หลังจากได้ยินประโยคนั้นอย่างชัดเจน หลิวชิงหยู่ก็ยื่นมือไปคว้าคอของต่งเทียนปา แล้วตบปากเขาถึงสิบที ทำให้ใบหน้าของต่งเทียนปาปวดบวมราวกับหัวหมู หลังจากตบเสร็จ หลิวชิงหยู่ก็เตะไปที่ท้องของต่งเทียนปาจนร่างเขากระเด็นออกไปถึงห้าเมตร ก่อนจะล้มลงไปนอนกองกับพื้นดิน หลิวชิงหยู่เดินเข้าไปเหยียบที่ใบหน้าของของต่งเทียนปา ระหว่างก้มมองลงไปด้วยสายตาเ็า แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ต่งเทียนปา อย่าได้คิดว่ามีผู้ใหญ่คุ้มกะลาหัวแล้วจะเที่ยวกร่างได้ ฉันขอเตือนแกเอาไว้ ในโลกนี้มีคนมากมายที่เหนือกว่าพ่อของแก ตอนนี้แกกล้ารังแกน้องสาวของฉัน ฉันจะสั่งสอนแกเป็การลงโทษ ถ้าแกยังกล้าทำตัวแบบนี้อีกในอนาคต แกนั่นแหละที่จะพบจุดจบไม่สวย”
ต่งเทียนปาสีหน้าเปลี่ยนเป็จริงจัง เขาจ้องไปยังหลิวชิงหยู่แล้วกล่าวว่า " หลานชาย แกกล้าตีฉันสินะ ได้ ฉันจะเรียกตำรวจมาจับพวกแกทั้งหมด.”
หลิวชิงหยู่แสยะยิ้มขึ้นเมื่อได้ยินคำขู่อีกฝ่าย เขาคิดจะกล่าวอะไรออกมา แต่แล้วเขาก็ได้ยินถังจื่อหยงพูดขึ้นมาก่อน “ต่งเทียนปา ฉันขอเตือนแกไว้นะ อย่าคิดว่ามีพ่อใหญ่แล้ว ทุกคนจะกลัวแก หากแกกล้าเรียกตำรวจ ฉันจะให้ตำรวจจับแกเหมือนกัน อย่าได้คิดว่าเื่ที่แกมีเอี่ยวกับผู้ลงทุนจะไม่มีใครรู้ ฉันขอเตือนแกไว้ ว่าฉันมีหลักฐานอยู่ในมือ ถ้าแกกล้าทำเื่โง่ๆ ฉันจะส่งหลักฐานนี้ให้หน่วยงานความมั่นคงประจำจังหวัด แม้พ่อของแกจะเป็เลขาธิการคณะกรรมการเทศบาลเมืองก็ไม่สามารถปกป้องแกได้ นอกจากนี้ ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการเทศบาลเมืองไม่ได้ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า มีนักการเมืองมากมายที่เป็ศัตรูของพ่อแก ดังนั้นพวกเขาอาจจะใช้เื่นี้เล่นงานพ่อของแก”
หลังจากถังจื่อหย่งพูดจบ ต่งเทียนปาก็หุบปากสนิท
หลิวชิงหยู่ยกเท้าขึ้นจากใบหน้าต่งเทียนปาลูกน้องของเขาก็รีบวิ่งมาประคองทันที
ต่งเทียนปาจ้องไปยังหลิวชิงหยู่และถังจื่อหย่ง จากนั้นก็ชี้ไปที่หน้าของหลิวชิงหยู่แล้วกล่าวว่า “หลานชาย หากไม่เห็นแก่หน้าถังจื่อหย่ง วันนี้เื่ไม่จบแค่นี้แน่ อนาคตฉันจะทำให้พวกแกได้รู้ว่าฉันใหญ่แค่ไหน”
ต่งเทียนปากล่าวจบ ก็มีเสียงลมดังขึ้นจากด้านหลัง กระบองของแม่มดน้อยหานเซียงยี๋พุ่งไปที่กลางหลังของเขา ทำให้เขาล้มหน้าทิ่มลงพื้น เื่นี้มันทำให้เขาอับอายอย่างมาก และรีบบอกให้ลูกน้องพาตัวเองออกไปทันที
ในเวลานั้น ถังจื่อหย่งก็หันไปพูดกับหลิวชิงหยู่ว่า “ขอบคุณสหายพี่น้องมากที่ยื่นมือมาเข้าช่วย ขอบคุณจริงๆ”
หลิวชิงหยู่ โบกมือเล็กน้อยพูดตอบไปว่า “ไม่เป็ไร แค่เื่เล็กน้อย”
หลิวชิงหยู่เดินกลับไปที่โต๊ะยกเบียร์กับเนื้อเสียบไม้ขึ้นมากินต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น หานเซียงยี๋รีบมานั่งทำตัวเป็เด็กดีแล้วกินเบียร์กับเนื้อย่างเสียบไม้โดยไม่พูดอะไร เธอรู้ว่าพี่หลิวของเธอกำลังโกรธ
ในเวลานี้ ถังจื่อหย่งก็รู้สึกหดหู่ เมื่อเขาได้รู้มันก็สายไปแล้ว ปกติจะมีคนมากมายมาประจบเขา และเขาก็คิดว่าสองคนนี้ที่มาช่วยเขาเพราะ้าประจบเอาใจเขา แต่สองคนนี้ไม่ได้แสดงท่าทีประจบเขาเลย มันทำให้เขาหดหู่อย่างมาก เขากรอกตาแล้วเดินไปนั่งข้างหลิวชิงหยู่ที่กำลังกินเนื้อเสียบไม้แล้วกล่าวกับหลิวชิงหยู่ว่า “ พวกคุณรู้ไหมว่าคนที่พึ่งจะอัดไป เป็ลูกชายของ ต่งฮ่าวเลขาธิการคณะกรรมการเทศบาลเมือง แต่ต่งฮ่าวอาจพูดได้ว่าเป็คนที่มีเหตุผลพอสมควร แต่พวกคุณดันไปมีเื่กับลูกชายของเขา อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้นะ แล้วต่งเทียนปาเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น เขาจะต้องหาโอกาสเอาคืนแน่นอน”
หลังจากได้ยินคำพูดของถังจื่อหย่ง แม่มดน้อยหานเซียงยี๋ก็เบ้ปากพูดขึ้นว่า “ลูกชายของเลขาธิการแล้วจะทำไมล่ะ เมื่อยืนต่อหน้าพี่หลิวเขาก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนขี้หรอก."
ด้วยคำพูดของหานเซียงยี๋ หลิวชิงหยู่ก็หมดคำจะพูด เขาหยิบแก้วรินเบียร์ลงไปแล้วพูดกับถังจื่อหย่งว่า “น้องชาย ดื่มสักแก้วไหม”
ได้ยินคำพูดของหลิวชิงหยู่ ถังจื่อหย่งก็รับแก้วเบียร์มาด้วยรอยยิ้มแล้วพูดกับหลิวชิงหยู่ว่า “สหาย พวกคุณไม่สงสัยหรอว่าฉันเป็ใครทำไมเขาฉันถึงยังอยู่ดีทั้งที่ไปมีเื่กับลูกชายของเลขาธิการเทศบาลเมืองชางชาน?”
หลิวชิงหยู่ หยิบเบียร์ขึ้นดื่มแล้วพูดเบาๆว่า “เื่ความสัมพันธ์ของคุณกับเขาผมไม่ได้สนใจหรอก ดังนั้นให้ผมถามไปเพื่อ? ให้คุณตอบแทนหรอ? ผมไม่ใช่คนที่ชอบทำอะไรแบบนั้นหรอก ผมช่วยคุณก็เพราะเห็นว่าคุณกำลังลำบาก มันก็แค่นั้นแหละ”
ถังจื่อหย่งได้ยินหลิวชิงหยู่พูดเช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นคนที่พูดตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญที่สุดคือกลิ่นอายของหลิวชิงหยู่ตอนนั้นดูแข็งแกร่งจนคนทั่วไปไม่กล้าสบตา แม้เขาจะพยายามข่มแต่ก็พบว่าเขาไม่สามารถข่มอีกฝ่ายได้เลย ทำให้ตอนนี้เขาอยากจะนับหลิวชิงหยู่เป็ลูกพี่โดยเฉพาะเมื่อเห็นตอนที่หลิวชิงหยู่สู้กับลูกน้องของต่งเทียนปา ฝีมือของหลิวชิงหยู่ทำให้เขารู้สึกนับถือ ั้แ่เด็กเขามักชอบฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ศาสตร์ป้องกันตัว และเมื่อเขาพบผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ เขาก็้าจะกราบเป็อาจารย์และเรียนรู้จากคนคนนั้น ดังนั้นเขาจึงมองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วกล่าวว่า “ลูกพี่ ถ้าคุณยอมรับผมเป็ลูกน้อง ไม่ว่าคุณ้าอะไรผมก็จะหามาให้ได้ ขอแค่คุณช่วยสอนฉันต่อสู้ก็พอ”
จากมุมมองของถังจื่อหย่ง ถังจื่อหย่งเป็ถึงลูกชายของรองนายกเทศมนตรี ด้วยสถานะของเขามีคนมากมายประจบประแจงขอเป็ลูกน้องเขา แต่เขาไม่ได้สนใจ ตอนนี้เขาปรารถนาหวังจะได้เป็ลูกน้องของหลิวชิงหยู่ นี่นับเป็บุญของหลิวชิงหยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ถังจื่อหย่งไม่รู้ว่า ในสายตาของแม่มดน้อยหานเซียงยี๋ ถังจื่อหย่งก็แค่รูปปั้น หากพี่ชายหลิว้าลูกน้อง ขอแค่เอ่ยปากคนในเมืองหยานจิงไม่รู้ว่ามีมากมายเท่าไหร่ที่ยินดีติดตามเขา สำหรับที่นี่กล่าวได้ว่าพี่หลิวไม่ค่อยมีชื่อเสียง หากเธอไม่ใช้วิชาลับประจำตัวนั่นคือการแอบจิกโทรศัพท์เขา เธอก็คงไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน
เมื่อเห็นท่าทีของถังจื่อหย่ง หลิวชิงหยู่เองก็คาดเดาไว้ในใจแล้ว เขากลัวว่าถังจื่อหย่งจะเกี่ยวพันกับเทศบาลเมืองจึงกล่าวออกไปเบาๆ “ไม่สนใจ”
ถังจื่อหย่งจึงพบกับความผิดหวังไปตามระเบียบ เขาไม่คิดว่าตนเองที่เป็ถึงลูกชายของรองนายกขนาดยอมลดตัวไปเป็ลูกน้องคนอื่น ก็ยังถูกปฏิเสธกลับมาแบบนี้ มันอาจจะดูเกินไป แต่ปัญหาก็คือเขาเป็คนประเภทที่ว่าหากเขา้าอะไรเขาก็จะพยายามจนกว่าเขาจะได้รับ เพราะเขาเป็พวกชอบความท้าทาย นอกจากนี้ถังจื่อหย่งยังเชื่อว่าตัวเองฉลาด มีไหวพริบ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเื่นี้ เมื่อเห็นว่าหลิวชิงหยู่ไม่สนใจจะรับเขาเป็ลูกน้องเขาก็กรอกตากล่าวกับหลิงชิงหยู่ว่า “ลูกพี่คุณต้องยอมรับผม ผมเป็คนฉลาดมากและไม่ค่อยสร้างปัญหา ศิลปะการต่อสู้เองผมก็มีพื้นฐานอยู่บ้าง และผมยังเป็คนจิตใจดี จริงใจ กตัญญูด้วย ผมคือลูกน้องในอุดมคติเลยนะ”
เมิ่อเห็นถังจื่อหย่ง พูดเช่นนี้หานเซียงยี๋ก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า "นายนี่หน้าด้านไม่เบาเลย นายคิดว่านายฝึกศิลปะการต่อสู้มาคนเดียวหรือไง ไม่ต้องพูดโม้ไรมากหรอก เพราะเมื่อกี๊ฉันก็ได้เห็นนายนอนกองอยู่กับพื้นแล้ว”
ถังจื่อหย่งหน้าแดงทันที เขาพูดต่อไปว่า “เมื่อกี๊มีมืออาชีพในกลุ่มพวกเขา ผมสู้ไม่ได้หรอก” หลังจากพูดจบเขาก็หันไปมองหลิวชิงหยู่แล้วพูดว่า “ลูกพี่คุณมาจากไหนกันหรอ ฟังจากสำเนียงคุณน่าจะเป็คนหยานจิงนะ ทำไมถึงมาอยู่ที่ชางชานล่ะ”
คำพูดของถังจื่อหย่ง ทำให้หลิวชิงหยู่ตระหนักถึงเป้าหมายในการเดินทางมายังชางชาน ใบหน้าของเขาจึงเริ่มบิดเบี้ยว เขายกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มเพื่อจะปกปิดความลังเลบนหน้าของเขา
ในเวลานั้นหานเซียงยี๋ที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวว่า “เ้าโล้น นายรู้หรือไม่ ว่าทำไมพี่หลิวไม่รับนายเป็ลูกน้อง”
ถังจื่อหย่งรีบพูดขึ้นว่า “เรียกผมว่าถังจื่อหย่งเถอะ แล้วทำไมลูกพี่ถึงไม่รับผมเป็ลูกน้องหรอครับ?"
หานเซียงยี๋พูดด้วยท่าทีที่เหนือกว่าว่า “ฉันจะบอกให้ตอนนี้พี่หลิวเป็นายกเทศมนตรีตำบลกวนซานในเทศมณฑลจิงหลิน ก่อนหน้านี้เขาเป็นายทหารผู้ทรงเกียรติ จะให้รับนายเป็ลูกน้องมั่วๆได้อย่างไร"
ถังจื่อหย่งใมาก เขามองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วพูดขึ้นว่า “ลูกพี่ คุณยังหนุ่มขนาดนี้แต่เป็นายกแล้วหรือ?”
หลิวชิงหยู่ปรายตามองถังจื่อหย่งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองหานเซียงยี๋ราวกับจะบอกเธอว่า เธอพูดมากเกินไปแล้ว
เมื่อเห็นท่าทีของหลิวชิงหยู่ ถังจื่อหย่งก็เข้าใจว่า หานเซียงยี๋ไม่ได้โกหก ในตอนนี้เขา เขารู้สึกใอย่างมาก เขาอายุ 25 จบจากมหาลัยมา 4 ปี ด้วยเส้นสายของพ่อ เขาได้กลายเป็รองผู้บริหารศูนย์เยาวชนประจำเทศบาล ทว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเขาน่าจะอายุประมาณ 22 ปี แต่หน้าที่การงานกลับมาได้ไกลขนาดนี้ และเป็ถึงผู้นำตำบล ความโกรธในใจของเขา กลายเป็ความรู้สึกชื่นชม ในฐานะที่เป็ลูกของนรองนายกเทศมนตรี เขาย่อมเข้าใจระบบข้าราชการ มันทำให้เขารู้ดีว่า การที่สามารถขึ้นเป็นายกได้ั้แ่อายุเท่านี้ไม่เพียงแค่ภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังต้องมีความสามารถอีกด้วย เมื่อนำเหตุผลทั้งหมดมาประติดประต่อ มันทำให้ถังจื่อหย่งตัดสินใจเลือกจะติดตามหลิวชิงหยู่ ดังนั้นเขาจึงมองไปยังหลิวชิงหยู่แล้วพูดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ลูกพี่ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าคุณจะเป็นายก มาๆ ผมจะดื่มแก้วนี้ให้หมดเป็การคารวะ” ถังจื่อหย่ง ยกเบียร์ที่พนักงานเพิ่งเสิร์ฟขึ้นมา แล้วดื่มเข้าไปรวดเดียว
หลิวชิงหยู่เห็นมองเห็นการตัดสินใจที่แน่วแน่ของถังจื่อหย่งผ่านสายตา เขายอมรับและชื่นชอบคนที่ไม่ยอมแพ้แบบถังจื่อหย่งมาก เขาหยิบแก้วเบียร์แล้วยกขึ้นพร้อมพูดว่า “ดี ด้วยคุณสมบัติและความสามารถของนายในตอนนี้ มันยังไม่พอที่จะมาเป็ลูกน้องฉัน แต่นายสามารถเริ่มจากตำแหน่งเด็กฝึกงานก่อนได้ ฉันขาดคนขับรถพอดี ถ้านายยินดีก็ตามฉันไปที่กวนซาน และเป็คนขับรถให้ฉัน”