ที่ตึกสำนักงานบริษัทภาพยนตร์นายดินติดตามฉันมาเหมือนพวกผีเ้ากรรมนายเวรใจหนึ่งฉันก็ไม่อยากให้มาเพราะกลัวจะมาทำเสียเื่แต่อีกใจคิดว่ามีเพื่อนมาด้วยก็ดีเหมือนกัน
ฉันกับเขานั่งรออยู่ที่โซฟารับแขกด้านหน้า ไม่นาน เ้าหน้าที่ก็เดินมาเรียกให้ฉันเข้าไปด้านในโดยให้นายดินรออยู่ข้างนอก พอเข้าไปในห้องประชุม กลับมีเพียงผู้กำกับที่ชื่อเดชากับยัยวีนั่งรออยู่กันแค่สองคน ฉันนึกว่าจะมีทีมงานหรือนักแสดงคนอื่นๆมาร่วมประชุมด้วยเสียอีก
คุณเดชาผู้กำกับนั่งพินิจพิเคราะห์มองหน้าฉันอยู่พักใหญ่ จนฉันเริ่มเกร็ง
"ผมไม่คิดเลยนะว่าตัวจริงของต้นฉบับจะดูเรียบขนาดนี้"
ในหัวฉันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม...ยัยนั่นเล่าเื่ฉันให้ผู้กำกับฟังยังไงกันแน่นะ? แล้วในนิยายที่เธอเอาฉันไปเป็ต้นแบบมันเป็นิยายแบบไหนกัน ทำไมผู้กำกับถึงได้ดูประหลาดใจนัก ตอนที่เห็นฉันนัก
"เอาล่ะเข้าเื่เลยก็แล้วกัน พล็อตคร่าวๆของเื่คือเื่ราวของหญิงสาววัยสามสิบห้าปีที่เปิดร้านขายไหมพรมแล้วดันไปตกหลุมรักเด็กหนุ่มรุ่นน้องวัยยี่สิบแปดปีที่เป็เ้าของร้านกาแฟอยู่ฝั่งตรงข้ามแนวโรแมนติกคอมเมดี้สนุกสนานน่ะนะประมาณว่าต้องหาวิธีสารพัดเพื่อทำให้อีกฝ่ายหันมาสนใจให้ได้"
เดชาหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้วีเธอยื่นหนังสือนิยายเล่มหนาที่ตีพิมพ์เสร็จสรรพมาให้ฉัน ฉันรับมาพลิกเปิดดูผ่านๆแค่พอเป็พิธี ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับชื่อนามปากกาที่ปรากฏหราอยู่บนปก..."าาวดี"
หน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นด้วยแรงโกรธมหาศาลเธอกล้าดียังไงถึงเอาชื่อจริงของฉันไปใช้เป็นามปากกา และยังเอาเื่ราวชีวิตฉันมาแต่งนิยายหากินแบบนี้ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องเธอตาเขม็งในใจแทบอยากจะลุกไปบีบคอให้ตายคามือตรงนั้น
"ว่าแต่...คุณเองก็เปิดร้านขายไหมพรมอยู่ด้วยนี่นา เห็นวีบอกผมมา"
คุณเดชาถามแทรกขึ้นฉันพยักหน้าตอบรับ
"ใช่ค่ะเป็ร้านเล็กๆ ตั้งอยู่แถวดอนเมืองนี่เองค่ะ"
"อืม...ใกล้ๆ กันพอจะมีร้านกาแฟไหมล่ะเผื่อผมจะลองเอาโลเคชั่นแถวนั้นมาใช้เป็ฉากถ่ายทำภาพยนตร์ดู"
"ร้านกาแฟอยู่ตรงข้ามพอดีเลยค่ะแต่ถ้าเป็ร้านที่ตั้งติดกันจริงๆ จะเป็ร้านขายดอกไม้ค่ะ"
"งั้นเหรอ...น่าสนใจดีนิ เดี๋ยวผมจะลองให้ทีมงานลงพื้นที่ไปสำรวจโลเคชั่นดูหน่อยถ้าบรรยากาศมันตอบโจทย์ ผมอาจจะขอเช่าพื้นที่ถ่ายทำสักเดือนเต็มๆ เลยก็ได้นะ"
เช่าพื้นที่ถ่ายหนังงั้นเหรอ!พอได้ยินคำนี้ ใจฉันก็พองโตฟูฟ่องขึ้นมาทันทีนอกจากจะได้เงินค่าจ้างสอนงานแสดงแล้ว ยังมีรายได้จากการปล่อยเช่าร้านอีกต่างหาก
"สาธุ...ขอให้ถูกใจผู้กำกับคนนี้ทีเถอะนะ!"
ฉันใช้เวลาพูดคุยไม่ถึงสามสิบนาทีก็เดินออกมานายดินที่ยืนรออยู่ข้างนอกทำหน้าตาประหลาดใจเมื่อเห็นฉันออกมาเร็วกว่าที่คิด
"เสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอคุณ?"
"อืม...ก็ไม่มีอะไรมากแค่คุยสอบถามรายละเอียดทั่วไปแล้วก็รับหนังสือนิยายเล่มนี้มาอ่าน"
จังหวะนั้นเองผู้กำกับเดชากับวีก็เดินตามออกมาจากห้องประชุมวีเหลือบสายตามามองนายดินที่ยืนอยู่ข้างฉัน เธอทำหน้าตาฉงนสงสัยคงจะเข้าใจผิดคิดว่านายดินเป็แฟนหนุ่มของฉันแน่ๆ ด้วยความหมั่นไส้ชั่ววูบฉันเลยตัดสินใจเอื้อมมือไปคล้องแขนนายดินแล้วกึ่งลากกึ่งจูงออกไปจากตรงนั้นทันที...ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำลงไปทำไมรู้แค่เพียงว่ามันคงทำให้ยัยนั่นรู้สึกขัดหูขัดตาไม่มากก็น้อยล่ะน่า
เราสองคนนั่งรถแท็กซี่กลับมาถึงคอนโดตอนสิบเอ็ดโมงกว่าเลยชวนกันแวะไปกินข้าวแกงที่ร้านเจ๊กุลตามระเบียบและก็ไม่วายจะถูกแซวเื่มาด้วยกัน
"แหมๆๆๆเดินเคียงคู่กันมาอีกแล้วนะ่นี้ ดูตัวติดกันแจเชียวนะพวกเธอเนี่ย"
เจ๊กุลส่งยิ้มกรุ้มกริ่มแซวทันทีที่เห็นหน้า
"อะไรกันครับเจ๊มาแซวกันแบบนี้ผมก็เขินแย่สิ"
นายดินทำทีเป็เขินอายกลบเกลื่อน แต่ฉันไม่สนใจคำแซว ปรี่เข้าไปยืนชี้กับข้าวในตู้ตามปกติเพราะคิดว่าต่อให้ปฏิเสธไปยังไง ก็คงถูกเจ๊กุลเอาไปเม้าท์ต่อสนั่นตึกอยู่ดี
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฉันก็เดินกลับเข้ามาร้านตั้งหน้าตั้งตานั่งถักเสื้อกันหนาวไหมพรมสะสมไว้เตรียมขายรับ่หน้าหนาวที่จะถึงนี้ส่วนนายดินก็ตามตื๊อเกาะแกะไม่ยอมกลับไปเปิดร้านของตัวเอง
"นี่คุณ...นิยายเล่มที่ได้มาเนี่ย เนื้อหาข้างในมันเกี่ยวกับอะไรเหรอเล่าให้ฟังหน่อยสิ"
"เื่ราวของผู้หญิงแก่แอบรักเด็กหนุ่มวัยกระเตาะไงล่ะ"
"โหนี่คุณ...เล่าสรุปซะเห็นภาพอนาถใจเลย นางเอกนี่ถึงขั้นกลายเป็หญิงแก่เลยเหรอเนี่ย งั้นขอยืมอ่านหน่อยสิผมชักอยากจะรู้ใจจะขาดแล้วว่าที่เพื่อนคุณเขียน ถึงคุณในเื่มันออกมาหน้าตาเป็ยังไงกันแน่"
ฉันหยิบหนังสือนิยายเล่มนั้นยื่นส่งให้เขาโดยไม่คิดอะไรพอนายดินก้มลงมองเห็นนามปากกาที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกเขาก็อุทานออกมาเสียงดังด้วยความใ
"เฮ้ย!นี้นอกจากยัยนี่จะเอาเื่ราวชีวิตคุณไปแต่งเป็นิยายแล้วเธอยังหน้าด้านเอาชื่อจริงของคุณมาตั้งเป็นามปากกาอีกเหรอเนี่ย...สุดยอดไปเลยแฮะเพื่อนคุณเนี่ย"
ฉันไม่รู้เลยว่าเธอทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร และไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมเธอถึงได้เกลียดถึงขนาดนี้ทั้งที่ฉันไม่เคยทำอะไรให้เธอต้องช้ำชอกใจเลยด้วยซ้ำฉันต่างหากที่เป็ฝ่ายถูกกระทำมาตลอด
นายดินก็เงียบหายตัวไปตลอดทั้ง่บ่ายพร้อมกับนิยายเล่มนั้น แม้แต่่ดึกที่มักจะมาช่วนกินข้าวก็ไม่มาเหมือนเคยซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกสงบเงียบและมีสมาธิกับการนั่งถักงานฝีมืออย่างเต็มที่ได้นั่งดูซีรีส์คนเดียวอย่างสบายใจเฉิบโดยไม่ต้องมาคอยนั่งฟังเื่เล่าอนิเมะประหลาดๆจากปากเขาให้ปวดหัว
เช้าวันถัดมา ตอนประมาณเก้าโมงเช้าฉันสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นปลายสายแจ้งว่าเป็ทีมงานสร้างภาพยนตร์ที่จะขอแวะเข้ามาสำรวจตรวจตราสถานที่ภายในร้านไหมพรมของฉันฉันรีบตอบตกลงรับคำแล้ววางสาย ก่อนจะรีบแต่งตัวกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาข้างล่างทันที
พอเปิดประตูห้องออกมา ก็ปรากฏว่านายดินยืนดักรออยู่ข้างหน้าอย่างกับรู้อยู่ก่อนแล้ว
"วันนี้ตื่นเช้าลงมาเร็วจังนะคุณ"
"แหม...ดักรออยู่หน้าห้องแบบนี้แอบฟังเสียงฉันอยู่หรือไงยะ ถึงได้รู้ดีนัก"
"เปล่าสักหน่อยผมแค่กำลังจะเดินลงไปเปิดร้านพอดีแล้วบังเอิญได้ยินเสียงคุณเปิดประตูก็เท่านั้นเองน่า"
"พอดีทีมงานหนังเขาจะแวะมาดูสถานที่ร้านฉันเผื่อจะใช้เป็โลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์น่ะฉันเลยต้องรีบลงมาเคลียร์จัดร้านสักหน่อย"
"จริงดิ!งั้นผมต้องรีบกลับไปจัดเก็บร้านของตัวเองบ้างเผื่อเขาจะสนใจแวะมาใช้ร้านผมเป็ฉากถ่ายหนังด้วย"
พูดจบนายดินก็รีบกลับเข้าห้องไปแต่งตัวใหม่ไม่รู้ว่าแอบหวังอะไรไว้รึเปล่า เขาหยิบหนังสือนิยายเล่มนั้นมาคืนฉันก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
"พูดจากใจจริงเลยนะเพื่อนของคุณเนี่ยนิสัยเสียสุดๆ เลยอ่านดูแล้วตัวละครนางเอกในเื่ไม่มีส่วนไหนมีความเหมือนคุณสักนิดเดียวเลยสักนิด"
แม้จะรู้สึกค้างคาใจว่า ตกลงแล้วเธอเขียนบรรยายถึงฉันไว้ยังไงแต่เพราะความรีบร้อน ฉันเลยคว้าหนังสือนิยายมาวางทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วรีบเดินดุ่มๆลงมาจัดการร้านข้างล่าง
ไม่นานนัก ทีมงานกองถ่ายก็เดินทางมาถึงพวกเขาเดินสำรวจเก็บภาพภายในร้านไหมพรมของฉัน และก็เป็ไปตามคาด...พวกเขาเดินข้ามฝั่งไปขอถ่ายภาพสำรวจร้านดอกไม้ของนายดินด้วยทำเอาเ้าตัวยิ้มหน้าบานมีความสุขสุดๆที่มีความหวังว่าร้านตัวเองจะได้เฉิดฉายในจอเงินก่อนจะแวะไปร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามเพื่อถ่ายภาพกลับไปให้ผู้กำกับดู
หลังจากใช้เวลาเก็บภาพโลเคชั่นอยู่สักพักใหญ่ทีมงานทั้งหมดก็พากันแยกย้ายกลับส่วนฉันก็เดินกลับเข้ามานั่งทำงานถักของตัวเองต่อโดยที่ยังไม่ได้แม้แต่จะเปิดอ่านหนังสือนิยายเล่มปัญหาที่วางทิ้งไว้เลยแม้แต่บรรทัดเดียว
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*