ระบำใต้เงาหลิวจันทราทอแสง ขับขานเคล้าพัด กลิ่นมาลีโชย
เรือนหอมระรื่นฮูหยินรองเผยได้บรรจงจัดแต่งไว้อย่างประณีตบรรจงดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานเรียงรายส่งกลิ่นหอมกรุ่นไม่ขาดสายสะพานทอดผ่านคลองน้ำคดเคี้ยวสู่ศาลาเย็นสบายเบื้องบนที่ซึ่งสตรีผู้หนึ่งกำลังขับขานบทเพลงพร้อมร่ายรำอย่างอ่อนช้อย
ผ้าแพรเนื้อบางเบาพลิ้วไหวไปตามสายลมช่างเป็นท่วงท่าที่งดงามประดุจเทพธิดา ยั่วยวนจินตนาการให้โลดแล่นมิรู้จบ
“แม่นางเคอช่างงดงามขึ้นทุกวัน ทั้งสามารถร้องเพลงแลร่ายรำทั้งยังมีท่วงท่าสง่างาม ช่างเป็นบุญของฮูหยินเคอนัก” ฮูหยินรองเผยเอ่ยชื่นชมมองดูอย่างเพลิดเพลิน
“ฮูหยินรองกล่าวเกินจริงไปแล้วเจ้าค่ะ วัยแรกแย้มก็เช่นนี้ล้วนน่ารักน่าเอ็นดูทั้งสิ้น” ฮูหยินเคอยิ้มอย่างถ่อมตน“บุตรสาวข้าจะไปเปรียบกับคุณหนูรองที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่พาดพิงถึงเผยฉางสี่ฮูหยินรองเผยก็มีสีหน้าปวดหัว นางโบกมือพลางกล่าวว่า“เกรงว่าความซุกซนของนางคงเป็นที่รู้กันทั่วคงมิใช่นางผู้สงบเสงี่ยม เมื่อถึงวัยปักปิ่นจะมีบ้านไหนกล้ามาสู่ขอนางกันเล่า!”
งานชมสวนในครั้งนี้ได้รวบรวมบรรดาแขกเหรื่อที่คุ้นเคยกับตระกูลเผยมาเนิ่นนานเมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็หัวเราะออกมา
“ฮูหยินรองอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะคุณหนูรองเป็นคนไร้เดียงสาและซื่อตรง มีคุณชายผู้ดีมากมายรอคอยนางอยู่หากมิใช่เช่นนั้นข้าเองก็อยากจะไปสู่ขอบุตรสาวท่านให้เจ้าลูกชายตัวร้ายของข้าเสียด้วยซ้ำ!ฮ่าฮ่าฮ่า...”
คำพูดหยอกล้อนี้ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้กึ่งล้อเล่นกึ่งหยั่งเชิงงานชมสวนนี้แต่เดิมก็เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อการหาคู่ให้เหล่าบุตรหลานที่กำลังจะเติบโตบรรดาสตรีสูงศักดิ์ต่างก็จับจ้องมองหาผู้ที่หมายปองไว้อย่างลับๆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวันเย่ชิงชิงได้พบกับคุณหนูเหล่านั้นอีกครั้ง... ได้แก่ คุณหนูอันจากเมืองใต้คุณหนูหลิ่วจากฉีโจว และคุณหนูไช่จากฉางหลิน
การพบกันเพียงครั้งเดียวครานั้นเลือนรางไปนานแล้วบัดนี้คุณหนูทั้งหลายต่างอยู่ในวัยที่เหมาะสมแก่การออกเรือนใบหน้าของพวกนางดูดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับหลายปีก่อนหน้างดงามราวกับดอกไม้งามที่กำลังจะเบ่งบาน
ในหมู่พวกนางคุณหนูไช่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด นางเม้มปากอย่างเงียบขรึมและสุขุมดวงตาไม่เหลียวมองวอกแวกซ้ายขวาอีกต่อไป แม้แต่รอยยิ้มก็เป็นเพียงรอยยิ้มบางๆเท่านั้น
“เชิญทุกท่านนั่งก่อนเจ้าค่ะ” เผยฉางสี่กล่าวเชิญชวนพลางฉีกยิ้มมือหนึ่งจูงเย่ชิงชิงเข้ามาพลางแนะนำว่า “พวกท่านยังจำแม่นางชิงผู้นี้ได้หรือไม่?ตอนนั้นพวกเรายังเด็กนัก ไม่รู้จักกาลเทศะ จึงได้ล้อเลียนนางไป”
คุณหนูทั้งหลายมองหน้ากันพลางจ้องเย่ชิงชิงโดยไม่พูดอะไรแม้จะเคยพบกันเพียงครั้งเดียวและเวลาผ่านไปนานแล้วแต่พวกนางก็ไม่อาจลืมเรื่องในครั้งนั้น
เพราะหลังจากปีใหม่นั้นคุณชายเจ้าของห้างก็ไม่ยอมออกมาต้อนรับพวกนางด้วยตัวเองอีกเลยทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยียนกับครอบครัวก็จะมีเพียงคุณชายใหญ่เผยที่พาฉางสี่มาต้อนรับเด็กๆ เท่านั้นพวกนางอุตส่าห์มาหาถึงที่ แต่กลับไม่เห็นคุณชายรองปรากฏตัว จะไม่ให้หงุดหงิดได้อย่างไรกันเล่า
อากาศในห้องเงียบสงัดอยู่ประมาณสามสี่วินาทีเผยฉางสี่กรอกตาไปมาการเริ่มต้นด้วยเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ดูเหมือนจะ...ไม่ค่อยเหมาะอย่างนั้นหรือ?หรือว่านางพูดผิดไปแล้ว...
“ข้าเดินชมถนนจิ้นเหมินบ่อยครั้ง จึงไม่แปลกใจที่จะรู้จักแม่นางชิง”เคออิ๋งอิ๋งกล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ เป็นผู้เชื่อมบทสนทนานางเพิ่งจะเต้นรำเสร็จ เสียงที่เปล่งออกมาจึงเหนื่อยหอบเล็กน้อย
“ข้าขอบคุณแม่นางเคอที่เมตตาเจ้าค่ะการเต้นรำของท่านเมื่อครู่ช่างงดงามจับใจยิ่งนัก” เย่ชิงชิงโค้งคำนับนางแม้ว่าอีกฝ่ายจะส่งของขวัญมาแสดงความยินดีในวันเปิดร้านแต่คุณหนูผู้นี้มิใช่ผู้ที่ควรจะคบหาด้วยง่ายๆ นางจึงตัดสินใจว่าจะรักษาระยะห่างไม่ขอคบค้าสมาคมอย่างลึกซึ้ง
เผยฉางสี่เห็นว่าบรรยากาศผ่อนคลายลงแล้วจึงกล่าวด้วยความยินดีว่า “ท่ารำของอิ๋งอิ๋งนั้นเป็นเลิศนักในเมืองสืออันแทบจะหาผู้ใดทัดเทียมไม่ได้เลยเจ้าค่ะ”
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือคำพูดนี้ไม่เพียงแต่ไม่มีใครเห็นด้วย แต่กลับกระตุ้นให้คุณหนูคนอื่นๆ พูดขึ้นบ้าง
“แท้จริงแล้วมีไม่กี่คนที่จะเทียบท่าเต้นรำของแม่นางเคอได้นอกจากเมิ่งจือเสี่ยวแห่งเรือนเยวี่ยไหลเค่อแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้อีกแล้ว”คุณหนูอันเลิกคิ้วขึ้นแล้วยิ้มให้กับเคออิ๋งอิ๋ง
เมิ่งจือเสี่ยวหรือ?รอยยิ้มบนริมฝีปากของเคออิ๋งอิ๋งค่อยๆ เลือนหายไปคิ้วของนางขมวดเล็กน้อย
ไช่อี้หลิงที่อยู่ทางขวาจัดวางเตาชงชาให้เข้าที่แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “นำเมิ่งจือเสี่ยวมาเปรียบเทียบเช่นนี้คุณหนูอันเสียมารยาทแล้ว”
เรือนเยวี่ยไหลเค่อเป็นสถานที่พิเศษที่มีชื่อเสียงด้านสตรีผู้มีความสามารถแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเป็นโรงคณิกาได้และเมิ่งจือเสี่ยวผู้นั้นก็คือดอกไม้งามแห่งยุคนี้
“ก็แค่พูดถึงท่าเต้นรำ ข้าได้กล่าวถึงสิ่งอื่นใดอีกหรือเจ้าคะ?” คุณหนูอันแบมือแล้วกล่าวพลางยิ้มว่า “แม่นางเคอผู้สูงส่งและสง่างามเช่นนี้จะกลัวการถูกเปรียบเทียบกับหญิงคณิกาได้อย่างไรกันเล่าเจ้าคะ?”
“นั่นสิ ผู้ที่บริสุทธิ์ดุจดอกบัวแม้เกิดในโคลนตมจะยอมให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องมาทำให้เสียชื่อเสียงได้อย่างไรเล่า?” คุณหนูหลิ่วถือถ้วยชา พลางเหลือบมองนางด้วยแววตาที่กำลังรอชมความบันเทิง
เย่ชิงชิงสัมผัสได้ถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างพวกนางดูเหมือนจะกำลังรังเกียจเคออิ๋งอิ๋งอยู่? แต่เคออิ๋งอิ๋งมิใช่ผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาโดยตลอดหรอกหรือ?การปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยนและสุภาพ ไม่ว่าจะแสร้งทำหรือไม่อย่างน้อยก็ไม่ควรทำให้ผู้ใดเกลียดชัง
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกเคออิ๋งอิ๋งก้มหน้าเงียบงัน เผยฉางสี่ก็ลำบากใจยิ่งนักนางอดไม่ได้ที่จะมองไปยังเย่ชิงชิงหวังว่าการมาของสหายใหม่จะช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของพวกนางได้
เย่ชิงชิงไม่รู้ความนัยจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวายนี้ได้อย่างไรนางแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นคำบอกใบ้ของเผยฉางสี่
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเล็กน้อยโชคดีที่โต๊ะของพวกนางไม่ได้ตกอยู่ในความเงียบเชียบเช่นนี้นานนักมีคนจากทางฮูหยินรองเผยมาส่งข่าวว่าท่านผู้อาวุโสมาถึงแล้วขอให้ทุกคนย้ายไปที่ศาลาไฉ่ชิง
ท่านผู้อาวุโสมิใช่ญาติของตระกูลเผยและมิใช่ผู้อาวุโสจากตระกูลอื่นใด แต่นางเป็นผู้สูงวัยที่สุดในเมืองสืออันปีนี้นางอายุแปดสิบสองปี เป็นหนึ่งในผู้ที่อายุยืนยาวหาได้ยากผู้คนต่างเรียกนางว่าท่านผู้อาวุโส และเคารพนับถือนางเป็นอย่างมาก
หญิงชรานั่งอยู่บนรถเข็นไม้มีพี่เลี้ยงสองคนคอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางปรากฏกายอยู่บนขั้นบันได