บทนำเื่
ในยามค่ำคืนดึกสงัด ด้านหลังคฤหาสน์ทะมึน ท่ามกลางเสียงหรีดเรไร ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น คล้ายคนขุดดิน ขุดดินจริงๆ ชายคนหนึ่งกำลังเงื้อจอบขึ้นขุดลงไปในที่ดินบริเวนหลังคฤหาสน์ขุดเป็หลุมกว้าง พอที่จะนำสิ่งของอย่างหนึ่งฝังลงไปขณะเดียวกันนั้น ก็มีอีกอย่างหนึ่งดังแทรกขึ้นมา จากไกล เป็ใกล้เข้ามา
นั่นคือ ชายอีกคนหนึ่งกำลังลากหีบเหล็กขนาดใหญ่ตรงเข้ามา ภายในหีบเหล็กมีอะไร ทรัพย์สมบัติ หรือว่าเป็สิ่งของมีค่าอย่างอื่นไม่มีใครทราบ
พอเขามาถึง การขุดหลุมเสร็จ หีบเหล็กใบนั้นก็ถูกโยนลงไป เสียงดังโครมใหญ่ แล้วชายทั้งสองก็ช่วยกันกลบดินฝัง จากนั้นความเงียบก็กลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คฤหาสน์หลังนี้เก่าแก่ เป็ของขุนบรรพต ข้าราชการบริพารในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่ท่านวายชนม์ไปแล้วเหลือแต่ทายาท มีชื่อว่า “คฤหาสน์พาสุข”
แต่ชาวบ้านลือกันว่า “คฤหาสน์หลอนสยอง”
ตอนที่ 1
สนามบินสุวรรณภูมิขาออกสับสนวุ่นวายไปด้วยผู้โดยสาร เป็เที่ยวบินไปเหกาะสมุย เอกวาสิตเป็คนหนึ่งในจำนวนผู้โดยสารที่จะเดินทางไปรับตำแหน่งผู้จัดการบริษัทในเครือชีทรานเฟอรี่ เขาหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังผ่านเข้าด้านตรวจ เขาว่าเขาไม่ค่อยคล่องตัวนัก
แต่ก็ยังมีคนที่แย่กว่าเขา เป็ผู้หญิงหน้าตาดี วัยราวยี่สิบกว่าๆ มีข้าวของมาจกจนดูคล้ายหล่อนจะขนย้ายบ้านอย่างนั้นแหละ กระเป๋าใบเล็กๆ ใบหนึ่งหลุดจากมือตกลงสู่พื้น เขาเข้าไปช่วยเก็บให้ หล่อนเหลียวมา
“ขอบคุณค่ะ”
ชายหนุ่มไม่ได้ส่งให้ แต่กลับช่วยถือให้
“ผมช่วยถือให้ดีกว่า คุณจะไปสมุยใช่ไหมครับ”
“ค่ะ” หล่อนพยักหน้ารับ
“ผมก็ไปสมุยเหมือนกัน”
“ยังงั้นหรือคะ”
“ผมจะไปทำงานที่บริษัทในเครือซีทรานเฟอร์รี่”
“นาถจะไปทำงานที่บ้านพาสุขค่ะ แต่นาถเพิ่งเคยไปครั้งแรก ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน”
“ผมก็เพิ่งเคยไปเหมือนกัน อาวรรณจะมารับที่สนามบิน เออ เป็อาสาวผมน่ะ ผมจะมาสลับตำแหน่งให้อาวรณ์กลับไปทำงานที่กรุงเทพน่ะ” เขาอธิบายเสียยืดยาว
หล่อนพยักหน้ารับรู้ ยิ้มหวานให้
“คุณนาถมีรถมารับหรือยังครับ ถ้าไม่มีไปรถผมก็ได้ ผมจะให้อาวรรณแวะส่ง”
“มีแล้วค่ะ ขอบคุณ”
ระหว่างเข้าตรวจที่ด้านต่างก็ทุลักทุเล กว่าจะผ่านไปได้ก็แทบเหงื่อแตก แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็ผ่านพ้นออกไปได้เรียบร้อย
ทั้งสองไปนั่งรอในที่รอพร้อมกับผู้โดยสารอื่นๆ
ในระหว่างนั้น เอกวาสิตก็แนะนำตัวกับหล่อนว่า
“ผมชื่อเอกวาสิต...เรียกว่าวาสิตเฉยๆ ก็ได้”
“นาถชื่อกนกนาถค่ะ” หล่อนแนะนำตัวบ้าง
“งั้นผมขอเรียกคุณนาถเฉยๆ ได้ใช่ไหมครับ”
“ตกลงค่ะ” กนกนาถยิ้มหวานให้เขาอีกครั้ง
เอกวาสิตคิดว่าทำไมหล่อนถึงยิ้มหวานนัก ทุกครั้งที่หล่อนยิ้มให้เขาวาบที่หัวใจทุกครั้ง ั์ตาหล่อนจมูกโด่ง รับกับคิ้วและดวงหน้ากลมกลืนกัน ผมยาวละเอียดราวกับเส้นไหม หากหล่อนรวบไว้ เขาเห็นผู้หญิงมาก็มาก แต่ไม่มีใครเหมือนสตรีผู้นี้
เครื่องบินเข้ามาจอดที่รันเวย์ มีเสียงประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เอกวาสิตชวนกนกนาถออกจากอาคารที่นั่งรอพากันขึ้นเครื่องพร้อมผู้โดยสารอื่นๆ
เป็เื่แปลกที่สุด ปรากฏว่าเขากับหล่อนนั่งอยู่ที่นั่งแถวเดียวัน เพียงแต่ว่ามีคนอื่นมานั่งคั่น เมื่อมีการเจรจากัน เขากับหล่อนก็ได้นั่งติดกัน จึงพูดคุยกันได้สะดวก
“ผมเพิ่งเรียนจบมา ใช้เวลาศึกษางานที่บริษัทสักพัก คุณลุงหรือคุณพ่อบุญธรรมผมก็ส่งผมไปทำงานเกี่ยวกับเรือเฟอร์รี่” เอกวาสิตเล่า “ผมก็ยังไม่ทราบว่างานจะเป็ยังไงบ้าง แต่ก็เบาใจที่มีอาวรณ์คอยเป็พี่เลี้ยงให้คำปรึกษา พอเห็นว่าผมพอจะรู้งานแล้ว อาวรณ์ก็จะเดินทางกลับไปดูแลงานที่บริษัท ผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก”
“นาถก็เพิ่งเรียนสำเร็จมาค่ะ กำลังจะต่อโทคุณพ่อก็มาเสีย ทางครอบครัวไม่มีใคร ก็เลยต้องหางานทำช่วยเหลือตัวเอง”
เขามองหล่อน
“คุณแม่ล่ะครับ”
“คุณแม่เสียไปนายแล้วค่ะ”
“แสดงว่าไม่มีคุณพ่อคุณแม่เหมือนกันหรือค่ะ”
“ผมเป็ลูกกำพร้ามานานแล้ว คุณลุงสุทิศให้การอุปการะมาั้แ่เด็กๆ ผมก็เลยถือว่าคุณสุทิศเป็เหมือนพ่อผม”
“คุณวาสิตทราบเื่งาน แต่ของนาถๆ ยังไม่ทราบเลยว่าจะเป็อย่างไร คำว่าเป็แม่บ้านหรือดูแลบ้านจะมีความหมายกว้างขวางแค่ไหน” พูดแล้วก็นึกถึงหน้าที่ที่จะต้องทำในตำแหน่งงานแรกซึ่งหล่อนยังไม่ทราบ รู้สึกกังวล ไม่แน่ใจ หลายอย่างยังคลุมเครือ หล่อนติดต่องานทางเฟชบุ๊ค ผู้ที่ติดต่อด้วยชื่อ แซมมี่ ชื่อฝรั่ง ตัวจะเป็ฝรั่งหรือลูกครึ่งหรือไม่ไม่ทราบ ส่วนผู้ที่เหนือขึ้นไปมีอีกคน ชื่ออานนท์ ส่วนเ้าของบ้านที่แท้จริงนั้นชื่อบรรดล เป็ทายาทของขุนบรรพต หล่อนจะเผชิญกับอะไรบ้างไม่อาจรู้ได้
“คงไม่มีอะไรละมั้ง” เขาปลอบใจหล่อน เพราะยังไม่ทราบเื่อะไรภายในเกาะสมุย
“ค่ะ นาถก็คิดอย่างนั้น”
เครื่องบินถึงจุดหมายในเวลาหนึ่งชั่วโมง สิบห้านาที ถึงเกาะสมุย เวลา 9.45 น.
เมื่อพากันลงจากเครื่องบินพร้อมผู้โดยสารอื่นๆ ทั้งสองก็พากันไปรับกระเป๋าเดินทางในที่ที่ทางเครื่องนำสัมภาระมาวางไว้ให้บนสายพาน เอกวาสิตช่วยกนกนาถหิ้วกระเป๋ามาวางไว้ที่พักผู้โดยสาร
“นั้นมีคนมารับนาถแล้วค่ะ เราจากกันตรงนี้นะคะ”
“ขอให้โชคดีนะครับ หวังว่าเราคงจะมีโอกาสพบกันอีก”
“เช่นเดียวกันค่ะ”
“ถ้ายังงั้นขอเบอร์โทรฯ คุณนาถไว้ด้วย มีอะไรจะได้ติดต่อกัน ของผม ศูนย์เก้าสี่ สี่ห้าสองหก แปดเจ็ดเจ็ดครับ”
“ได้ค่ะ ของนาถ ศูนย์เก้าเจ็ด สี่สามสองห้า แปดสามตัวค่ะ”
“คนที่มารับคุณนาถถือป้ายนั่นใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มมองไปที่คนถือป้ายบอกชื่อตนเอง เขาเห็นท่าทางขมึงถึงน่ากลัว
“ใช่ค่ะ” แล้วกนกนาถก็ยกมาขึ้นโบกแสดงตัว จากนั้นก็รับนำโทรศัพท์มือถือออกมาเมมเบอร์โทรศัพท์ของเอกวาสิตไว้
แซมมี่มองเห็นกนกนาถ รับเดินเข้ามาหาทันที ยิ้มให้นิดก่อนจะกล่าวว่า
“คุณอานนท์ให้ผมมารับคุณกนกนาถครับ” ว่าแล้ว แซมมี่ก็ก้มลงช่วยคว้ากระเป๋าทางและสัมภาระอื่นๆ ขึ้นหิ้ว พนักหน้าให้หญิงสาวตามไป
กนกนาถหันมายกมือไหว้ลาเอกวาสิต
“ไปก่อนนะคะ”
“ขอให้โชคดี หวังว่าจะได้พบกันอีก”
“ค่ะ” หล่อนไปคว้ากระเป๋าอีกสองใบขึ้น แล้วก้าวตามคนที่มารับไป
แซมมี่เหลียวมามอง ขณะที่เอกวาสิตยกมือขึ้นโบกให้กนกนาถ
“เขาเป็ใคร” คนที่มารับสนใจ
“รู้จักกันที่สนามบินค่ะ”
ถามเท่านั้นแล้ว แซมมี่หันมาสนใจทางสตรีที่ตนมารับ
“รถจอดอยู่ทางด้านโน้นครับ”
“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ เดินตามไปเงียบๆ
ส่วนเอกวาสิต พอละสายตาจากนกนาถก็แลเห็นสตรีร่างบอบบาง วัยราวสี่สิบกว่าเดินมาหา
“อ้าว อาวรรณระวี” รีบยกมือขึ้นไหว้
“ใครหรือ” วรรณระวีสนใจ
“อ๋อ รู้จักกันบนเครื่องบิน ชื่อกนกนาถ เดินทางมาจากกรุงเทพฯ เหมือนกัน เห็นว่าจะไปทำงานที่คฤหาสน์พาสุขนี่” เขาตอบ ก้มลงคว้ากระเป๋าใบใหญ่ขึ้นหิ้ว อีกใบหนึ่งมีล้อเข็นจึงใช้ลากไป
วรรณระวีช่วยขนสัมภาระไปที่รถ ดูเหมือนจะสะดุดใจอะไรบางอย่าง ถามหลายชายว่า
“ไปทำงานที่ไหนนะ”
“คฤหาสน์พาสุขครับ อาวรรณ”
ผู้เป็อาขมวดคิ้วแล้วไม่พูดอะไรอีก อาหลานฝ่าผู้โดยสารเครื่องบินเที่ยวเข้าออกไปที่รถซึ่งจอดอยู่อีกด้านหนึ่ง วรรณระวีเอาข้าวของวางไว้ เอากุญแจไขประตูรถ เปิดท้ายช่วยกันเอาของขึ้นไปวาง เสร็จแล้วพากันมาขึ้นรถสตาร์ทเครื่องขับออกไป
“อาวรรณรู้จักคฤหาสน์พาสุขนี่ไหม” เอกวาสิตถาม
ผู้เป็อารู้สึกว่าหลานชายจะสนใจ
“อาไม่รู้ว่าอยู่ตรงส่วนไหนของเกาะสมุย ได้ยินแต่คนเขาพูดถึงกัน” แล้ววรรณระวีก็ทำท่าทางชอบกล
“มีอะไรหรือ อาวรรณ” เอกวาสิตสงสัย
“อึ่ย...ไม่รู้ซิ เห็นเขาว่ามีอะไรพิลึกๆ ที่คฤหาสน์หลังนี้”
“มีอะไรพิลึกๆ หมายความว่าอย่างไรครับ”
อาสาวไม่ตอบ เอกวาสิตจ้องหน้านิ่ง
**********
นั่งรถมาสักพักโดยไม่มีการพูดจากันเลย กนกนาถก็เหลือบมองคนขับซึ่งมีใบหน้าขึม ท่าทางออกจะเป็แขกนิดๆ ก็คงจะเป็คนใต้ แต่น้ำเสียงไม่ใช่
“ไปอีกไกลไหมคะ”
“ใจเย็นๆ อีกเดี๋ยวก็ถึง” เอ่ยแค่นั้นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
หล่อนเริ่มอึดอัดใจ คิดว่าถ้ามีคนประเภทนี้อยู่ในบ้านนี้อีกคงจะทำงานลำบาก
“ที่บ้านอยู่กันกี่คนคะ” หล่อนถามอีก
“สี่คนทั้งผม” แซมมี่ตอบ “แต่คุณอานนท์ไม่อยู่ ข้ามไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลฝั่งสุราษฎร์โน่น”
กนกนาถอยากจะถามอะไรต่ออะไรอีก แต่ไม่กล้าถามนั่งเงียบ
อีกครู่หนึ่งต่อมา รถก็เลี้ยงผ่านดงสนไปเข้าประตูกำแพง แลดูเก่า แล้วไปจอดบริเวณหน้าคฤหาสน์ใหญ่โตซึ่งแลดูเก่ากว่ากำแพง อีกทั้งทึบทึมน่ากลัว มีหนังสือโบราณเขียนติดไว้้าว่า “พาสุข”
สิ่งแวดล้อมราวกับจะซ่อนอะไรไว้ รอบอาณาเขตเป็ดงไม้ครึ้ม เงียบสงัดคล้ายเป็บ้านร้าง
นี่หล่อนมาถึงที่ทำงานแล้วหรือ
และสถานที่ทำงานของหล่อนก็มีสภาพเป็อย่างนี้เองหรือ
เป็คำถามที่พรั่งพรูเข้ามา ขณะที่แซมมี่ดับเครื่อง หันมาเตือนว่า
“ถึงแล้วนะครับ”
“ค่ะ...ค่ะ...” หล่อนพยักหน้ารับเหมือนคนตื่นจากภวังค์!