สิ่งแรกที่ผมมองเห็นหลังจากการพยายามยกเปลือกตาขึ้น คือเพดานสีขาวบริสุทธิ์ ที่นี่ที่ไหนเนี่ย แปลกจังแฮะ จำได้ว่าเรายังอยู่ในป่าไม่ใช่เหรอ? หรือว่า?
“เราตายแล้วเหรอ?”
“เฮ้ รี้ด! น่าจะยังนะ เจอมาหนักเลยนะเนี่ย” เสียงคุ้นหูดังออกมาทางขวา
ผมหันไปมองเห็นหัวหน้านั่งอยู่ข้างๆ ผมหันไปถามอย่างอ่อนแรง “หัวหน้า เกิด-อะไรขึ้น นนน? อ้อยย” ความเ็ปที่แล่นปร๊าบภายในหน้าอก คงเกิดจากอาการแพ้รุนแรงแน่ๆ
“ใจเย็นๆรี้ด ตอนนี้ไม่ต้องพูดอะไร นอนพักไปก่อนชั้นจะเล่าให้ฟังเอง”
หัวหน้าเล่าว่า เมื่อคืนตอนดึกเอสเมียได้แจ้งเขาไว้ว่า เราฝืนตัวเองจนอาการแพ้ มันรุนแรงจนสลบไป เธอได้ส่งเราให้ไปรักษาที่สถานีอนามัยแล้ว แต่เธอไปขอเบิกค่ารักษากับหัวหน้า ตอนนี้หัวหน้าเราเลยมาเฝ้าดูอาการ ส่วนเอสเมียบอกว่าจะทำงานแทนเราเองหนึ่งวัน หัวหน้าบอกเราว่าไม่ต้องห่วงเื่ค่ารักษา ยังอยู่ในโควต้าอยู่
…โอ้ยย แย่ แย่ๆ แย่หนักเลย…เอสเมียพามาเองด้วย!
ผมหันไปมองหัวหน้าอีกครั้งด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วก้มหัวขอโทษ หลังจากลังเลแล้วจึงถามว่าเอสเมียฝากบอกอะไรรึเปล่า หัวหน้าส่ายหน้าเบาๆ แล้วบอกว่าไม่มีเลย แต่เธอดูหงุดหงิดนิดหน่อย
….โอ้ยยย แหงล่ะที่เธอจะหงุดหงิด ไม่มีคำด่า คำดูถูก แล้วยังไปทำงานแทนเนี่ยนะ?…ผมรู้สึกไม่ดีเลย…
หลังจากที่เ้าหน้าที่รักษามาเช็คอีกครั้ง จึงบอกว่าพักหนึ่งคืนก็ดีขึ้นแล้ว เพราะนำตัวมาส่งได้เร็ว หลังจากหัวหน้ากลับไป ผมเองก็อ่อนแรงและหลับไป
เช้าวันนี้ผมออกจากสถานีอนามัยได้แล้ว อาการเจ็บแปล่บ่หน้าอก ก็หายแล้ว แม้เสียงยังแห่บแต่ผมยืนยันว่าวันนี้ทำงานได้แล้วแน่นอน ไม่จำเป็ต้องหยุดเพิ่ม
แม้กระแสเวทย์วันนี้จะราบลื่น แต่พายุกลับโหมกระหน่ำในใจ ความคิดหลายอย่างมากที่ปะทุขึ้น ยาผมหมดแล้ว เป็หนี้เอสเมียจนไม่อยากจะนับแล้ว กระเทียมก็ยังไม่ครบ ผมไม่รู้จะเริ่มพูดกับพวกนั้นยังไงเลย เมื่อนึกถึงคำดูถูกว่า ‘ระดับชาวบ้าน’ ผมเองก็น้ำตาซึม เป็ครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าระดับชาวบ้านจริงๆ
หลังจากส่งรายงานของ่บ่าย ผมตั้งใจจะไปหาเอสเมียเพื่อขอบคุณ และขอโทษ แต่ผมเห็นเอลฟ์สามพี่น้องมาดักรอผมที่หน้าห้องหัวหน้าก่อนแล้ว ผมเตรียมใจรับคำดูถูกจากทั้งสามโดยเฉพาะจากเอสเมีย แต่ทั้งสามกลับจ้องผมนิ่งๆ ไม่มีใครพูดอะไร…ผมโคตรอึดอัด! ในขณะที่ผมกำลังจะบอกขอโทษ เอสเม่ก็ทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“รี้ด วันนี้หกโมงเจอกันที่ Twin Moon โต๊ะเดิมเรามีเื่ต้องคุยกัน เข้าใจมั้ยไอ้ชาวบ้าน?” เอสเม่พูดเคืองๆ
“ได้ ขอโทษด้วย!!” ผมได้แต่ก้มหน้ารับคำ ไม่อยากจะเชื่อว่าผมดีใจที่ได้ยินคำว่าชาวบ้าน
“พี่! ชั้นต้องไปด้วยมั้ยเนี่ย ชั้นรำคาญมันเต็มทีแล้วนะ?” เอสเมียถามพี่ใหญ่
“ไปสิ ในฐานะทีมเก็บของป่า ก็ต้องไปสิ” เอสเม่พูดนิ่งๆ
“จิ๊! เข้าใจแล้ว” เอสเมียปลดปล่อยแค่นั้นแล้วก็ หันหลัง จ้ำอ้าวหนีไปโดยไม่พูดอะไรกับผมเลยซักคำ หลังจากนั้นพวกนั้นก็หันหลังกลับ เอสมาร์ขยี้อีกครั้งก่อนจากไป “นึกว่าแกจะมีดีกว่านี้ซะอีก”
ส่วนผม ผมจะทำอะไรได้ ได้แต่ก้มหน้าน้ำตาซึมอย่างเดียว ผมอวดดีเกินไปจริงๆ เมื่อเห็นผมสะอึกสะอื้น หัวหน้าเดินออกมาถามว่า พวกนั้นทำอะไรรุนแรงรึเปล่า ผมรีบปฏิเสธและบอกว่าความผิดผมเอง ผมจะจัดการเอง หัวหน้าได้ยินอย่างนั้นเลยแค่ตบไหล่เบาๆ
ผมมาอยู่หน้าร้าน Twin Moon ที่คุ้นเคยอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่า จะมีคืนที่ดวงจันทร์คู่นี้ทำให้ผมเครียดได้ขนาดนี้ ผมตรวจดูกระเทียมเพลิงป่าที่เหลือยู่อีกครั้งว่าไม่ได้ลืมเอามา แล้วเดินไปหาโบนี่
“สวัสดีค่ะ คุณรี้ด เอ่อ คุณเอสเม่และพวกกำลังรออยู่ค่ะ” โบนี่ยิ้มแห้งเหมือนจับบรรยากาศได้ ผมก้มหน้าให้เธอแล้วเดินตามไป
บรรยากาศในร้านครึกครื้นเหมือนเดิม แต่ยิ่งใกล้โต๊ะพวกนั้น ผมยิ่งรู้สึกมวนท้องขึ้นมาเสียเฉยๆ คืนนี้เอสเม่นั่งที่หัวโต๊ะด้านใน เอสมาร์และเอสเมีย นั่งตรงข้ามกัน และแม้จะมีที่นั่งข้างๆ แต่การนั่งที่หัวโต๊ะตรงข้ามเอสเม่ ดูจะเป็ตำแหน่งที่สมควรแล้ว ตำแหน่งที่ถูกจับตามอง
“ผมขอโทษด้วยครับ!” ผมก้มหน้าขอโทษอย่างจริงจังก่อนจะนั่ง
“นั่งเถอะไอ้ชาวบ้าน เื่ขอบคุณขอโทษอะไรนั่นไว้ทีหลัง คุยเื่งานก่อน”
“...เอาตรงๆเลยนะ แกคิดว่างานนี้ยังสามารถสำเร็จได้อยู่มั้ย?” เอสเม่แทงตรงเป้า
แทนคำพูด ผมนั่งลงยื่นถุงผ้าที่ด้านในบรรจุกระเทียมเพลิงป่าให้ ผมบอกไปด้วยความรู้สึกผิด “ในนี้ประมาณ 200 กรัมนิดๆ ยาผมก็หมดแล้ว ผมรู้ว่าถ้าไปลึกกว่าเดิมจะต้องเจออีกแน่
แต่ถ้าไปโดยไม่มียา มันก็คือการฆ่าตัวตายชัดๆ!
ผมล้มเหลวแล้วครับ ผมประมาทไปเอง!
ผมยินดีใช้หนี้รวมถึงค่าขวดยาทั้ง 10 ขวดด้วย!”
ตอนนี้ในใจเตรียมรับกรรมตามธรรมเนียมคนแพ้ แต่ไม่…ไม่มีเลย เหมือนโต๊ะรอบๆเอง ก็คงรู้สึกเกร็งไปด้วย เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็เบาลง เอาเลย จะว่าอะไรก็ว่ามาเถอะ!
“อืมม อย่างน้อยยังรู้ตัวสินะ ถึงจะน่ารำคาญแต่แปลว่าแกยังคุยรู้เื่อยู่” เอสเม่พูดนิ่ง นิ่งเหลือเกิน
แกเป็ตัวปลอมที่กินเอสเม่ไปรึไง!
“เอาล่ะ ก่อนอื่น หึหึ หนี้น่ะต้องใช้แน่แต่ค่าขวดยา 10 ขวดนั่นน่ะ ไม่ต้อง”
“แต่ว่า! ตั้ง..” ก่อนผมจะพูดจบ
“ชั้นไม่ได้ใจดีหรอกนะ ไอ้ชาวบ้าน แต่ขวดยานี่มันไม่เกี่ยวกับแก” เอสเม่พูด
“หา?” ผมได้แต่ทำหน้าโง่
“อีฟว์น่ะ” เอสเม่พูดต่อ
“หะ!?” ผมก็งงต่อ
“จริงๆแล้วชั้นพนันกับเ้านั้นไว้น่ะ เหอเหอ” เอสเม่ผ่อนคลายลงและกอดอก
“หลังจากคืนนั้น อีฟว์มันก็มาหาพวกชั้น หึหึ ไอ้หมอนี่มันรู้ดีจริงๆ มันบอกว่าอยากใช้ขวดยา 10 ขวดเพื่อพนันกับพวกชั้น หมอนั่นมันมองออกว่า แกจะหากระเทียมเพลิงป่าเจอ แต่แกอาจจะมีปัญหาในการรอดชีวิตกลับมา หัวข้อพนันก็คือ มอบขวดยาให้แก ถ้าแกทำงานสำเร็จฝั่งชั้นจะเป็คนออกค่าขวดยา แต่ถ้าแกทำงานล้มเหลว มันจะรับผิดชอบค่ายาให้” เอสเม่พูดไปยิ้มไป เอสมาร์และเอสเมียเอง ก็มองมาทางผมแล้วยิ้มเยาะเหมือนกัน
“เดี๋ยวสิ แบบนี้จะฝั่งนายหรืออีฟว์ อย่างดีก็แค่เท่าทุนสิ แล้วพนันกันทำไมล่ะ?”
“หึหึหึ ก็เพราะมียา 10 ขวดนี่ โอกาสที่แกทำสำเร็จจะไม่ใช่ศูนย์น่ะสิ!!” เอสมาร์ตอบ “พอน่าลุ้นแบบนี้ การเดิมพันมันถึงสนุกตรงไงล่ะ?” ทั้งสามผลัดกันหัวเราะ คิกคัก
ผมอ้าปากค้าง แปลว่าทุกคนรู้อยู่แล้วว่า ผม-จะ-ล้ม-เหลว เหรอ !?
“ไอ้เ้านั่นมันน่าสนใจจริงๆ มันรู้ว่าพื้นที่ตรงนั้นมันคือพื้นที่ของชั้น เลยบอกมาว่าให้ชั้นเป็คนให้ แกจะยอมรับได้มากกว่า แต่ไม่ยักกะรู้ว่า ที่ทำแบบนั้นก็เพราะว่า มันจะเอายาให้แกเพิ่มอีก! แกไปทำอะไรให้มัน ฮะ รี้ด? มันถึงถูกใจแกขนาดนี้?” สิ่งที่เอสเมียพูดออกมา มันทำให้ผมก้มหน้าอีกครั้ง
ชิ้นส่วนเื้ัค่อยๆเผยโฉมออกมาต่อหน้า …อาการชาหนึบไล่มาจากต้นคอ ผมได้แต่มองหน้าเหล่าเอลฟ์ สลับกันไปมา
“เอาล่ะๆ เอสเมีย รายงานมาหน่อยสิว่าไอ้ชาวบ้านนี่ มันทำอะไรลงไปบ้าง?”
เอสเมีย สะบัดหน้า ไม่มองหน้าผมด้วยซ้ำ “เซนส์ดีแต่พื้นฐานไม่แน่น เก่งเื่ดูความหนาแน่นของอนูเวทย์ หึหึ เพราะร่างกายระดับผู้อาศัย เลยต้องเก่งเื่เสียหน่อยล่ะมั้ง แต่ร่างกายรับไม่ไหวเมื่ออยู่ในพื้นที่เป้าหมาย ที่เลวร้ายมากคือความประมาท!”
ระหว่างที่ผมกำลังน่วมจากเื่แล้วเื่เล่า สิ่งที่เธอพูดออกมา เหมือนโดนปล่อยหมัดฮุก!
“และที่เลวร้ายที่สุด คือขาดสติ วิ่งไปลึกขึ้นเรื่อยๆทั้งที่ยาหมดแล้ว และก็สลบไป แรกๆเหมือนจะบริหารยาได้ น่าผิดหวังจริงๆ ชั้นบอกแล้วไงว่าอย่ามาตายที่เขตชั้น! เชอะ!” เอสเมียอารมณ์เสียสุดๆ
“แกนี่มันบ้าเกินไปแล้วนะ รอดมาได้นี่โชคดีแค่ไหนรู้มั้ย แต่ก็นะ ปกติแล้ว ตามธรรมเนียมแกควรจะอยู่ระดับผู้เดินทางนี่หว่า” เอสมาร์ก็ส่งสายตาสังเวชมา ผมรู้สึกเหมือนกับว่า โดนลากมาประจานยังไงไม่แน่ใจ
เอ๊ะ ธรรมเนียม!?
“ธรรมเนียม ธรรมเนียมอะไร!?” ผมถามงงๆ แล้วมองหน้าเอสมาร์ เขาแค่ยักไหล่
“ชั้นอธิบายให้เอง…งานส่งกระเทียมเพลิงป่าน่ะ ไม่มีหรอก”
“หา?”
“มันคือ ธรรมเนียมในการทดสอบนักพยากรณ์กระแสเวทย์ สำหรับเอลฟ์น่ะ”
เอสเม่ ขยับไปพิงด้านหลัง เขาหลับและเริ่มเล่าให้ฟังอย่างเนิบๆ “สำหรับเอลฟ์ การเป็นักพยากรณ์กระแสเวทย์แล้ว มันไม่ตรงไปตรงมาเหมือนหน้าที่ในเมือง เพราะเอลฟ์นั้นมีพื้นเพใกล้ชิดกับป่าเขา เมืองของเผ่าเราเอง ก็พัฒนามาจากในป่าด้วยซ้ำ” “เดี๋ยวๆ” เขาอธิบายต่อ ไม่สนใจปฏิกริยาของผมเลย…
“ั้แ่โบราณแล้ว มีความเชื่อว่าอาชีพนี้น่ะกำเนิดจากเผ่าเราด้วยซ้ำนะ” เอสมาร์เสริมมาเล็กๆ ส่วนเอสเมียเชิดหน้ายิ้มอย่างภูมิใจ
“อ่า…ฮะ” ผมรู้สึกเหมือนกำลังได้ฟังตำนานของเอลฟ์…
“ว่ากันว่า อาชีพนี้กำเนิดมาเพราะความแปรปรวนของกระแสเวทย์ นายเองก็คงเข้าใจ และมันยิ่งมีความสำคัญสำหรับพื้นที่ ที่มีความหนาแน่นของอนูเวทย์สูง ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อาจทำให้อาการแพ้กำเริบหนักในเวลาสั้นๆได้”
“…และอย่างที่ทุกคนรู้ ทักษะการตรวจกระแสเวทย์เนี่ย จริงๆแล้วมันไม่ได้ยากขนาดนั้น” เขาสายหน้าเล็กน้อย “ความยากมันอยู่ที่ ความสามารถในการต้านทานอนูเวทย์ได้ต่างหาก!”
“ซึ่งระดับผู้อาศัยอย่างแกน่ะ มันก็สามารถฝึกทักษะนี้ได้ แต่ถ้าอยู่ได้แค่พื้นที่ที่ปลอดภัย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ? แกคิดว่างานที่เมืองตอนนี้มันยากมั้ยล่ะ?” เอสเม่จ้องหน้าถาม
“...มันก็….ต้องฝึกอยู่ แต่ถ้าตั้งใจฝึก ก็คงไม่มีปัญหา” ผมหลบตาตอบ
“แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน ตอบสิ ไอ้ชาวบ้าน?” เขาถามจี้
ผมดันแว่นแล้วตอบ “อาการแพ้อนูเวทย์ ครับ”
“หึ!” เอสเมียแค่นเสียง แล้วมองบน
“ใช่! เพราะฉะนั้นตามธรรมเนียมเอลฟ์แล้ว อย่างน้อยจะต้องเป็ระดับผู้เดินทางเท่านั้น และกระเทียมเพลิงป่านั้นก็ช่วยขีดเส้นได้ดี
….การเข้าไปและนำออกมาได้ครึ่งกิโลได้ ได้กลายเป็เครื่องพิสูจน์ ว่าคนคนนั้นได้กลายเป็ นักพยากรณ์กระแสเวทย์อย่างแท้จริง” เอสเม่สรุป
“แปลว่า อยู่ดีๆผมได้เข้ารับการทดสอบในธรรมเนียมของเอลฟ์เหรอ? แล้วยัง…ความหนาแน่นระดับนั้นน่ะ มันปกติสำหรับระดับผู้เดินทางจริงๆเหรอ?”
“หึหึ” เอสเม่ยิ้มเล็กน้อย “เื่นั้นให้เอสมาร์อธิบายแล้วกัน ฝากด้วยล่ะ”
เอสมาร์ยักไหล่เล็กน้อย จากนั้นจึงเล่าให้ฟังว่าไอ้กระเทียมนี่น่ะ มันอยู่ในพื้นที่ที่ความหนาแน่นของอนูเวทย์สูง และสูงกว่าระดับผู้เดินทางเล็กน้อย และมันยังมีคุณสมบัติที่สำคัญอีกสองอย่าง ที่เหมาะจะเป็ตัวทดสอบ
“อย่างแรก เมื่อไอ้เ้ากระเทียมนี่ มันรวมกลุ่มกันเยอะๆ มันจะดึงดูดอนูธาตุไฟรอบๆมากผิดปกติ สิ่งนี้ทำให้อนูเวทย์รอบๆบริเวณนั้น แปรปรวนมากขึ้นไปอีก”
“อย่างที่สอง เมื่อเกิดเหตุการณ์แรกแล้ว การปล่อยไว้เวลาหนึ่งจะดึงดูด ฝูง ‘หมูป่าแดง’ ให้มากัดกินพวกมัน พวกหมูป่าจะได้รับอนูเวทย์ไฟมากขึ้น เมื่อถูกถ่ายออกมา และกระเทียมก็สามารถแพร่ไปพื้นที่รอบๆได้กว้างขึ้น เกิดเป็การปรับตัวแบบพึ่งพากัน เพราะฉะนั้น เมื่อพบแหล่งที่อยู่ต้องรีบเก็บให้เร็วที่สุด!”
เมื่อคิดตามที่เขาอธิบาย ผมเริ่มเข้าใจสถานการณ์ “อ่าา…..อ้อ ข้อแรกวัดระดับความต้านทาน ข้อสองวัดความประมาท”
“ชิ จะมาฉลาดตอนนี้ก็ไม่ทันล่ะย่ะ!” เอสเมียติมาอย่างหมั่นไส้
“หึหึหึ แกไม่ใช่คนโง่นะรี้ด แต่ประเด็นไม่ได้มีแค่นั้นเ้าชาวบ้าน” ผมดูไม่ออกว่าเอสเม่ถูกใจหรือไม่พอใจสิ่งที่ผมพูดกันแน่ ได้แต่กลืนน้ำลาย
“ฟังนะรี้ด หัวใจของธรรมเนียมนี้ยังมีอีกอย่าง นั้นคือถ้าคนคนนั้น ไม่ผ่านสองข้อที่แกว่ามา ก็เอากระเทียมกลับมาไม่ได้ และนั้นแปลว่า คนคนนั้นยังไม่สมควรเรียกตัวเองว่า นักพยากรณ์กระแสเวทย์สำหรับเอลฟ์!”
จากนั้นเขาก็จ้องผมเขม็งและเอนตัวมา
“แกอาจจะคิดว่าตัวเองโดนดูถูกนะ รี้ด” คิ้วเขาขมวดเป็ปม
ปึก!
เสียงทุบโต๊ะไม่หนักไม่เบาประกาศว่า เขาพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่
“แต่….นักพยากรณ์กระแสเวทย์เอลฟ์อย่างพวกเราต่างหาก ที่โดนแกและเมืองนี้ดูถูกอยู่!”
ผมตะลึงลาน พูดไม่ออกเพราะนึกไม่ออกว่าไปดูถูกตอนไหน!?
“ใช่! อย่างแรกเลย! พวกเราทุกคนล้วนแต่อยู่ระดับผู้เดินทางทั้งนั้น แล้วทำไมระดับผู้อาศัยอย่างแก ถึงได้ตำแหน่งนี้ล่ะ! แกทำงานได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แกทนอนูเวทย์ได้ที่ไหน!” เอสมาร์เองก็ระบายความในใจ
“อย่างที่สอง! แม้จะทรมานเวลางานแต่ก็ดัน ไม่ยอมยกระดับให้มันจบๆเสียที มัวแต่ทำเท่ห์ยอมทรมานตั้งห้าปีอยู่ได้ เวลาว่างเอาไปทำอะไรยะ?” เอสเมียก็สบทบ
“อย่างสุดท้าย! ทั้งๆที่เป็แค่ชาวบ้านไร้ความสามารถ แต่พอคิดอยากยกระดับ ดันอยากจะจับปลาสองมือ อย่างการรับงานหาของป่า! เหอะ! ของป่าอะไร! แค่ออกนอกบาเรีย แกยังต้องพักหลายสิบนาที แกจะไปหาอะไรได้!”
เอสเม่สะบัดหน้าโมโห “งานหาของป่าของพวกชั้น แม้จะเป็งานเสริมแต่นี่คือ ธุรกิจจริง ในเมื่อแกล้ำเส้นพวกเราแล้วยังมั่นหน้าอีก ชั้นก็เลยจัดให้ไง ถ้าแกเอากระเทียมมาได้ พวกชั้นจะหุบปากแล้วยอมรับก็ได้”
“ธรรมเนียมนี้ ไม่มีเอลฟ์ที่ไม่รู้จักหรอก ไอ้เ้าอีฟว์ก็รู้ แต่ไม่คิดว่าจะรู้ดีขนาดอ่านแกได้ขนาดนี้ล่ะนะ เหอะเหอะ” เอสเม่พูดเสริม
ผมหมดคำจะพูด ผมเคยคิดว่าพวกนั้นชอบดูถูกเพราะผมเป็มนุษย์ และเป็แค่ระดับผู้อาศัย แต่ที่จริงมันเป็ไปเหยียบมาตรฐาน เหยียบธรรมเนียมของเอลฟ์โดยไม่รู้ตัวนี่เอง ผมควรจะเปิดใจและคุยกับพวกเขาก่อนหน้านี้ สำหรับพวกเขา ผมไม่ใช่ชาวบ้านที่เป็ตัวตลก แต่ผมเป็คนที่มั่นหน้าได้งานเกินตัวต่างหาก…
“ชั้นพูดจบแล้ว…ชั้นจะหักค่ากระเทียมไป 200 นายเป็หนี้ชั้น 300 ซิลฟานะ” เขาพูดจบ เหล่าเอลฟ์ก็ลุกพร้อมๆกัน ผมได้แต่รับชะตากรรม
และก่อนที่เอสเม่จะเดินไป เขาหยุดเล็กน้อย พูดกับผมโดยไม่หันมา
“สุดท้ายนี้ ถือว่าชั้นขอร้องนะ แกอย่าพูดเื่งานรับของป่ากับชั้นอีกเลย”
…ผมนิ่งเงียบ…คอผมตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรง…เสียงของผม…
มันหายไปพร้อมกระทียมเมื่อวานแล้ว…