เย่ชิงเฉินและจูจื่ออัน เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังด้านไอที ทั้งคู่พักอยู่ด้วยกัน ส่วนซูเจินเข้าเรียนด้านการบริหาร สาขาการตลาด อยู่มหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่ง ทั้งสองมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน ที่พักของเธออยู่ไม่ไกลจากที่พักของสองหนุ่มเท่าไหร่ เมื่อมีเวลาว่างพวกเขาก็จะนัดออกมาเจอกันอยู่บ่อยๆ ทางด้านหลิวฟางซินไปเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่ฝรั่งเศส กลุ่มเพื่อนสนิทจะส่งอีเมล์หากันอยู่ตลอด เพื่ออัปเดตชีวิตของแต่ละคนให้เพื่อนรู้
นอกจากกลุ่มเพื่อนที่ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแล้ว ยังมีจูจื่อรั่วที่ยังเรียนไม่จบ เพราะหลักสูตรแพทยศาสตร์ต้องใช้เวลาเรียนถึงหกปี และมู่วั่งเจี๋ยที่ตัดสินใจเข้าเรียนที่สถาบันสอนทำอาหารนานาชาติ หลังจากเรียนจบหลักสูตรเขาก็จะรับ่ทำร้านอาหารต่อจากครอบครัว
“ตอนนี้เธอปรับตัวได้บ้างหรือยัง” เย่ชิงเฉินถามซูเจิน
วันนี้พวกเขามีเวลาว่างจึงนัดกันออกมาเดินเล่นและถือโอกาสเดินสำรวจเมืองไปด้วย เพราะตอนที่พวกเขาบินมาถึงก็เกือบได้เวลาเปิดภาคเรียนแล้ว อีกทั้ง่เปิดภาคเรียนต่างคนต่างก็ยุ่งกับการปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับที่เรียนและเพื่อนใหม่ ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาว่างที่จะออกมาเจอกัน
“อืม ฉันรู้จักเพื่อนใหม่เยอะเลย อ้อ...ฉันบังเอิญรู้จักกับคู่แฝดคู่หนึ่งด้วยนะ พวกเธอใช้สกุลเย่เหมือนกับนายเลย ฉันยังเคยพูดกับพวกเธอขำๆ เลยว่าในอนาคตพวกเราอาจจะเป็ญาติกัน เพราะแฟนของฉันก็ใช้สกุลเย่” ซูเจินเล่าเื่ของตัวเองอย่างอารมณ์ดี
“คู่แฝดสกุลเย่? ผู้หญิง?” เย่ชิงเฉินถาม
“ใช่แล้วล่ะ แฝดผู้หญิง พวกเธอนิสัยดีและคุยสนุกมากเลยนะ อีกอย่างพวกเธอเรียนสาขานิเทศศาสตร์กันทั้งคู่เลย”
“พวกเธอชื่อเย่ลี่มี่กับเย่ลี่หงหรือเปล่า?”
“นายรู้จักพวกเธอด้วยเหรอ” ซูเจินถามอย่างแปลกใจ
“พวกเธอเป็น้องสาวฉันเอง เป็ลูกของลุงใหญ่ แต่เดิมลุงใหญ่เป็ลูกบุญธรรมของคุณปู่ใหญ่ของฉัน แต่คุณปู่ใหญ่ตัดลุงใหญ่ออกจากผู้มีสิทธิ์รับมรดกของท่าน เพราะหลังจากที่คุณปู่ใหญ่รับลุงใหญ่มาเลี้ยงได้ไม่นาน คุณย่าใหญ่ก็ท้อง จะเรียกว่าอะไรนะ ลูกอิจฉามาเกิดล่ะมั๊ง” เย่ชิงเฉินเห็นซูเจินทำหน้าสงสัย เขาจึงเล่าเื่ครอบครัวตัวเองให้เธอฟัง
“เมื่อก่อนครอบครัวของฉันไม่ได้ใช้สกุลเย่หรอก คุณทวดของฉันใช้สกุลโจว แต่คุณปู่ของฉันเกิดจากภรรยานอกสมรส พอคุณทวดเสีย คุณปู่ใหญ่ที่เป็ลูกชายของภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณทวดก็ไล่ครอบครัวฉันและลุงใหญ่ออกจากบ้าน พวกเขาสั่งห้ามพวกฉันไม่ให้ใช้สกุลโจวอีก ครอบครัวฉันก็เลยเปลี่ยนมาใช้สกุลเย่ของคุณย่าทวดแทนน่ะ แต่เพราะลุงใหญ่เป็เด็กกำพร้าไม่มีที่ไป คุณปู่ฉันก็เลยรับลุงใหญ่มาเป็ลูกบุญธรรมอีกคนหนึ่ง ลุงใหญ่ก็เลยได้ใช้สกุลเย่เหมือนพวกเรา”
“เฮ้อ...ครอบครัวคนรวยก็จะมีปัญหาแบบคนรวยน่ะนะ พอไม่มีลูกก็รับเด็กกำพร้ามาเลี้ยง พอตัวเองมีลูกขึ้นมา ก็เห็นว่าเด็กกำพร้าหมดประโยชน์ก็เลยอยากจะเขี่ยเขาทิ้ง ฟังดูแล้วก็น่าเห็นใจลุงใหญ่เหมือนกันนะ”
“เธอคิดว่าลุงใหญ่คงใช้ชีวิตลำบากมากเลยงั้นสิ เธอคิดผิดแล้ว หลังจากที่คุณปู่รับลุงใหญ่มาเป็ลูกบุญธรรม ท่านก็ส่งเสียลุงใหญ่ให้เรียนในสิ่งที่ท่านอยากเรียน หลังจากที่ลุงใหญ่เรียนจบ คุณปู่ยังให้ทุนลุงใหญ่ไปทำตามความฝันของตัวเอง จนตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักทีวีช่อง A กับสถานีวิทยุ A หรอกนะ”
“ช่อง A เป็ของคุณลุงเองเหรอ! ไม่น่าล่ะสองแฝดถึงเลือกเรียนนิเทศศาสตร์เหมือนกัน” ซูเจินทำท่าทางนึกออก “ครอบครัวนายกับครอบครัวลุงใหญ่สนิทกันมากไหม”
“ครอบครัวของพวกเราสนิทกันมาก ทุกเทศกาลก็จะมารวมตัวกันอยู่ตลอด และทุกครั้งลุงใหญ่ก็จะพาลี่มี่กับลี่หงมาด้วย อย่างตอนที่เกิดเื่ขึ้นกับพ่อและแม่ของฉัน ลุงใหญ่ยังเคยให้ช่องของท่านทำข่าวเื่นี้อยู่พักหนึ่ง แต่เพราะตอนนั้นช่องของท่านยังเป็ช่องน้องใหม่ ยังไม่ได้รับความนิยม อีกอย่างท่านยังสู้เงินและเครือข่ายของหลินกรุ๊ปไม่ได้ ข่าวมันก็เลยเงียบไป”
“เป็บริษัทใหญ่ที่ไม่เคยเห็นหัวใครเลยจริงๆ ชิงเฉิน...ฉันไม่เชื่อหรอกว่าในอนาคตเราจะสู้หลินกรุ๊ปไม่ได้”
“ลี่มี่ ลี่หง พวกเธอรอฉันนานไหม วันนี้ฉันพาคนมาแนะนำให้พวกเธอรู้จัก” ซูเจินเดินเข้าไปทักสองสาวฝาแฝดอย่างสนิทสนม
“ชิงเฉิน! นี่นายเป็แฟนของเจินเจินเหรอ เจินเจินคิดผิดคิดใหม่ได้นะ อย่าให้ใบหน้าหล่อๆ มาหลอกลวงเธอได้ นายคนนี้คืุ์ไร้ความรู้สึก เวลาเธอคุยกับเขา เธอไม่รู้สึกเหมือนกับว่าเธอคุยอยู่กับกำแพงบ้านอันว่างเปล่าอยู่เหรอ” เย่ลี่มี่แกล้งว่าลูกพี่ลูกน้องตัวเอง
“กำแพงบ้านอันว่างเปล่าที่ไหน นี่คือหลุมหลบภัยที่แสนอบอุ่นของฉัน แค่เห็นหน้าเขากำลังใจฉันมีเพิ่มขึ้นเต็มเปี่ยม” ซูเจินตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
“เจินเจิน ฉันคิดว่าเธอต้องไม่สบายไปแล้วแน่ๆ ชิงเฉินเนี่ยนะหลุมหลบภัยที่แสนอบอุ่น เ็าซะขนาดนี้ เขาน่าจะเป็โรงงานน้ำแข็งซะมากกว่า” เย่ลี่หงไม่เห็นด้วย
“นี่ๆ ยัยคู่แฝดจอมจุ้น เสียเวลาเปล่าน่า ไม่ว่าพวกเธอจะพูดอะไร ในสายตาเจินเจิน ฉันคือผู้ชายที่เพอร์เฟคที่สุด” เย่ชิงเฉินพูดอย่างภูมิใจ
“โอ้ว...พี่ชายฉันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะว่านายจะมีวันนี้กับเขาเหมือนกัน เมื่อก่อนพอมีผู้หญิงเข้ามาใกล้ที ฉันเห็นนายทำตาขวางใส่พวกเธอซะจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นายเลย ฉันเห็นแล้วฉันยังกลัวเลย” เย่ลี่หงพูดพร้อมทำท่าขนลุก
“ฉันดีกับเจินเจินของฉันแค่คนเดียว ฉันไม่ยอมให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาใกล้ฉันแน่นอน” เย่ชิงเฉินพูดพร้อมกับยักคิ้ว “วันนี้ฉันนัดจูจื่ออันเพื่อนสนิทฉันมาด้วยนะ”
เย่ลี่มี่กับเย่ลี่หงหันไปสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย เย่ลี่มี่มีท่าทางลำบากใจเล็กน้อย ไม่นานจูจื่ออันก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นคู่แฝดสองคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วชัดๆ เขาก็เก็บความใไว้ แล้วก็นั่งลงข้างเย่ชิงเฉินอย่างเป็ปกติ ซูเจินจับสังเกตท่าทางผิดปกติของคู่แฝดและจูจื่ออันได้พอดี
“จื่ออัน ชิงเฉินเล่าให้ฟังว่าพวกนายพักอยู่ที่เดียวกัน แถมยังเรียนอยู่ที่เดียวกันอีกอย่างนั้นเหรอ” เย่ลี่หงทักจูจื่ออัน
“อืม ฉันไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าพวกเธอก็มาเรียนต่อที่เมืองนี้เหมือนกัน” จูจื่ออันตอบสั้นๆ
“พวกเธอรู้จักกันมาก่อนเหรอ” ซูเจินถาม
“เคยเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนเดียวกันน่ะ” จูจื่ออันตอบ
“ลี่มี่กับจื่ออันเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกัน จนจื่ออันสอบเทียบได้แล้วก็ออกมาน่ะ” เย่ชิงเฉินขยายความ
“ที่แท้ก็คนกันเองนี่เอง ลี่มี่ เธอเป็อะไรไปหรือเปล่า ตอนมาถึงยังดีๆ อยู่เลย ทำไมตอนนี้เธอถึงเงียบไปล่ะ” ซูเจินถามเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ
ยังไม่ทันที่เย่ลี่มี่จะตอบคำถาม จูจื่ออันก็พูดขึ้นมาก่อน “ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ ฉันขอกลับที่พักก่อนนะ พอดีฉันนัดเวลากับที่บ้านไว้ว่าจะโทรกลับน่ะ”
“อ้าวเหรอ...ถ้าอย่างนั้นฉันฝากความคิดถึงถึงคุณน้าด้วยนะ บอกว่าฉันคิดถึงเป็ดตุ๋นฝีมือคุณน้ามาก” ซูเจินตอบรับอย่างรวดเร็ว เธอรู้ว่านี่คือข้ออ้างที่จูจื่ออันขอตัวกลับไปก่อน
เย่ลี่มี่เห็นจูจื่ออันเดินออกไปก็ได้แต่มองตามด้วยความเสียใจ ตลอดมื้ออาหารเธอก็ได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้เย่ลี่หงยึดการสนทนากับเย่ชิงเฉินและซูเจินไปแทน