ท้องพระโรงเต็มไปด้วยขุนนางั้แ่ก่อนฟ้าสาง
ข่าวเื่การแต่งตั้งรัชทายาทคนใหม่ทำให้ทุกฝ่ายตื่นตัว
ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนหลี่เฉิงเยว่เพราะชาติกำเนิด
ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนเพราะชัยชนะที่ชายแดน
บางฝ่ายหวังใช้เขาเป็เครื่องมือกำจัดอำนาจตระกูลเผย
และบางฝ่ายเพียง้าอยู่ข้างผู้ชนะ
ไม่มีผู้ใดคาดว่าเขาจะปฏิเสธ
เพราะในสายตาของคนทั้งราชสำนัก บัลลังก์คือสิ่งสูงสุดที่มนุษย์คนหนึ่งอาจได้รับ
หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าท้องพระโรงในชุดองค์ชายเต็มยศ
เสื้อคลุมสีขาวปักลายจันทร์ด้วยด้ายเงิน
ตราประจำพระองค์ห้อยอยู่ข้างเอว
ผมถูกรวบด้วยมงกุฎหยก
เซวียนอี้เดินตามหลังหนึ่งก้าว
เขายังไม่หายดีจึงไม่ได้สวมเกราะ เพียงชุดดำเรียบ ไม่มีตราตำแหน่งเด่นชัด แต่ท่าทางสงบนิ่งจนไม่มีใครกล้ามองข้าม
เสียงกระซิบดังขึ้นตามทางที่ทั้งสองเดินผ่าน
หลี่เฉิงเยว่ได้ยินบางส่วน
“ทหารคนนั้นคือเซวียนอี้…”
“คนที่รับธนูแทนองค์ชาย…”
“ได้ยินว่าใกล้ชิดเกินฐานะ…”
เขาไม่หันไปมอง
แต่ชะลอฝีเท้าเล็กน้อยให้เซวียนอี้เดินอยู่ใกล้กว่าเดิม
บนบัลลังก์ ฮ่องเต้ประทับอยู่ด้วยพระพักตร์ซีด
พระอาการประชวรดูหนักขึ้นมาก
รัชทายาทยืนด้านข้าง ไม่ได้สวมเครื่องหมายตำแหน่ง
องค์ชายสี่หลี่หยวนเจ๋อยืนถัดไป สีหน้าเคร่งเครียด
ส่วนที่นั่งของฮองเฮาว่างเปล่า
ขันทีใหญ่ประกาศเริ่มประชุม
เสนาบดีกรมพิธีการก้าวออกมาเป็คนแรก
“องค์ชายสามทรงเป็โอรสโดยชอบธรรมแห่งหลินฮองเฮา มีพระปรีชาสามารถ ปราบฏ และช่วยชายแดนเหนือ กระหม่อมเห็นควรให้แต่งตั้งเป็รัชทายาทโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
ขุนนางหลายคนคุกเข่าตาม
“ขอฝ่าาทรงแต่งตั้งองค์ชายสาม!”
เสียงดังไปทั่วโถง
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่คุกเข่าให้
ภาพนี้เคยเป็สิ่งที่ฮองเฮาและเผยจงเหวินฆ่าคนมานับไม่ถ้วนเพื่อให้ได้มา
แต่สำหรับเขา มันกลับเหมือนกำแพงสูงกำลังสร้างขึ้นรอบตัว
ฮ่องเต้ตรัส
“เฉิงเยว่ ก้าวมาข้างหน้า”
เขาเดินไปกลางโถง
ขันทีนำราชโองการฉบับใหม่ออกมา
ผ้าแพรสีทอง
ตราั
และข้อความแต่งตั้งที่พร้อมอ่าน
ฮ่องเต้มองโอรส
“ก่อนประกาศ เราจะถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย”
ทั้งท้องพระโรงเงียบ
“เ้าจะรับตำแหน่งรัชทายาทหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่ไม่ตอบทันที
เขามองพระบิดา
มองรัชทายาท
มององค์ชายสี่
แล้วมองขุนนางที่ยังคุกเข่า
สุดท้าย สายตาจึงหยุดที่เซวียนอี้
ชายหนุ่มไม่ได้พยักหน้า
ไม่ได้ส่ายหน้า
ไม่ได้ส่งสัญญาณให้เลือกทางใด
เพียงยืนอยู่ตรงนั้น
เหมือนคืนก่อน
ข้าจะเตือนว่าผู้ที่มีสิทธิ์เลือกคือพระองค์
หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปยังบัลลังก์
“กระหม่อมไม่รับพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงสูดลมหายใจดังทั่วโถง
ขุนนางหลายคนเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
เสนาบดีกรมพิธีการรีบกล่าว
“องค์ชายอาจยังไม่ทรงเข้าใจสถานการณ์ ราชสำนัก—”
“ข้าเข้าใจ”
หลี่เฉิงเยว่ตอบอย่างสงบ
“เข้าใจว่ารัชทายาทประชวร เข้าใจว่าองค์ชายรองหมดสิทธิ์ เข้าใจว่าราชสำนัก้าผู้สืบทอดที่มั่นคง และเข้าใจว่าหลายคนคิดว่าข้าคือคำตอบ”
เขาหยุด
“แต่ข้าไม่รับ”
ขุนนางอีกคนก้าวออกมา
“ด้วยเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงมีคุณสมบัติครบทุกประการ!”
“เพราะการมีคุณสมบัติ ไม่ได้แปลว่าต้องยอมมอบชีวิตทั้งหมดให้ตำแหน่งหนึ่ง”
เสียงกระซิบดังขึ้น
เสนาบดีฝ่ายขวากล่าว
“โอรสแห่งราชวงศ์มีหน้าที่ต่อแผ่นดิน พระองค์ไม่ควรคิดเพียงความปรารถนาส่วนพระองค์”
หลี่เฉิงเยว่มองเขา
“ท่านกล่าวถูก ข้ามีหน้าที่ต่อประชาชน”
เขาหยิบเอกสารกองหนึ่งจากแขนเสื้อ
“ดังนั้นข้าจึงนำหลักฐานฏกลับมา ช่วยรักษาเสบียงชายแดน เปิดโปงแม่ทัพทรยศ และเสนอรายชื่อผู้ที่ควรรับโทษ”
เขาวางเอกสารบนถาด
“แต่หน้าที่ต่อแผ่นดินไม่เท่ากับต้องนั่งบนบัลลังก์”
“หากทุกคนคิดเช่นพระองค์ ผู้ใดจะปกครอง!”
“ผู้ที่้ารับหน้าที่และเหมาะสม”
ขุนนางหลายคนหันไปมององค์ชายสี่
หลี่หยวนเจ๋อหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เสนาบดีกรมพิธีการกล่าว
“องค์ชายสี่ยังทรงพระเยาว์และไม่มีผลงาน”
หลี่เฉิงเยว่หันไปหาเขา
“คนเราไม่มีผลงาน เพราะไม่เคยได้รับโอกาส หรือเพราะไม่มีความสามารถ เป็คนละเื่กัน”
องค์ชายสี่มองพี่ชายอย่างไม่คาดคิด
ฮ่องเต้ตรัส
“เ้า้าเสนอหยวนเจ๋อ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นอีกครั้ง
“เขาไม่อยู่ใต้ฝ่ายตระกูลเผย ไม่เกี่ยวข้องกับการวางยารัชทายาท ศึกษาการคลังและกฎหมายมาหลายปี และเป็ผู้เดียวที่เคยทักท้วงการขึ้นภาษีหัวเมืองใต้ แม้ไม่มีผู้ใดฟัง”
หลี่หยวนเจ๋อชะงัก
เขาไม่คิดว่าหลี่เฉิงเยว่จะรู้เื่นี้
“เขาขาดเพียงฐานอำนาจและประสบการณ์ ซึ่งสามารถสร้างได้”
ขุนนางคนหนึ่งกล่าว
“แต่พระองค์มีความนิยมจากกองทัพมากกว่า”
“ข้าสามารถช่วยประคองเขาใน่แรก โดยไม่ต้องเป็รัชทายาท”
“แล้วภายหน้า หากเกิดการแย่งชิงขึ้นเล่า”
หลี่เฉิงเยว่ตอบชัดเจน
“ข้าจะสละสิทธิ์ในราชบัลลังก์อย่างเป็ทางการ”
ทั้งโถงเงียบสนิท
แม้ฮ่องเต้ก็ยังทรงนิ่งไป
รัชทายาทมองน้องชายด้วยแววตาซับซ้อน แต่ไม่มีความประหลาดใจ
เพราะเขารู้อยู่แล้ว
เสนาบดีฝ่ายขวากล่าวเสียงเข้ม
“พระองค์จะทิ้งสิทธิ์โดยชอบธรรมเพราะเหตุใด หรือเป็เพราะทหารผู้หนึ่ง”
คำพูดนั้นทำให้สายตาทั้งหมดหันไปหาเซวียนอี้
ชายหนุ่มยืนนิ่ง
หลี่เฉิงเยว่ค่อย ๆ หันไปมองขุนนางคนนั้น
“ท่านหมายถึงผู้ใด”
“เซวียนอี้พ่ะย่ะค่ะ ข่าวลือในวัง—”
“หากท่านจะกล่าวถึงเขา จงกล่าวด้วยความเคารพ”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง
แต่เย็นจนอีกฝ่ายชะงัก
“เขาช่วยชีวิตรัชทายาท
ช่วยค้นราชโองการ
ปกป้องด่านหานโจว
ช่วยตัวประกันเกือบร้อยคน
และรับลูกธนูพิษแทนข้า”
หลี่เฉิงเยว่ก้าวไปข้างหน้า
“ผลงานของเขามากกว่าคนที่ยืนวิจารณ์อยู่ในท้องพระโรงโดยไม่เคยเห็นเืชายแดนเสียอีก”
ขุนนางคนนั้นหน้าซีด
“กระหม่อมเพียงกังวลว่า ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์จะกระทบต่อราชสำนัก”
“ความสัมพันธ์ใด”
คำถามตรงทำให้ทั้งโถงเงียบ
ไม่มีใครกล้าตอบ
หลี่เฉิงเยว่กล่าวต่อ
“หากท่านคิดว่าข้าปฏิเสธบัลลังก์เพราะถูกคนผู้หนึ่งล่อลวง นั่นเท่ากับท่านดูถูกสติปัญญาของข้า”
เขาหันกลับไปยังฮ่องเต้
“กระหม่อมไม่รับบัลลังก์ เพราะไม่้าใช้ชีวิตทั้งชีวิตพิสูจน์ว่าตนเสียสละได้มากพอ”
เสียงของเขาสงบ แต่ชัดทุกคำ
“ข้าเห็นสิ่งที่บัลลังก์ทำกับเสด็จพ่อ
เห็นสิ่งที่มันทำกับพี่ใหญ่
เห็นสิ่งที่มันทำกับองค์ชายรอง
เห็นคนเป็มารดาใช้โอรสเป็หมาก
เห็นบิดาปล่อยให้บุตรเจ็บเพราะกลัวอำนาจสั่นคลอน”
ฮ่องเต้หลับพระเนตรลง
“ข้าไม่้ากลายเป็คนที่เลือกแผ่นดินทุกครั้ง แม้ต้องเหยียบหัวใจของคนที่ตนรัก”
เสนาบดีกรมพิธีการยังพยายาม
“แต่ประชาชน้าพระองค์”
“ประชาชน้าผู้ปกครองที่ยุติธรรม ไม่จำเป็ต้องเป็ข้า”
หลี่เฉิงเยว่หันไปหาองค์ชายสี่
“หยวนเจ๋อ”
องค์ชายสี่ก้าวออกมา
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้า้าบัลลังก์หรือไม่”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง
ไม่เคยมีผู้ใดถามองค์ชายต่อหน้าราชสำนักเช่นนี้
หลี่หยวนเจ๋อเงียบอยู่นาน
“กระหม่อมกลัวพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่ายิ้มบาง
“ดี”
ขุนนางหลายคนขมวดคิ้ว
องค์ชายกล่าวต่อ
“คนที่ไม่กลัวบัลลังก์เลย น่ากลัวกว่าคนที่กลัวมัน”
หลี่หยวนเจ๋อสูดลมหายใจ
“กระหม่อมไม่เคยคิดว่าตนจะได้รับเลือก แต่หากราชสำนักและประชาชน้า และหากพระเชษฐาทั้งสองยอมช่วยชี้แนะ กระหม่อมจะพยายามพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทก้าวออกมา
“ข้าสนับสนุนองค์ชายสี่”
ทุกสายตาหันไปหาเขา
“ข้าจะสละตำแหน่งด้วยเหตุสุขภาพและความสมัครใจ ไม่มีผู้ใดบังคับ”
เขาวางตราประจำตำแหน่งลงบนถาด
“และข้ารับรองว่า องค์ชายสามไม่มีเจตนาแย่งชิงในอนาคต”
ฮ่องเต้มองโอรสทั้งสาม
พระองค์เคยกลัวว่าสายเืจะแย่งชิงกันจนราชวงศ์แตก
แต่วันนี้ โอรสคนหนึ่งกำลังสละ
อีกคนปฏิเสธ
และอีกคนยอมรับด้วยความกลัวแทนความทะเยอทะยาน
สิ่งที่พระองค์ไม่เคยสร้างได้ด้วยอำนาจ กลับเกิดขึ้นจากความจริงใจระหว่างพี่น้อง
หลังความเงียบยาวนาน ฮ่องเต้ตรัส
“เฉิงเยว่ เ้าจะไม่เปลี่ยนใจ?”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“แม้ชื่อของเ้าอาจถูกผู้คนกล่าวหาว่าหนีหน้าที่”
“ประวัติศาสตร์จะเขียนอย่างไรก็ได้”
หลี่เฉิงเยว่มองราชโองการบนถาด
“แต่ชีวิตนี้เป็ของกระหม่อม”
พระหัตถ์ของฮ่องเต้กำพนักบัลลังก์
ท้ายที่สุด พระองค์พยักหน้า
“เรายอมรับ”
เสียงถอนหายใจและกระซิบดังทั่วโถง
ขันทีใหญ่เก็บราชโองการแต่งตั้งฉบับเดิม
ฮ่องเต้ตรัสต่อ
“องค์ชายหลี่เฉิงเยว่สละสิทธิ์ในราชบัลลังก์ด้วยความสมัครใจ แต่คงฐานันดรองค์ชายและสิทธิ์ในฐานะโอรสแห่งหลินฮองเฮา”
หลี่เฉิงเยว่คุกเข่า
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“องค์ชายสี่หลี่หยวนเจ๋อจะได้รับการแต่งตั้งเป็รัชทายาท หลังผ่านพิธีรับรองภายในหนึ่งเดือน”
หลี่หยวนเจ๋อคุกเข่า
เสียงรับพระบัญชาดังก้อง
เมื่อการประชุมสิ้นสุด ขุนนางทยอยออกไปด้วยสีหน้าหลากหลาย
บางคนผิดหวัง
บางคนโล่งใจ
บางคนเริ่มคำนวณว่าควรย้ายไปสนับสนุนฝ่ายใด
หลี่เฉิงเยว่เดินออกจากท้องพระโรง
ทันทีที่พ้นประตู เขาหยุด
ลมหายใจที่กลั้นไว้ตลอดการประชุมถูกปล่อยออกช้า ๆ
เซวียนอี้เดินตามมา
“พระองค์เป็อย่างไร”
“เหมือนเพิ่งลงจากหน้าผา”
“แต่ยังยืนอยู่”
“เพราะเ้าคอยเตือนให้หายใจ”
เซวียนอี้มองเขา
“เสียใจหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปมองหลังคาท้องพระโรง
บัลลังก์อยู่ด้านใน
อำนาจสูงสุดอยู่ด้านใน
ชื่อในประวัติศาสตร์อยู่ด้านใน
แต่เขากลับไม่อยากเดินย้อนกลับไป
“ไม่”
เขาตอบ
“ข้ากลัว แต่ไม่เสียใจ”
เซวียนอี้ยิ้ม
หลี่เฉิงเยว่ยื่นมือออกมา
ไม่ใช่ในสวนเงียบ
ไม่ใช่ในรถม้า
แต่เป็ระเบียงหน้าท้องพระโรง ซึ่งขุนนางและข้าราชบริพารยังเดินผ่านไปมา
เซวียนอี้มองมือนั้น
“มีคนอยู่มาก”
“ข้ารู้”
“พวกเขาจะพูด”
“ปล่อยให้พูด”
เซวียนอี้ค่อย ๆ วางมือลง
หลี่เฉิงเยว่จับไว้
ไม่ได้ซ่อน
ไม่ได้รีบปล่อย
และไม่ได้สนใจสายตาผู้ใด
วันนี้เขาไม่ได้รับบัลลังก์
แต่ได้รับบางสิ่งที่ไม่มีราชโองการใดมอบให้ได้
อิสระในการเป็เ้าของชีวิตตนเอง