไปที่ไป๋อวี้อย่างลังเล อีกทั้งยังหันกลับไปมองที่หวังสี่
จริง ๆ แล้วเขาเกลียดหวังสี่ แต่ไป๋อวี้โกหกเขา…
ไป๋อวี้หัวเราะเยาะ “หยุดพูดถึงอดีตได้แล้ว! ตอนนี้คือเื่ของวันนี้! พวกเธอสาดน้ำใส่พวกเราทำไม!”
หลิวไฉ่อิงสวนกลับทันควัญ “นังแพศยาอย่างเธอ ฉันไม่ควรสาดน้ำใส่เธอหรือไง!”
ไป๋อวี้จนปัญญญา “ทำไมคุณถึง…”
ฉินเสี่ยวซู่ถือหาบวิ่งเข้าไป “ควรอะไรกัน?! หาก้าทุบตีหรือดุเธอ ต้องเป็คนแซ่ฉินของเราเท่านั้น คุณคิดว่าคุณเป็ใคร?!”
ไป๋อวี้พูดไม่ออกครู่หนึ่ง ตอนนี้ดูเหมือนากำลังจะปะทุขึ้น เลยรีบเธอลากฉินเสี่ยวซู่ออกมา
แม้ว่าฉินเสี่ยวซู่จะยังเด็ก แต่เขากลับมีนิสัยหยิ่งผยอง แม้จะถูกเธอลากออกมาปากก็ยังด่าไม่หยุด
“แม้ว่าหล่อนจะเคยหลอกฉัน แต่คนอย่างคุณมีดีอะไรกัน! อยากเป็แม่เลี้ยงของฉันเหรอ สำเหนียกตัวเองด้วยว่าเหมาะสมหรือเปล่า!”
แม้ว่าหวังสี่จะมีเจตนาแอบแฝง แต่ท้ายสุดเธอก็เป็แค่เด็กสาวที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ใบหน้าของเธอแดงก่ำเมื่อได้ยินคำพูดจากปากเด็กชาย
ไป๋อวี้ตระหนักได้ในทันที!
ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อวานนี้หลิวไฉ่อิงพูดว่าเธอ้าหาหญิงสาวให้กับฉินต้าซาน เดิมทีมีคนที่เลือกไว้แล้ว! ฉินต้าซานเป็ชายที่หล่อจนสักแต่สร้างเื่จริง ๆ ใบหน้าที่มีหนวดเครายาวเฟิ้มมันยังนิยมอยู่อีกเหรอ?
เวลานี้ฉินเสี่ยวกั่วร้องไห้ส่งเสียงดังเพื่อขอให้คนมาช่วยตัวเอง
ไม่ใช่คนเดียว แต่เป็กลุ่ม…