บทที่ ห้าสิบสี่
ล้างบัญชี
ฟ่านหนิงคร้านจะใส่ใจคำพูดไร้สาระนางทรุดตัวลงนั่งกลับไปยังเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปล่อยลมหายใจยาวคล้ายต้องการข่มอารมณ์ก่อนหันกลับไปหยิบพู่กันขึ้นมาถือไว้ในมือ เส้นผมดำขลับส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเกล้ามวยสูงไหลตกลงมาคลอที่ไหล่และแก้มนวลใต้แสงโคมทุกท่วงท่าดูสงบ ดวงตาไม่สบสายตาคนตรงหน้าเอ่ยตอบเสียงเรียบสั้นๆ “ไม่ไป!”
“หะ?” จ้าวจวิ้นหยางที่ยืนพิงโต๊ะคัดอักษรอยู่ยกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจเพราะทั้นที่เขาคิดว่านางต้องตกลงเป็นแน่ และถ้านางเงยหน้ามองจะเห็นเสี้ยวหน้าเฉียบคมของเขายามนี้ที่ยิ้มดูน่าหมั่นไส้ยิ่งขึ้นไปอีก“แต่ครั้งนี้ข้ามีรถม้าให้เจ้าด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจไม่ยอมแพ้
หากแต่ฟ่านหนิงมิได้ชายตามองสักนิดเพียงก้มลงจุ่มพู่กันลงในจานหมึกแล้วตั้งใจจะคัดตำราต่อน้ำเสียงของนางสงบแต่แฝงความดื้อดึงเช่นกัน “เวลานี้ไม่ใช่แบบครั้งก่อนแล้วข้าเป็นข้า ออกไปเดินไม่เหมาะ ท่านก็เช่นกันซื่อจื่อ ควรอยู่ที่หอคัมภีร์มิใช่หรือหากออกไปเดินข้างนอกแล้วความถึงพระกรรณฝ่าบาทจะทำอย่างไร”
จ้าวจวิ้นหยางกลับหัวเราะในลำคอเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกสั่นศีรษะไปมาเส้นผมสีดำมัดด้วยไหมเงินจึงสะบัดไปด้วยเขาตอบเหมือนไม่เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องใหญ่ “ก็ไม่คิดว่าต้องใส่ใจนักฝ่าบาทคงไม่ลงโทษไปมากกว่านี้”
ฟ่านหนิงกลับส่ายหน้าช้าๆ แล้วเริ่มลากปลายพู่กันลงบนกระดาษ “แต่ข้าไม่ใช่ท่าน ข้าอาจจะโดนลงโทษคนเดียวก็ได้”
จ้าวจวิ้นหยางจิปากเสียงดัง ยกมุมปากขึ้นน้อยๆแล้วก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิม เมื่อเห็นนางคัดตัวอักษรอย่างใจเย็นเขากลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งขึ้น จึงพ่นลมออกแรงแล้วเอื้อมมือมาแย่งพู่กันจากมือของนางอย่างรวดเร็ว
“นี่ท่านทำอะไร!” ฟ่านหนิงเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจดวงตาถลึงมองความไร้มารยาทของเขา
ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาดุคมของนางแต่อย่างใดเขาจับพู่กันในมือแน่นเดินมาฝั่งเดียวกันจนฟ่านหนิงต้องขยับออกแล้วโน้มตัวลงแทนนางเริ่มเขียนตัวอักษรลงไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะมองต้นฉบับข้อมือของเขาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วดวงตาคมกริบทอดมองตัวอักษรที่ปลายพู่กันอย่างมั่นใจเมื่อเขียนไปสักพักก็เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่มองตามมือเรียวยาวที่จับพู่กัน
“เห็นเจ้าคัดแล้วชักช้า” เขาพูดพลางลากเส้นสุดท้ายของตัวอักษรอย่างงดงาม “เห็นหรือไม่ว่าครู่เดียวข้าก็เสร็จแล้วทั้งบรรทัด”
ฟ่านหนิงก้มลงเข้าใกล้กว่าเดิมอย่างพินิจเพราะไม่อยากเชื่อเพราะประการแรกตัวอักษรนั้นเหมือนกับของนางราวกับถอดแบบมาประการที่สองการคัดไม่มีตกหล่นหรือผิดพลาดจากต้นฉบับแม้แต่น้อยและประการสุดท้ายคือรวดเร็วกว่านางนับสิบเท่า
“เห็นหรือไม่ว่าข้าทำได้” จ้าวจวิ้นหยางกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจที่เหนือกว่า
ฟ่านหนิงหรี่ตาอย่างขัดใจ ยื่นมือหมายจะดึงพู่กันคืนแต่เขาเอียงตัวหลบเล็กน้อยเหมือนแกล้งให้นางยิ่งหงุดหงิด นางจึงถอนหายใจหนัก “แต่ข้าไปไม่ได้ ต่อให้ฮ่องเต้ไม่รู้ว่าข้าหนีออกไปแต่คนอื่นก็จะเห็นว่าข้าไปเดินงานเทศกาลโคมไฟกับซื่อจื่องานเช่นนั้นไม่มีชายหญิงที่ไหนได้เดินด้วยกันหรอก หากไม่ใช่คู่รัก!”
สิ้นคำพูดนั้นที่หลุดออกมาโดยไม่ทันคิดจนกระทั่งความเงียบปกคลุมห้องไปทันที ฟ่านหนิงชะงักนึกเสียดายคำพูดตัวเองจนกัดริมฝีปาก บรรยากาศพลันกลายเป็นชวนกระอักกระอ่วนเพราะถึงคืนนี้ไม่ไปแต่ทั้งสองก็เคยไปด้วยกันมาแล้ว
ความเงียบอยู่ชั่วครู่ จนเป็นจ้าวจวิ้นหยางที่กระแอมเบาๆแล้วเอ่ยทำลายความอึดอัด “อืม...เช่นนั้นก็ปลอมตัวไปสิ” เขายิ้มบางแต่แฝงแผนการเจ้าเล่ห์ในแววตา “แล้วหากคุณหนูใหญ่ไป ข้าจะถือว่าหนี้สินครั้งก่อนๆ ข้ายกให้”
ประโยคนี้ทำฟ่านหนิงหันขวับดวงตาเรียวสวยหรี่ลงอย่างไม่พอใจในทันที นางก่นด่าเขาในใจ ‘หนี้สินอะไรกันข้าติดท่านเมื่อใด มีแต่ท่านที่ชอบสอดเข้ามายุ่งเรื่องของข้าไม่เลิก’ แต่เมื่อนึกถึงความจริงว่าหลายความลับของตนอยู่ในมือเขานางก็จำต้องยอมอ่อนข้อ
“ก็ได้” นางตอบเสียงต่ำ “แต่จากนี้ซื่อจื่อห้ามมาทวงอะไรจากข้าอีกแล้ว!”
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะอย่างมีชัยแววตาแพรวพราวจ้องใบหน้าแดงระเรื่อของนางแล้วเอ่ยเนิบช้า “หึๆเรื่องเก่าล้างบัญชีแต่เดี๋ยวเจ้าก็ทำอีก สตรีเช่นเจ้ามิอาจอยู่นิ่งในเรือนได้”
คำพูดนั้นทำเอาฟ่านหนิงตาโตขึ้นมานางอยากจะสาดแท่นหมึกใส่เขาให้รู้แล้วรู้รอดหากมิใช่เพราะกลัวเปื้อนตำราที่นางคัดอยู่ก็คงทำไปแล้ว แต่อย่างไรหลังตกลงกันเสร็จฟ่านหนิงก็ถอนหายใจเบาๆ คล้ายคนที่ยอมแพ้ในที่สุดก่อนจะเดินตามหลังจ้าวจวิ้นหยางออกจากหอคัมภีร์ไปอย่างระมัดระวังเดิมทีที่นี่ไม่ได้มีทหารยามประจำมากนักเพราะส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นที่เก็บตำราเก่าแก่ไม่ใช่ยุทธภัณฑ์สำคัญ จึงไม่เข้มงวดนักนั่นยิ่งทำให้ทั้งสองออกมาได้โดยไม่ถูกสังเกต
เมื่อมาถึงรถม้าที่จอดรออยู่ด้านข้างจ้าวจวิ้นหยางก็ยื่นห่อผ้าหนึ่งให้นาง เปิดออกมากลับเป็นชุดขันทีฟ่านหนิงเบิกตากว้างทันที “ท่านไปเอามาได้อย่างไรกัน”
เขาเพียงยักไหล่ ไม่ตอบคำถาม สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์นางไม่อยากจะซักต่อ เพราะยิ่งถามก็เหมือนยิ่งดึงตัวเองเข้าใกล้กลอุบายของเขาจึงจำต้องขึ้นไปในรถม้าแล้วเปลี่ยนชุดอย่างไวแต่ติดตรงเส้นผมที่ต้องแกะออกจากปิ่นแล้วรวบเป็นมวยแบบขันทีทว่ามือของนางไม่คล่องนัก กว่าจะมัดได้แน่นก็เสียเวลาพอสมควรกว่าจะเคาะเรียกบุรุษที่ยืนเฝ้าด้านนอกว่าเสร็จแล้ว
พลันจ้าวจวิ้นหยางกระโดดขึ้นรถม้า “ชักช้า” เขาพลางเอ่ย
ฟ่านหนิงถลึงตาใส่กลับ“ไม่ใช่เพราะข้าทำช้าแต่ผมของสตรีต้องแก้ออกคนเดียวมันยุ่งยาก ไม่เหมือนของบุรุษเสียหน่อย”
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยฟ่านหนิงยังไม่ทันจะนั่งอย่างถนัด ก็รู้สึกถึงแรงสั่นเมื่อรถเริ่มเคลื่อนออกจากวังเสียงกีบม้ากระทบหินก้องกังวาน ยิ่งพาให้นางหัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆยามผ่านประตูวังยังเห็นทหารยามตรวจเข้มงวด ฟ่านหนิงถึงกับใจหายวาบหากถูกจับได้คงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่แต่พอถึงเวลาจริงตอนทหารยามรู้ว่าเป็นรถม้าของซื่อจื่อหลินฝูโหวกลับไม่คิดจะเปิดด้านดูเลยด้วยซ้ำ
“หากไม่ตรวจเช่นนี้ข้าคงไม่ต้องลำบากเปลี่ยนเป็นชุดขันทีให้เหนื่อย” นางบ่นงึมงำเมื่อพ้นประตูออกมาแล้วจ้าวจวิ้นหยางหันมาเหลือบยิ้มๆ แต่ไม่ตอบอะไร
ไม่นานนักรถม้าก็มาถึงย่านใจกลางนครที่คลาคล่ำด้วยผู้คนตลอดสองข้างทางประดับโคมไฟหลากสีแขวนเรียงราย แสงสว่างระยิบระยับราวกับหมู่ดาวตกลงบนพื้นเมืองรอจนกระทั่งรถม้าหยุดลงแต่ยังไม่ทันขยับก็ถูกยื่นชุดบุรุษอีกชุดมาให้
“ออกไปแบบขันทีไม่ได้แล้วเจ้าต้องเปลี่ยนอีกที” จ้าวจวิ้นหยางกล่าว
ฟ่านหนิงกัดฟันกรอด นึกอยากจะตีเขาสักที “เหตุใดไม่ให้เปลี่ยนตั้งแต่ในวัง จะให้ข้าเปลี่ยนกี่ครั้งกัน” ถึงจะบ่นแต่สุดท้ายก็ต้องจำใจเปลี่ยนชุดนี้เป็นเสื้อผ้าธรรมดาของบุรุษเนื้อผ้าค่อนข้างหลวมโคร่งแต่ปิดรูปร่างสตรีได้พอควรแม้เป็นการเตรียมการมาอย่างฉุกละหุกแต่ก็นับมาไม่เลวจริงๆ
เมื่อก้าวลงจากรถม้าฟ่านหนิงยังไม่ทันได้ปรับเสื้อผ้าให้เข้าที่ดีนัก จ้าวจวิ้นหยางก็ยื่นสิ่งหนึ่งมาให้อีกครั้งโดยครั้งนี้เป็นหน้ากากครึ่งซีกที่ปิดเฉพาะช่วงบนของใบหน้า เขาอธิบาย “เปลี่ยนชุดอย่างเดียวไม่พอ ใบหน้าเจ้ายังโดดเด่นถ้าใครรู้จักแล้วมาเห็นก็จำได้”
ฟ่านหนิงจึงรับมาแล้วสวมปิดหน้าอย่างไม่อิดออดแม้จะบ่นในใจแต่ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยไม่มีใครจำได้ง่ายๆจ้าวจวิ้นหยางเห็นว่าพร้อมแล้วก็พยักพเยิดว่าได้กันได้แล้วก่อนจะเดินนำออกไปท่ามกลางฝูงชน
หญิงสาวในชุดบุรุษเดินเคียงข้างอย่างระวังพลางเอ่ยถามเสียงแผ่วเพราะมีสิ่งหนึ่งสงสัยมาตั้งแต่ตอนอยู่หอคัมภีร์แล้ว “ซื่อจื่อ ข้าขอถามเถิด เหตุใดท่านไม่มาคนเดียวกลับลากข้ามาด้วย นี่มิใช่ยิ่งทำให้ลำบากหรอกหรือ”
เขาเพียงยักไหล่ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย ตามองตรงไปข้างหน้าไม่ได้หันมามองคนที่ถามด้วยซ้ำ“ข้าแค่ว่าคงเพราะครั้งก่อนที่มากับเจ้ามันก็สนุกดีน่าจะสนุกกว่าปีที่แล้วที่ข้ามาคนเดียวกระมัง”
ฟ่านหนิงชะงักไปชั่วครู่ใบหน้าร้อนผ่าวอย่างไม่รู้สาเหตุดีที่มีหน้ากากปิดบังเอาไว้ หัวใจนางเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนางรีบเบือนสายตาคิดว่าคงไม่ใช่อย่างที่เขาพูดขนาดนั้นก่อนจะคิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้แล้วพูดเสียงเบาแทบเป็นพึมพำ “ก็เพราะท่านได้แกล้งคนจนสนุกต่างหากหาใช่เพราะมากับข้าไม่”
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะเบาๆพลางเหลือบมองหญิงสาวที่พยายามทำหน้านิ่ง แต่นางคงไม่รู้ว่าขณะที่นางกำลังพูดใบหูกลับแดงชัดเจนเขาก้าวเดินต่อไปอย่างสบายอารมณ์
เสียงครึกครื้นของงานเทศกาลโคมไฟในคืนสุดท้ายดังไม่ขาดสาย ถนนยาวที่ประดับประดาด้วยโคมไฟนับพันเรืองรองเหมือนสายน้ำแห่งแสงผู้คนแต่งกายสีสดเดินกันขวักไขว่ บ้างหัวเราะ บ้างถือขนมและของเล่นชนิดต่างๆบรรยากาศคึกคักจนฟ่านหนิงแทบไม่อยากจะเชื่อ น่าจะจริงอย่างที่จ้าวจวิ้นหยางว่า...งานจะยาวไปถึงยามสี่
จ้าวจวิ้นหยางเดินนำด้วยท่าทางไม่รีบร้อน ออกจะดูสบายๆเกินไปด้วยซ้ำแต่นั่นกลับทำให้เขาดูเด่นสะดุดตาท่าทางองอาจไหล่กว้างหลังตรงกับสายตานิ่งสงบก็ทำให้คนรอบข้างเหลียวมองเป็นพักๆฟ่านหนิงที่เดินข้างๆ ยังอดหมั่นไส้ไม่ได้คิดว่าเหตุใดต้องดูสง่างามแม้เพียงเดินชมงานทั่วไปเช่นนี้ด้วย
“ไปลองเล่นโยนห่วงแล้วกัน” จู่ๆ จ้าวจวิ้นหยางก็กล่าวขึ้นมาพลางชี้ไปยังแผงร้านหนึ่งที่ตั้งห่วงไม้เรียงไว้เป็นสิบๆไว้เป็นเป้าหมายพร้อมข้างหน้าร้านที่เต็มไปด้วยของรางวัล ทั้งพู่หยก หวีไม้หอมกล่องกำยานเล็กๆ รวมถึงเครื่องประดับเล็กน้อยที่สตรีนิยม
ฟ่านหนิงเห็นก็ตาเป็นประกายเวลานี้นางไม่ใช่คุณหนูใหญ่ฟ่านแล้วฉะนั้นไม่ต้องรักษาท่าทีมากนัก “ได้ ขอข้าลองหน่อย!” ว่าแล้วก็เดินตรงเข้าไปที่ร้าน
จ้าวจวิ้นหยางจ่ายเงินให้แล้วนางก็หยิบห่วงไม้ขึ้นมาหลายห่วงตั้งท่าจริงจังเต็มที่ แต่ละอันก็เล็งอยู่นาน แต่พอโยนออกไปห่วงทั้งห้ากลับล้มเหลวไม่เข้าเป้าแม้แต่ครั้งเดียว คนรอบๆ บางคนหัวเราะคิกคักฟ่านหนิงยืดคอทำเป็นไม่แยแส แต่สองแก้มกลับแดงระเรื่ออับอายจ้าวจวิ้นหยางก็เป็นอีกคนที่ร่วมทับถม เขาหัวเราะข้างหูนางเบาๆ ฟังแล้วน่ารำคาญนัก“ชิ ก็ข้าไม่ได้ฝึกมานี่”
“โธ่หรือเจ้าจะจะเล่นต่อ แต่หากยังดื้อเล่นต่อเกรงว่าคืนนี้คงต้องซื้อห่วงเพิ่มทั้งร้าน”
ฟ่านหนิงเชิดหน้า “ก็แค่ยังไม่ชำนาญเท่านั้น” แต่สุดท้ายก็ยอมถอยแล้วยื่นห่วงที่เหลือให้เขาช่วย “เชิญท่านทำแทนแล้ว”
จ้าวจวิ้นหยางรับห่วงมาไม่พูดไม่จาเขาเพียงก้าวขยับและใช้แรงน้อยนิด ห่วงไม้ก็ลอยโค้งงดงามไปคล้องเข้าที่พู่ห้อยหยกมงคลตรงเป้าหมายทันทีเสียงคนรอบข้างอุทานชื่นชม ฟ่านหนิงเบ้ปากเล็กน้อยแต่ก็รู้สึกทึ่งอยู่ในใจ
เจ้าของร้านก็รีบนำพู่หยกมอบให้ฟ่านหนิง นางรับมาแล้วพลิกดูพู่หยกสีเขียวเข้มสายไหมสีแดงสดห้อยระย้าแม้ไม่ใช่หยกชั้นดีแต่ก็ทำออกมาอย่างงดงามทว่าสิ่งนี้เป็นของที่บุรุษนิยมพกติดตัวเสียมากกว่า นางจึงหันไปยื่นคืนให้อีกฝ่าย
“หลังคืนนี้ของเช่นนี้ข้าก็ไม่ได้ใช้หรอกข้าไม่คิดจะเก็บไว้” เพราะนี่คงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่นางจะแต่งกายเป็นบุรุษ
จ้าวจวิ้นหยางก้มมองเลิกคิ้วเล็กน้อย รับพู่หยกจากมือของนางอย่างไม่เอะใจนักเขามองสิ่งนั้นพินิจไปอึดใจเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างก่อนจะเก็บลงในอกเสื้ออย่างไม่เอื้อนถามสิ่งใด
หลังจบที่ร้านโยนห่วงจากนั้นเขาพานางเดินต่อไปยังลานกว้างหน้าศาลาว่ากลางเมืองที่ผู้คนจับจองพื้นที่แน่นขนัดบนเวทีไม้ชั่วคราวมีจอผ้าขาวใหญ่กางไว้ไฟโคมหลายสิบดวงสะท้อนลงบนผิวน้ำเกิดประกายระยิบระยับเพราะที่นี่กำลังจะแสดงละครหุ่นเชิดเงาซึ่งเล่าตำนานพื้นบ้านทั่วไปแต่เป็นสิ่งที่เด็กๆ ที่ยังไม่กลับบ้านนอนต่างรอคอย
ไม่นานเมื่อเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น เงาหุ่นเชิดเล็กๆเคลื่อนไหวบนผืนผ้า เล่าเรื่องวีรบุรุษกับนางพญางามสะคราญฟ่านหนิงที่เดินตามมาดูตอนแรกก็ไม่สนใจแต่อย่างใดแต่พอดูได้ไม่นานนางกลับจ้องตาไม่กะพริบแทบลืมสนใจสิ่งรอบข้างอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว รอบข้างนางที่มีเสียงหัวเราะของเด็กๆการโห่ร้องปรบมือทำให้นางยิ่งรู้สึกคึกคัก
ในชาติที่แล้วนางเคยคิดว่าสตรีชั้นสูงที่ดีต้องอยู่แต่ในจวนไม่ควรออกมางานรื่นเริงที่เต็มไปด้วยผู้คนสามัญแต่พอได้มานั่งท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้ ได้ชมการละครหุ่นเชิด ได้เห็นความครึกครื้นนางกลับรู้สึกสนุกสนานเสียอย่างนั้นใจเต้นระรัวราวเด็กสาวที่เพิ่งได้ออกมาเที่ยวครั้งแรกอีกครั้ง
แต่ทว่าสิ่งที่ฟ่านหนิงไม่ได้สังเกตเลยระหว่างที่นางกำลังสนใจชมละครหุ่นเชิดคือผู้ที่นั่งข้างกายกลับมิได้สนใจเงาหุ่นบนผ้าขาวเสียแล้วจ้าวจวิ้นหยางเบือนสายตาจากเวทีหันไปมองผู้คนที่นั่งโดยรอบก่อนแล้วเคลื่อนสายตาที่คมกริบของเขาหันมาถึงสตรีผู้หนึ่งข้างกาย
สตรีผู้ที่กำลังปลอมตัวในชุดบุรุษตัวหลวมเสื้อผ้าสีเข้มเรียบง่าย ทั้งยังใส่หน้ากากปิดครึ่งหน้าหรือปิดไปเกือบทั้งเค้าโครง เหลือเพียงดวงตาที่ทอประกายอยู่ใต้แสงโคมราวกับมีแรงดึงดูดให้ไม่อาจละสายตาได้
ขณะที่ฟ่านหนิงยังหัวเราะเบาๆ ตามท่วงทำนองเรื่องเล่าที่กำลังดำเนินอยู่โดยไม่รู้เลยว่าบุรุษที่อยู่ข้างนางมิได้ฟังเสียงดนตรี ไม่ได้ดูหุ่นเงาหากแต่จมอยู่กับการพิจารณาสตรีผู้หนึ่งเพียงเท่านั้น
เมื่อการแสดงหุ่นเชิดเงาจบลงเสียงปรบมือโห่ร้องของผู้คนรอบด้านดังสะท้อนก้องไปทั่วลานฟ่านหนิงยังคงมีรอยยิ้มเล็กๆ ติดอยู่บนใบหน้านางหันไปมองจ้าวจวิ้นหยางที่ยืนนิ่งเคียงข้าง เขาก็เอ่ยขึ้นคล้ายรอโอกาสอยู่แล้ว “อีกครู่จะมีการจุดพลุที่บึงใหญ่ เจ้าอยากไปดูหรือไม่?”
ได้ยินคำว่าพลุไฟดวงตาสุกใสเป็นประกายขึ้นมาทันทีแต่เมื่อหันไปมองฝูงชนที่เริ่มเบียดเสียดกันแน่นหนาแล้ว นางก็ส่ายหน้าเบาๆ “คนที่นี่คงย้ายไปที่บึงเช่นกัน คนมากขนาดนี้ข้าไม่อยากแทรกตัวเข้าไป”
หากแต่จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะในลำคอเอียงหน้ามองนางอย่างขบขันเช่นว่านางกล่าวอะไรผิดไป “แล้วใครว่าต้องไปดูตรงนั้นข้ามีที่ดีกว่านั้นเสียอีก”
ไม่รอให้ฟ่านหนิงถามต่อ เขาก็เดินนำไปยังโรงเตี๊ยมใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนนฟ่านหนิงจำได้ว่าโรงเตี๊ยมนี้เป็นที่นิยมของบัณฑิตและขุนนางที่ออกมาเที่ยวงานเทศกาลต่างๆจึงเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามาเสี่ยวเอ่อร์รีบตรงเข้ามาต้อนรับ แต่พอจ้าวจวิ้นหยางบอกว่าต้องการห้องที่ชั้นบนสุดกลับเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพ“ซื่อจื่อ ห้องชั้นบนสุดที่สามารถชมพลุจากบึงได้ล้วนเต็มหมดแล้วหากจะจองตอนนี้เกรงว่าจะไม่ทันการ...”
จ้าวจวิ้นหยางเพียงโบกมืออย่างไม่ทุกข์ร้อน “ไม่เป็นไร ข้าเอาห้องที่หันหลังให้บึงก็ได้แต่ขอชั้นบนสุดก็พอ”
เสี่ยวเอ่อร์ทำตาโตอย่างยินดี เพราะห้องที่ไม่มีทิวทัศน์ด้านบึงเช่นนั้นแทบไม่มีแขกต้องการอยู่แล้วจึงรีบนำทางทั้งสองไปโดยไม่อิดออด เมื่อถึงห้องก็จัดวางน้ำชาและขนมเล็กน้อยไว้ให้ก่อนจะโค้งลาออกไปเงียบๆ
ภายในห้องเงียบสงบมีเพียงแสงโคมและเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากถนนด้านล่าง ฟ่านหนิงถอดหน้ากากที่ใส่มาตลอดออกวางไว้บนโต๊ะไม้กลมแล้วหันไปถามด้วยความสงสัย “ซื่อจื่อแบบนี้จะชมพลุได้อย่างไรเล่า ห้องหันหลังให้บึงเช่นนี้ไม่มีทางเห็นแน่”
จ้าวจวิ้นหยางยกยิ้มบางที่มุมปาก “ไม่ต้องห่วงสองปีก่อนข้าก็มาที่นี่ ข้าพบจุดชมพลุที่ดีกว่าห้องฝั่งโน้นเสียอีก” ว่าแล้วเขาก็เลื่อนบานประตูออกแล้วก้าวออกไปที่ระเบียงไม้ก่อนที่ฟ่านหนิงจะทันได้ตั้งตัว เขาก็กระโดดขึ้นไปยืนบนราวกั้นระเบียงจากนั้นใช้แรงเพียงนิดหน่อยดันตัวเองขึ้นไปบนหลังคาอย่างคล่องแคล่ว
ฟ่านหนิงตาเบิกกว้าง แทบลืมหายใจ “บะ...บ้าหรือ!?”
จ้าวจวิ้นหยางโน้มตัวลงมามองนางจากด้านบน รอยยิ้มที่รู้ว่ากำลังสนุกฉายบนใบหน้า“ขึ้นมาเถิด ไม่ยากหรอกเพียงยืนบนราวกั้นแล้วทำอย่างที่ข้าทำเมื่อครู่”
ฟ่านหนิงกอดอกส่ายหน้าอย่างหัวชนฝา “ถึงข้าจะสูงพอแต่ข้าไม่มีวันไปยืนบนราวกั้นนั่นหรอก ซื่อจื่อเชิญไปดูพลุคนเดียวเถิด ข้าจะ...”
ยังไม่ทันพูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็พุ่งลงมา คว้าเอวของนางไว้แน่นก่อนจะพาเหินขึ้นสู่หลังคาโดยไม่เปิดโอกาสให้ได้โวยวาย ฟ่านหนิงแทบไม่ทันกรีดร้องเมื่อรู้สึกตัวอีกทีปลายเท้าก็เหยียบอยู่บนหลังคากระเบื้องเรียบร้อยแล้ว
แต่แม้จะยืนได้มั่นคง นางก็ยังตัวสั่นสะท้าน สองมือเผลอเกาะแขนแกร่งของเขาแน่นไม่ยอมปล่อยใบหน้าซ่อนอยู่ใกล้ต้นแขนของเขาโดยไม่รู้ตัว ความใกล้ชิดที่เคยขีดเส้นห้ามไว้ของทั้งคู่ถูกลืมสิ้นคนหนึ่งเพราะความกลัวจะลงไปเบื้องล่าง อีกคนเพราะไม่ได้คิดจะรักษาระยะอีกต่อไป
“นะ…นี่ ท่านจะบ้าหรือ!ถ้าข้ากลิ้งตกลงไปจะทำอย่างไรรีบพาข้าลงเดี๋ยวนี้!” นางเอ่ยเสียงสั่นพร่าเขย่าต้นแขนเขา
จ้าวจวิ้นหยางกลับหัวเราะคล้ายไม่เดือดเนื้อร้อนใจ หรือบางทีออกจะถูกใจด้วยซ้ำก่อนจะจับยึดไหล่บางของนางให้อย่างมั่นคง “อย่ากลัว มีข้าอยู่ปลอดภัยแน่นอนหรือจะจับแขนยึดให้มั่นไว้ก็ได้ถ้าเจ้ากลัวจริงๆ”
ฟ่านหนิงที่เตรียมอ้าปากจะร้องบอกว่าไม่เอา แต่ไม่ทันได้กล่าวดุพลันนั้นเองเสียงหวีดแหลมของพลุดังขึ้นตามด้วยแสงไฟสีทองพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าระเบิดออกเป็นดอกไม้เพลิงพร่างพรายกลางความมืดสะท้อนลงบนสายน้ำด้านล่างเป็นประกายงดงามจนทั่วทั้งเมืองตื่นตะลึง
ฟ่านหนิงที่ยังสั่นอยู่เงยหน้ามองขึ้น เผลอลืมความกลัวไปสิ้นตาโตเป็นประกาย แสงพลุสีแดง สีน้ำเงินสีเขียวสลับกันระเบิดบนท้องฟ้าเหมือนวาดภาพยิ่งใหญ่ให้ชาวเมืองได้ชื่นชม
นางยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว “สวยเหลือเกิน” เสียงนางอ่อนหวานเปี่ยมด้วยความสุขใจแม้ร่างกายจะไม่สั่นเพราะความกลัวแล้วแต่มือบางยังเกาะแขนบุรุษข้างกายแน่นไม่ปล่อย ราวกับต้องการที่พึ่งพิงให้มั่นคงขณะชมทิวทัศน์ที่แสนงดงามตรงหน้า
จ้าวจวิ้นหยางเบนสายตาลงมามองหญิงสาวที่อยู่ใกล้เพียงอ้อมแขนดวงตาคมกริบสะท้อนแสงพลุระยิบระยับ เขาเผลอตอบเสียงต่ำแผ่วราวคนใจลอยเหนือกลีบเมฆ “อืม…สวยมาก”
แต่เขามิได้หมายถึงพลุบนฟากฟ้าหากแต่หมายถึงสตรีตรงหน้าผู้ที่ในยามนี้งดงามจนไม่อาจละสายตาได้