ซูอวี่เดินออกจากจวนเซียวอ๋องด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งรอดชีวิตจากสนามรบ
ไม่สิ
อาจยังไม่รอดก็ได้
เพราะแม้นางจะวางป้ายหยกไว้บนโต๊ะของเซียวอ๋องได้สำเร็จ แต่เหตุใดในใจกลับไม่รู้สึกเบาสบายอย่างที่คิดไว้เลย
เหมือนคนเพิ่งโยนเผือกร้อนทิ้งไป
แต่ยังได้กลิ่นไหม้ติดมืออยู่
ทันทีที่ขึ้นรถม้า ซูอวี่ก็รีบปิดม่านลงอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากมองกลับไปอีกครั้ง จะเห็นเซียวอ๋องยืนอยู่หน้าประตูพร้อมป้ายหยกในมือ
ชิงเหอที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รีบยื่นถ้วยชาให้นาง
“คุณหนู สีหน้าท่านไม่ดีเลยเ้าค่ะ”
ซูอวี่รับชามาดื่มอึกใหญ่
“ข้ารอดออกมาได้ก็ดีเท่าไรแล้ว”
“ท่านอ๋องไม่รับป้ายคืนหรือเ้าคะ”
“ไม่รับ”
“แล้วคุณหนูทำอย่างไรเ้าคะ”
ซูอวี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามกู้ศักดิ์ศรีที่แทบไม่เหลือ
“ข้าวางไว้แล้วเดินออกมา”
ดวงตาของชิงเหอเป็ประกายทันที
“คุณหนูฉลาดยิ่งนักเ้าค่ะ”
ซูอวี่พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
ใช่
อย่างน้อยวันนี้นางก็ชนะหนึ่งครั้ง
แม้จะถูกเขาหลอกให้รับป้ายกลับมาอีกครั้งก่อนหน้า แม้จะถูกลากเข้าไปเกี่ยวกับเรือนพักด้านตะวันตก แม้จะกินขนมของจวนอ๋องไปสองชิ้นครึ่ง แต่ท้ายที่สุดนางก็วางป้ายไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกมาได้
นี่เรียกว่าอะไร
เรียกว่าความพยายามไม่สูญเปล่า
ป้ายหยกกลับคืนสู่เ้าของ ข่าวลือคงค่อย ๆ เงียบลง ส่วนตัวนางก็จะกลับไปเป็คุณหนูสามผู้ไร้ตัวตนตามเดิม
ชีวิตสงบสุขอยู่ไม่ไกลแล้ว
ซูอวี่หลับตาพิงผนังรถม้าอย่างเหนื่อยล้า
นางอยากกลับจวน อาบน้ำอุ่น ดื่มชา กินข้าว แล้วนอนให้ยาวที่สุด
ไม่ต้องเจอเซียวอ๋อง
ไม่ต้องฟังข่าวลือ
ไม่ต้องคิดเื่มือสังหาร
ไม่ต้องถือป้ายหยกเ้าปัญหาอีก
แต่โลกนี้ดูเหมือนจะไม่ชอบให้นางสบายใจนานเกินไป
เพราะทันทีที่รถม้ากลับถึงจวนแม่ทัพ ความคิดงดงามทั้งหมดก็พังทลายลงอย่างไร้ความปรานี
หน้าประตูจวนมีคนของจวนอ๋องยืนเรียงกันเป็แถว
แต่ละคนถือกล่องไม้เคลือบสีดำขลับ ดูล้ำค่าเสียจนบ่าวรับใช้ในจวนแม่ทัพพากันแอบมองด้วยความตื่นเต้น
บางกล่องผูกผ้าแพรสีเงิน
บางกล่องประทับตราจวนอ๋อง
บางกล่องมีกลิ่นสมุนไพรหอมอ่อน ๆ ลอยออกมา
ซูอวี่ชะงักค้างั้แ่ยังไม่ทันก้าวลงจากรถม้า
หัวใจของนางหล่นวูบ
ไม่นะ
อย่าบอกนะว่า…
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดพ่อบ้านก้าวออกมาด้านหน้า ค้อมศีรษะให้นางอย่างสุภาพ
“คารวะคุณหนูซู ท่านอ๋องมีรับสั่งให้ข้าน้อยนำของมามอบให้ท่านขอรับ”
ซูอวี่ฝืนยิ้ม
“ของอะไรหรือ”
น้ำเสียงของนางฟังดูสงบมาก
แต่ในใจเริ่มวิ่งวนไปมาเหมือนม้าตื่นไฟ
พ่อบ้านตอบอย่างนอบน้อม
“ขนมบำรุงร่างกาย ยาชั้นดี ผ้าไหมกันลม และ…”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กจากแขนเสื้อออกมา
ซูอวี่มองกล่องนั้นด้วยสัญชาตญาณหวาดกลัว
พ่อบ้านเปิดฝากล่องช้า ๆ
ด้านในคือป้ายหยกสีขาวแกะสลักลายเมฆลอยที่นางเพิ่งทิ้งไว้บนโต๊ะของเซียวอ๋อง
“ป้ายหยกที่คุณหนูลืมไว้ที่จวนอ๋องขอรับ”
ซูอวี่แทบสำลักอากาศ
ลืม?
นางไม่ได้ลืม!
นางตั้งใจทิ้งไว้ต่างหาก!
นี่มันไม่ใช่ป้ายหยกแล้ว
นี่คือิญญาอาฆาตที่รู้จักทางกลับบ้าน!
พ่อบ้านยื่นกล่องให้ด้วยสองมือ สีหน้ายังคงสุภาพจนหาที่ติไม่ได้
“ท่านอ๋องยังฝากมาบอกว่า ของที่มอบให้แล้ว หากคุณหนูทำหายอีก พระองค์จะส่งคืนให้อีกทุกครั้งขอรับ”
รอบด้านเงียบสนิท
เงียบจนซูอวี่ได้ยินเสียงความหวังของตนเองแตกละเอียด
จากนั้นเสียงซุบซิบก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเหมือนไฟลามฟาง
“ท่านอ๋องใส่ใจคุณหนูสามถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ส่งของมาถึงจวน แล้วยังส่งป้ายคืนด้วยตนเองอีก”
“นี่มิใช่ของหมั้นหมายล่วงหน้าหรอกหรือ”
“ข้าว่าข่าวลือคงไม่ใช่แค่ข่าวลือแล้วกระมัง”
ซูอวี่หน้าซีด
ไม่ใช่!
ไม่ใช่เลย!
นางรีบหันไปมองพ่อบ้าน
“ข้าว่าท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้—”
ยังไม่ทันพูดจบ เสียงเข้มของแม่ทัพซูก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“อวี่เอ๋อร์”
ซูอวี่สะดุ้ง
จบแล้ว
เสียงนี้มักมาใน่ที่นางกำลังตกเป็ผู้ต้องสงสัยพอดี
บิดาของเ้าของร่างเดินออกมาพร้อมสีหน้าที่อ่านไม่ออก ฮูหยินใหญ่และพี่สาวทั้งสองคนยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของแต่ละคนคล้ายกำลังชมงิ้วฉากสำคัญ
โดยเฉพาะพี่สาวคนรอง ดวงตาเป็ประกายจนแทบเขียนคำว่า “เล่ามาเดี๋ยวนี้” ไว้บนหน้าผาก
แม่ทัพซูมองกล่องของขวัญเรียงราย ก่อนหันมามองบุตรสาว
“นี่คืออะไร”
ซูอวี่อ้าปาก
“ข้าอธิบายได้เ้าค่ะ”
“ดี อธิบายมา”
นางสูดหายใจลึก
ต้องอธิบายให้ชัด
ต้องใช้เหตุผล
ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจว่านางไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับเซียวอ๋อง
“ข้าไปคืนป้ายหยกให้ท่านอ๋องแล้ว แต่ท่านอ๋องไม่รับคืน จากนั้นข้าจึงวางไว้ที่จวนอ๋อง แต่ท่านอ๋องส่งกลับมาอีก ไม่ใช่ว่าข้าอยากรับไว้จริง ๆ นะเ้าคะ”
แม่ทัพซูนิ่งไปครู่หนึ่ง
“แปลว่าเ้าพยายามตัดสัมพันธ์ แต่เซียวอ๋องไม่ยอม”
ซูอวี่พยักหน้ารัวเร็ว
“ใช่เ้าค่ะ!”
รอบด้านเงียบลงอีกครั้ง
จากนั้นฮูหยินใหญ่ก็ยกผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เช่นนั้นท่านอ๋องก็จริงใจต่อเ้ามากทีเดียว”
ซูอวี่ถึงกับพูดไม่ออก
เดี๋ยวก่อน
เหตุใดจึงสรุปไปทางนั้น
พี่สาวคนรองหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไม่เคยเห็นท่านอ๋องตามตื๊อผู้ใดมาก่อน น้องสาม เ้ามีฝีมือจริง ๆ”
“ข้าไม่ได้มีฝีมือ!”
“ไม่ต้องเขินหรอก”
“ข้าไม่ได้เขิน!”
พี่สาวคนโตถอนหายใจอย่างเอ็นดู
“ยิ่งปฏิเสธยิ่งเหมือนเขิน”
ซูอวี่ได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ
นางอุตส่าห์ทะลุมิติมาเปลี่ยนชะตา
เหตุใดสุดท้ายกลับต้องมาคอยแก้ข่าวลือตัวเองทุกวัน
แม่ทัพซูมองป้ายหยกในมือนางอยู่นาน สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
“ในเมื่อท่านอ๋องตั้งใจมอบให้ เ้าก็เก็บไว้ก่อน”
“ท่านพ่อ!”
“่นี้มีมือสังหารจ้องเล่นงานเซียวอ๋อง และเ้าเองก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่จวนเสนาบดีแล้ว ป้ายนี้อาจช่วยชีวิตเ้าได้”
คำพูดนั้นทำให้ซูอวี่ชะงัก
นางเถียงไม่ออก
เพราะความจริงก็คือ ตอนนี้นางไม่รู้แล้วว่าใครเป็ศัตรู ใครเป็มิตร และใครกันแน่ที่้าให้นางตาย
ในนิยาย นางรู้ว่าคุณหนูสามจะตายในอีกสามเดือนข้างหน้า
แต่เมื่อเส้นเื่เริ่มเปลี่ยนไป สิ่งที่นางเคยรู้ก็ไม่อาจเชื่อถือได้อีก
บางทีนางอาจตายช้ากว่าเดิม
หรือแย่กว่านั้น
อาจตายเร็วกว่าที่ควร
สุดท้ายซูอวี่จึงจำใจรับป้ายหยกกลับเข้าห้องด้วยหัวใจหนักอึ้ง
คืนนั้น นางนั่งมองป้ายหยกบนโต๊ะราวกับมันเป็สัตว์ประหลาด
ป้ายหยกวางนิ่งอยู่ตรงนั้น
งดงาม
เย็นเฉียบ
และน่ารำคาญอย่างยิ่ง
“เ้าชนะแล้ว”
ซูอวี่พึมพำกับป้ายหยก
“ข้ายอมแพ้”
ชิงเหอที่กำลังเปิดกล่องขนมของจวนอ๋องหันมามองนางด้วยสีหน้างุนงง แต่ยังไม่ทันถามอะไร กลิ่นหอมหวานก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง
“คุณหนู ลองชิมไหมเ้าคะ กลิ่นหอมมากเลย”
ซูอวี่ตั้งใจจะปฏิเสธทันที
นางเป็คนมีศักดิ์ศรี
จะไม่หลงกลขนมของตัวร้ายเด็ดขาด
แต่ท้องกลับร้องขึ้นมาก่อนอย่างไม่ไว้หน้า
โครก…
ทั้งห้องเงียบไปชั่วขณะ
ชิงเหอค่อย ๆ ยิ้ม
ซูอวี่กระแอมเบา ๆ
“…ชิมนิดเดียวก็ได้”
ชิงเหอยิ้มกว้าง รีบหยิบขนมใส่จานให้นาง
ซูอวี่หยิบขนมขึ้นมากัดหนึ่งคำ
เนื้อขนมนุ่มจนแทบละลายในปาก หวานกำลังดี มีกลิ่นดอกกุ้ยฮวาอ่อน ๆ ชวนให้หยิบคำต่อไปโดยไม่รู้ตัว
อร่อยเกินไปแล้ว
นี่ไม่ยุติธรรม
ตัวร้ายหน้าตาดีเกินไปยังพอทน
แต่ขนมจากจวนเขายังอร่อยเกินไปอีก
เช่นนี้จะให้คนเอาชีวิตรอดอย่างมีสติได้อย่างไร
ซูอวี่เผลอกินไปสามชิ้น ก่อนจะรีบตั้งสติ
ไม่ได้
อย่าหลงกลขนมของตัวร้าย
นางวางขนมลงอย่างเด็ดเดี่ยว ทว่าขณะกำลังจะปิดฝากล่อง สายตากลับสะดุดกับกระดาษแผ่นเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้ารองขนม
ซูอวี่ชะงัก
นางหยิบกระดาษขึ้นมาเปิดอ่าน
ลายมือบนกระดาษเรียบคม เส้นอักษรหนักแน่นราวกับเ้าของลายมือไม่มีนิสัยลังเลแม้แต่น้อย
มีเพียงประโยคสั้น ๆ
“หากอยากรู้เื่มือสังหาร คืนนี้มาพบข้าที่หอชมจันทร์”
ซูอวี่นิ่งไปทันที
ชิงเหอชะโงกหน้าเข้ามาดู ก่อนเบิกตากว้าง
“คุณหนู นี่เป็จดหมายนัดพบหรือเ้าคะ”
“ไม่ใช่”
ซูอวี่พับกระดาษทันที
“นี่คือกับดัก”
“กับดักหรือเ้าคะ”
“ใช่ กับดักชัด ๆ”
ตัวร้ายส่งขนมมา
ซ่อนจดหมายไว้ใต้ขนม
นัดพบตอนกลางคืน
สถานที่ชื่อหอชมจันทร์
องค์ประกอบครบถ้วนยิ่งกว่านิยายรักลับ ๆ ในตลาดเสียอีก
หากนางไป เท่ากับเดินเข้าไปในหมากที่เขาวางไว้
หากไม่ไป…
นางอาจพลาดเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับมือสังหาร และอาจปล่อยให้ความตายของตัวเองขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม
ชิงเหอมองนางอย่างกังวล
“แล้วท่านจะไปไหมเ้าคะ”
ซูอวี่ตอบทันที
“ไม่ไป”
น้ำเสียงหนักแน่นมาก
หนักแน่นจนชิงเหอเผลอถอนหายใจโล่งอก
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ซูอวี่ยืนอยู่หน้าประตูหลังจวนในชุดคลุมสีเข้ม พร้อมผ้าคลุมศีรษะ
ชิงเหอถือโคมไฟเล็ก ๆ ยืนอยู่ข้างกาย สีหน้าเหมือนอยากร้องไห้
“คุณหนู ท่านบอกว่าจะไม่ไป”
ซูอวี่กระแอมเบา ๆ
“ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
“เปลี่ยนเร็วเกินไปไหมเ้าคะ”
“คนฉลาดต้องรู้จักปรับแผนตามสถานการณ์”
“แต่เมื่อครู่ท่านยังบอกว่านี่คือกับดัก”
“รู้ว่าเป็กับดัก ไม่ได้แปลว่าจะหลีกเลี่ยงได้เสมอไป”
ชิงเหอทำหน้าเหมือนฟังแล้วอยากร้องไห้กว่าเดิม
“เพราะอะไรเ้าคะ”
ซูอวี่กำกระดาษในมือแน่น
เพราะหากมือสังหารเกี่ยวข้องกับความตายของนางในอนาคต นางก็ไม่อาจนั่งรอความตายอยู่เฉย ๆ ได้
เพราะเรือนพักด้านตะวันตกอาจกลายเป็หลักฐานมัดตัวนางเมื่อใดก็ได้
เพราะศัตรูในเงามืดเริ่มลงมือเร็วกว่าต้นฉบับ
และเพราะตอนนี้…
มีเพียงเซียวอ๋องเท่านั้นที่ดูเหมือนรู้เื่มากพอจะช่วยนางได้
แม้เขาจะเป็ตัวร้ายก็ตาม
ซูอวี่สูดลมหายใจลึก ก่อนพึมพำกับตัวเอง
“ข้าไม่ได้ไปหาเขา”
ชิงเหอกะพริบตา
“แล้วไปหาใครเ้าคะ”
ซูอวี่ตอบเสียงหนักแน่น
“ไปหาความจริง”
พูดจบ นางก็ดึงผ้าคลุมศีรษะลงต่ำกว่าเดิม แล้วก้าวออกจากประตูหลังจวนอย่างระมัดระวัง
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองหลวงเงียบสงบกว่ากลางวันมาก
แสงโคมตามตรอกเล็กส่องสลัว ลมเย็นพัดผ่านชายเสื้อ ทำให้ซูอวี่รู้สึกเหมือนทุกเงามืดกำลังจับตามองนางอยู่
ทุกก้าวที่เดินออกจากจวนแม่ทัพ คือทุกก้าวที่พานางเข้าใกล้ตัวร้ายมากขึ้น
ทั้งที่ตั้งใจหนี
ทั้งที่ตั้งใจตัดขาด
สุดท้ายกลับเป็นางเองที่เดินไปหาเขา
ในใจมีเสียงเล็ก ๆ แย้งขึ้นมาอย่างไม่ไว้หน้า
ความจริงอะไรกัน
เ้าแค่กำลังเดินเข้าหาตัวร้ายอีกครั้งเท่านั้นแหละ
ซูอวี่เม้มปากแน่น
“เงียบไปเลย”
ชิงเหอสะดุ้ง
“คุณหนูว่าอะไรนะเ้าคะ”
“ไม่มีอะไร”
ซูอวี่รีบตอบ แล้วเร่งฝีเท้าไปตามตรอกมืด
ทว่าเมื่อนางเลี้ยวผ่านกำแพงด้านหลังจวนได้ไม่ไกล เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือหลังคาฝั่งตรงข้าม
ชายชุดดำยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ครึ่งดวง
เงานั้นนิ่งมาก
นิ่งเสียจนคล้ายรออยู่ก่อนแล้ว
ซูอวี่หยุดฝีเท้าทันที
หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม
เงาร่างนั้นก้าวลงจากหลังคาอย่างเงียบงัน ราวกับใบไม้ร่วงลงพื้น
เมื่อเข้ามาใกล้ กลิ่นไม้จันทน์จาง ๆ ก็ลอยมากับลมเย็น
ซูอวี่หลับตา
ไม่ต้องเดาแล้ว
นางรู้ทันทีว่าเป็ใคร
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของตรอก
“เ้าช้ากว่าที่ข้าคิดไว้ครึ่งชั่วยาม”
ซูอวี่ลืมตาขึ้น
เซียวอ๋องยืนอยู่ตรงหน้าในชุดคลุมสีดำเรียบง่าย ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ใต้แสงจันทร์ ดวงตาคมลึกมองนางอย่างสงบนิ่ง
นางกัดฟันถาม
“ท่านรู้ว่าข้าจะมา?”
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย
“เ้ากลัวตายเกินกว่าจะไม่มา”
ซูอวี่พูดไม่ออก
เจ็บ
แทงใจดำมาก
เซียวอ๋องเหลือบมองชุดคลุมสีเข้มและผ้าคลุมศีรษะของนาง
“แต่งตัวเช่นนี้ คิดว่าไม่มีใครจำได้หรือ”
ซูอวี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“อย่างน้อยก็ดีกว่าเดินออกมาในชุดคุณหนูสกุลซูเต็มยศเพคะ”
“อืม”
เขาพยักหน้า
“เหมือนคนร้ายมากกว่าเดิม”
“…”
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก
อดทนไว้
เขาคือคนที่มีเบาะแส
อย่าเพิ่งโมโหจนกลับจวน
เซียวอ๋องหันหลัง
“ไปเถิด”
ซูอวี่ชะงัก
“ไปที่หอชมจันทร์หรือเพคะ”
“อืม”
เขาตอบเรียบ ๆ
“ข้าจะรอเ้าอยู่ที่นั่น”
ซูอวี่กะพริบตา
“แล้วท่านจะไม่ไปพร้อมกันหรือเพคะ”
เซียวอ๋องเหลือบมองตรอกแคบด้านหลังนาง
“หากมีคนสะกดรอยตามเ้า อย่างน้อยพวกมันควรเห็นว่าเ้ามาคนเดียว”
หัวใจของซูอวี่หล่นวูบ
“มีคนตามข้าหรือเพคะ”
“ยังไม่มี”
เขาหยุดเล็กน้อย
“แต่เ้าไม่ควรประมาท”
ซูอวี่กำชายเสื้อแน่น
คำพูดนั้นทำให้ความเย็นของกลางคืนซึมลึกเข้าไปในอก
เซียวอ๋องมองนางนิ่ง ๆ
“ซูอวี่”
เขาเรียกชื่อนางเบา ๆ
“จากนี้ไป หากเ้าอยากมีชีวิตรอด อย่าเชื่อเพียงสิ่งที่เ้าคิดว่าตนเองรู้”
คำพูดนั้นทำให้ซูอวี่ชะงัก
ลมยามค่ำคืนพัดผ่านตรอกแคบ
แสงจันทร์ตกกระทบป้ายหยกในมือของนางจนเย็นวาบ
ซูอวี่เงยหน้ามองเซียวอ๋อง
เป็ครั้งแรกที่ความกลัวในใจไม่ได้เกิดจากคำว่า “ตัวร้าย” ที่นางเคยจำได้จากนิยาย
แต่เกิดจากความจริงที่ว่า…
เขาอาจมองออกมากกว่าที่นางคิด
และคืนนี้ สิ่งที่รออยู่ที่หอชมจันทร์ อาจไม่ใช่เพียงคำตอบเื่มือสังหาร แต่อาจเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้นางไม่มีทางถอยกลับไปเป็ตัวประกอบได้อีก