1……
ฝนที่โปรยปรายลงมาเพียงเปาะแปะในตอนแรกเริ่มที่จะหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆส่งผลให้ฝูงชนที่มาชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภาแตกฮือออกไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดที่จะอยู่รวมกลุ่มกันอีกต่อไป
“อย่าเพิ่งกลับบ้านกันนะครับ…พวกเราจะต้องร่วมมือกันจนกว่าคนของรัฐบาลจะออกมารับข้อเรียกร้อง ขอให้พี่น้องชาวบีบีซี.ทุกคนจงสามัคคีกัน อย่าเพิ่งยอมแพ้ พวกเรายืนรอมาั้แ่แดดเปรี้ยง ๆ จนเทวดาท่านเห็นใจส่งน้ำฝนลงมาอวยชัยดับร้อนให้พวกเราในตอนนี้แล้วพวกเราจะไม่รับคำอวยพรได้อย่างไร จริงไหมพี่น้อง..”
เสียงแหบแห้งที่พยายามตะเบ็งเสียงจนเห็นเส้นเอ็นที่ลำคอปูดโปนเป็เสียงของแกนนำที่พูดผ่านเครื่องขยายเสียงบนรถหกล้อ เขาถือโอกาสเปลี่ยนวิกฤตให้เป็โอกาสโดยอาศัยฝนที่กำลังตกลงมาว่าเป็คำอวยพรจากฟากฟ้าทำให้ผู้รับพรเบื้องล่างต่างก็เปียกปอนตัวสั่นงันงกกันถ้วนหน้าชุดฟอร์มของสุภาพสตรีที่เป็ผ้าค่อนข้างเบาบางนั้น เมื่อถูกน้ำฝนเข้าไปก็ทำให้ผ้าแนบเนื้อจนบางคนต้องยกมือกอดอกเอาไว้
เปมิกาสวมชุดฟอร์มเต็มยศด้วยการสวมสูทตัวนอกมาด้วย จึงหมดปัญหาเื่ผ้าแนบเนื้อและเลือกสวมเป็กางเกงขายาวแทนกระโปรงมา แต่หล่อนก็ยังยืนกัดฟันรับพรจากฟากฟ้าด้วยความหนาวเหน็บร่วมกับผู้ชุมนุมกว่าห้าร้อยชีวิต
เปมิกาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะออกมาเดินขบวนเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลหล่อนเคยเห็นเพียงในข่าวว่ามีผู้เดือดร้อนจากที่ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็เกษตรกรที่เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ หล่อนได้แต่ดูข่าวประเภทนั้นผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจนักต่อเมื่อวันนี้หล่อนต้องมาเป็ฝ่ายเดือดร้อนเสียเองจึงได้เข้าใจความรู้สึกของคนเ่าั้
เปมิกา ทำงานอยู่กับธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การหรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า บีบีซี.ที่ถูกสั่งปิดในยุคเศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ที่เรียกว่ายุค ไอ.เอ็ม.เอฟ. ซึ่งรัฐบาลต้องไปกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศจำนวนมากและมีสถาบันการเงินประเภทบริษัทเงินทุนหลายแห่งถูกปิดตัวไปก่อนหน้านี้หลายสิบแห่งแต่ที่เป็สถาบันการเงินอย่างธนาคาร เพิ่งจะมี บีบีซี. เป็เ้าแรก ดังนั้นเปมิกาพร้อมเพื่อนพนักงานอีกกว่าห้าพันชีวิตจึงถือได้ว่าเป็กลุ่มบุคคลสุดซวยรุ่นแรกที่ถูกเชือดเซ่นสังเวยต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแห่งยุค
คำสั่งปิดธนาคารเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีการจัดแถลงข่าวถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์โดยตั้งหัวข้อเื่ว่า “มาตรการ 14 สิงหา” แต่ในความรู้สึกของเปมิกาแล้ว มันน่าจะเป็ “มาตรการ 14สิงหาบ้าทั้งแบ็งก์” มากกว่า เนื่องจากทำให้พนักงานทั้งธนาคาร ต้องช็อกจนแทบบ้ากันไปหมดกับข่าวร้ายที่ประกาศออกมาแบบฟ้าผ่าเปรี้ยงไม่ทันตั้งตัวไว้ล่วงหน้านั่นเอง
สื่อมวลชนที่ขุดคุ้ยเปิดโปงการล่มสลายของบีบีซี.ต่างก็เสนอข่าวออกมาในทำนองเดียวกันว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในธนาคารจนยากที่จะเยียวยา และต้องมาพบจุดจบในยุคไอ.เอ็ม.เอฟ.นี้เข้าพอดี
“ฝนหยุดตกแล้วครับพี่น้อง!…”
เปมิกา สะดุ้ง เมื่อได้ยินประกาศดังขึ้นหล่อนเพิ่งจะรู้สึกตัวเดี๋ยวนี้เองว่าฝนหยุดตกแล้ว มือที่กอดอกอยู่เริ่มที่จะคลายออก ก่อนจะใช้มือลูบไปตามส่วนแขนทั้งสองข้างเป็การรีดน้ำที่แทรกซึมอยู่ตามเนื้อผ้าให้ไหลออกไป ผู้ร่วมชุมนุมที่หลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้เริ่มเคลื่อนไหวหลังจากที่ยืนกอดอกก้มหน้านิ่งอยู่นาน ทุกคนมีสภาพไม่ได้แตกต่างกันทั้งเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มน้ำ ผมเผ้าที่ลีบแบนไร้ทรง
“พี่น้องครับ..ทางแกนนำเราได้ปรึกษากันแล้วว่าเพื่อไม่เป็การทรมานสุภาพสตรีจนเกินไป จึงขอให้คุณผู้หญิงกลับบ้านได้ เราขอแรงเฉพาะผู้ชายที่แข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวอยู่เป็เพื่อนกันก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปนะครับ…”
สิ้นเสียงประกาศก็ได้รับการปรบมือจากสุภาพสตรีที่ระริกระรี้ขึ้นมาทันตา ไม่เว้นแม้แต่
เปมิกาที่หันมาสบตากับสิตาเพื่อนร่วมงานด้วยความดีใจที่จะได้รีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัว
“เฮ้ย!..ไอ้ป่าน ไอ้ตาอยู่กันตรงนี้เองตามหาแทบแย่…”
สุรพล เดินเข้ามาทักสองสาวเสียงดังเขาเป็หัวหน้าแผนกสินเชื่อของเปมิกานั่นเอง
“อุ๊ย! พี่พล…ทำไมผมเผ้า เสื้อผ้าไม่เปียกเลยหลบฝนแถวไหนเหรอพี่..” สิตาสงสัย
“ก็คลานไปอยู่ใต้ท้องรถหกล้อน่ะสิ…”
สองสาวหัวเราะด้วยความขบขัน เปมิกานึกภาพหัวหน้าคลานกระดึ้บ ๆ เข้าไปใต้ท้องรถ
“ยังนึกขอบคุณความฉลาดของตัวเองเลย ถ้าเปียกเหมือนพวกเธอสองคน พี่คงต้องยืนแฉะต่อไปอีกทั้งคืนแล้วนี่ได้ยินประกาศแล้วใช่ไหมเขาให้พวกผู้หญิงกลับบ้านได้”
สุรพลถามสองสาวด้วยความใส่ใจ
“รู้แล้วค่ะ..เราสองคนก็กำลังจะกลับกันแล้วล่ะ..”
เปมิกาบอก
“งั้นก็รีบไปเถอะเดี๋ยวค่ำมืดกว่านี้จะลำบาก..พี่ขอเป็ตัวแทนสาขาของเราอยู่ร่วมชุมนุมเอง”
“ป่าน…จะกลับยังไง..”
สิตาหันมาถามเปมิกา ด้วยความเป็ห่วง
“สภาพแบบนี้ขืนขึ้นรถเมล์คนคงมองฉันกันทั้งคันรถ..ไปแท็กซี่ดีกว่า”
“อีตารินหายหัวไปไหนล่ะ..ไม่มารับเหรอ..”
สิตาเอ่ยถึงบุรินทร์ซึ่งเป็คนรักของเปมิกาด้วยความรู้สึกหมั่นไส้
“รินเขางานยุ่ง..…” เปมิกาพูดเสียงอ้อมแอ้ม
“เป็แฟนประสาอะไร้ไม่เคยดูดำดูดีเธอสักนิดอ้างงานยุ่งทั้งปี ที่แท้คงกลัวเปลืองน้ำมันรถ”
สิตาพูดประชดไปถึงบุรินทร์ด้วยน้ำเสียงเจือด้วยความเยาะหยัน
“เอาน่าตา…เดี๋ยวฉันจะไปเรียกแท็กซี่แล้ว..แยกกันตรงนี้นะ”
เปมิการีบตัดบทไม่ให้อีกฝ่ายได้พูดต่ออีก
“ป่าน..เดี๋ยวสิ..ฉันกลับไปเอารถที่แบ็งก์แล้วจะไปส่งเธอที่คอนโดเอง” สิตารีบท้วงไว้
“ไม่ล่ะ…ี้เีย้อนไปย้อนมา…”
เปมิการีบเดินออกไป หล่อนรู้ดีว่าสิตาไม่ชอบคนรักของหล่อนมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วยิ่งถ้าบุรินทร์กับสิตา มีอันต้องเผชิญหน้ากันสิตาก็จะหาเื่แขวะประชดประชันบุรินทร์ทันที ในขณะที่บุรินทร์ก็ใช่ย่อยมีคำพูดเหน็บแนมให้สิตาเจ็บใจไม่แพ้กัน ทำให้คนกลางอย่างเปมิกาได้แต่มองตาปริบ ๆด้วยคนหนึ่งก็เป็เพื่อนซี้ อีกคนหนึ่งก็เป็คนรัก ไม่รู้จะเข้าข้างใครดี หล่อนจึงได้แต่ปล่อยให้ทั้งคู่เป็ขมิ้นกับปูนกันอยู่อย่างนั้นมาเกือบจะสามปีเท่า ๆ กับที่เปมิกาคบหากับบุรินทร์
“พี่ป่าน!..ทำไมเหมือนลูกหมาตกน้ำเลยพี่..”
ปัญญาอดขำไม่ได้เมื่อโผล่หน้ามาเปิดประตูห้องให้ เปมิกาผู้เป็พี่สาว
“มันดูแย่มากใช่ไหม…”
เปมิกาถามน้องชายหน้าละห้อยน้ำเสียงเซ็งๆ
“เหมือนถูกใครไล่ปล้ำมามากกว่า..”
ปัญญา พูดกลั้วหัวเราะก่อนจะปิดประตูห้องและกลับไปนั่งดูโทรทัศน์ต่อปล่อยให้พี่สาวเดินเข้าไปที่ห้องส่วนตัวของหล่อนซึ่งอยู่ติดกับห้องของเขา
ห้องที่เปมิกา อยู่กับ ปัญญาเป็ห้องชุดที่มีห้องนอน 2 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้อง พร้อมห้องโถงที่ไม่กว้างนักสำหรับทำเป็มุมรับแขกและกั้นส่วนทำครัวเล็ก ๆ และยังมีระเบียงขนาดเล็กยื่นออกไปซึ่งเปมิกาใช้สำหรับปลูกต้นไม้กระถางไว้จนเต็ม
เปมิกา ซื้อห้องชุดนี้ต่อจากเ้าของห้องคนเก่าเมื่อสามปีที่แล้วแม้หล่อนจะรู้ประวัติว่ามีการฆาตกรรมกันเกิดขึ้น แต่เปมิกาก็สามารถข่มความกลัวเอาไว้ได้เมื่อเ้าของห้องพร้อมที่จะขายให้ในราคาถูกกว่าปกติ หล่อนจึงยอมเป็หนี้ก้อนโตด้วยการกู้เงินธนาคารมาซื้อห้องนี้เอาไว้และคาดหวังว่าภายในยี่สิบปีข้างหน้าหล่อนจะต้องผ่อนหนี้หมด
แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นที่ทำงานของเปมิกาถูกสั่งปิด หล่อนจะต้องตกงานในขณะที่ยังผ่อนห้องชุดไปได้ไม่ถึงครึ่ง และยังมีภาระต้องส่งเสียปัญญาเรียนอีกด้วยน้องชายของหล่อนกำลังเรียนอยู่ปีสุดท้ายใกล้จะจบปริญญาตรีเสียด้วยหล่อนจึงวิตกกังวลกับเื่นี้ไม่ใช่น้อย
“นั่น.พี่ป่านนี่...อ้าวหายไปซะแล้ว”
ปัญญาจ้องที่จอโทรทัศน์พร้อมอุทานน้ำเสียงตื่นเต้น
“พี่อยู่นี่จะหายไปไหนยะ..ไม่ได้เป็ิญญาซะหน่อย”
เปมิกาเดินเข้ามาในชุดเสื้อแขนกุดกับกางเกงขาสามส่วนพร้อมกับถือผ้าเช็ดผมมาด้วย
“เมื่อกี้ มีข่าวแบ็งก์บีบีซี.ปอเห็นพี่ป่านยืนตากฝนเหมือนนางเอกมิวสิควีดีโอเลย..แต่เห็นแค่แว้บเดียวเอง” ปัญญาหันมาบอกพี่สาว
“พี่ไม่ได้ไปแสดงมิวสิค นะยะ...ไปประท้วงให้รัฐบาลหางานใหม่ให้ทำ..แต่ดูท่าจะประท้วงชะตาชีวิตซะมากกว่า”
เปมิกาพูดคล้ายปลงก่อนจะทรุดนั่งลงข้างๆ น้องชาย
“ข่าวเมื่อกี้..บอกว่าจะให้เงินชดเชยตั้งหลายเดือนด้วย…”
ปัญญาบอกเล่าตามข่าวให้พี่สาวฟัง
“เชื่อข่าวคงได้ออกลูกเป็ลิงแน่ ความจริงยังไม่รู้เลยว่าจะได้เท่าไหร่ ได้มาก็ยังไม่รู้ว่าจะพอกับค่าใช้จ่ายอะไรบ้างหรือเปล่า…ที่สำคัญไม่รู้จะหางานใหม่ได้ไหม”
เปมิการู้สึกไม่มั่นใจกับอนาคต
“พ่อกับแม่บอกว่าถ้าอยู่กรุงเทพฯลำบากก็ให้กลับไปอยู่ชนบทบ้านเราไปก่อน”
“อุตส่าห์เรียนจนจบปริญญาได้เป็สาวแบ็งก์อยู่ตั้งนานจู่ ๆ จะให้ไปทำไร่ไถนาที่บ้านนอก รู้อย่างนี้จบปอหกแล้วออกมาเลี้ยงควายั้แ่แรกก็ดีแล้วไม่ต้องดิ้นรนเรียนจนจบแบบนี้ให้เสียเวลาหรอก”
“เลี้ยงหมูก็ดีนะพี่ป่าน..เหมือนกิ๊กเก่าพี่ป่านไง้...ที่ทำฟาร์มหมู..ตอนนี้เป็เสี่ยไปแล้วถ้าพี่ป่านแค่ตอบตกลงเป็แฟนกับพี่มานพก็ไม่ต้องลำบากแล้วล่ะ..”
ปัญญาพูดแซวมากกว่าจะจริงจัง
“นายอยากจะมีพี่เขยไม่เต็มบาทอย่างนายมานพรึไงยะ”
“แต่ปอว่า..พี่มานพถึงจะดูเว่อร์ขี้โม้ไปหน่อยแต่ก็ไม่ขี้เหนียวเหมือน....เอ้อ..พี่ริน”
ปัญญาพูดไม่เต็มเสียงในตอนท้ายคล้ายเกรงใจพี่สาว เปมิกาอดยิ้มกับคำพูดของน้องชายที่มีต่อคนรักไม่ได้ และคนที่ตั้งข้อกล่าวหากับบุรินทร์เช่นนี้อีกคนคือสิตาที่เ้าตัวบอกว่าบุรินทร์นั้นเค็มยิ่งกว่าทะเล แต่เปมิกากลับรู้สึกชินกับการที่จะต้องหารครึ่งกับบุรินทร์ทุกครั้งที่ออกไปรับประทานอาหารหรือไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งบางครั้งก็จะใช้วิธีผลัดกันจ่ายแต่บางครั้งบุรินทร์ก็เคยใจป้ำเลี้ยงอาหารเปมิกาโดยไม่ทวงเงินคืนเวลาสิ้นเดือน แค่นี้เปมิกาก็ปลื้มใจจนต้องนำไปพูดอวดกับสิตา แต่แทนที่สิตาจะปลื้มไปด้วยกลับทำหน้าตาแปลก ๆพร้อมกับบอกว่า
“แน่ใจนะ..ว่าอีตานี่จะไม่ทวงเงินเธอตอนหลัง..”
“เธอก็มองเขาในแง่ร้ายเกินไป…”
เปมิกา พยายามพูดให้เพื่อนเข้าใจแฟนหนุ่ม
“เธอก็อย่าเข้าข้างอีตาขี้งกนั่นไปหน่อยเลย ผู้ชายบ้าอะไรก็ไม่รู้..พาแฟนไปกินข้าวแต่ละทีต้องแชร์กันทุกบาททุกสตางค์ขาดไปบาทเดียวยังทวงยิกๆ แถมนั่งรถไปด้วยยังต้องเติมน้ำมันรถให้อีก แหม..ทะเลเรียกพี่นี่ยังน้อยไปต้องเรียกปู่ทวด เค็มซะไม่มี”
สิตา เคยวิจารณ์บุรินทร์อย่างไม่เกรงใจ เปมิกา
ภาพความโกลาหลของลูกค้าที่เบียดเสียดกันอยู่ภายในธนาคารมีให้เห็นอีกแล้ว เปมิกา นึกเห็นใจสิต าและเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆที่ต้องอยู่ด้านหน้าคอยรับถอนเงิน เพราะต้องรองรับอารมณ์ของลูกค้าในหลากหลายรูปแบบทั้งคนที่มาบ่นเสียดายที่ธนาคารต้องมาถูกปิดโดยให้เหตุผลว่ามีความผูกพันเคยใช้บริการมาั้แ่รุ่นที่เรียกว่า“จะเบิกจะถอนต้องเอาหมอนมาด้วย” เพราะรุ่นนั้นยังใช้พิมพ์ดีดทำให้รอนานจนกระทั่งมีคอมพิวเตอร์ออนไลน์รวดเร็วทันใจ
ลูกค้าบางรายก็มาให้กำลังใจบางคนก็ซื้อข้าวกล่องมาให้พนักงานทั้งสาขาได้รับประทานกลางวัน แต่เหรียญยังมีสองด้าน เมื่อมีลูกค้าที่พอใจเห็นใจแล้วก็ยังมีลูกค้าที่ไม่พอใจเช่นกัน
“ทำไมช้าอย่างนี้ ฉันรอตั้งสองชั่วโมงแล้วยังถอนเงินไม่ได้เลยสักที แบ็งก์เจ๊งแล้วไม่มีเงินจ่ายลูกค้าหรือเปล่า...”
ลูกค้าบ่นด้วยความหงุดหงิดซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะบางคนกว่าจะเก็บหอมรอมริบนำเงินมาฝากได้ต้องใช้เวลานานแล้ววันหนึ่งมาถอนเงินตัวเองไม่ได้สักที ก็ต้องมีต่อว่ากันบ้างเป็ธรรมดาทว่า...ความเป็จริงแล้ว สาเหตุที่ช้าก็เพราะเกิดจากการที่มีลูกค้ามาถอนเงินพร้อมกันทีเดียวจำนวนมาก ทำให้รถที่ใช้ขนส่งเงินสดที่ต้องวิ่งรอกหลายสาขาเกิดความล่าช้า ดังนั้นพนักงานก็ต้องใช้ความอดทนในการรับฟัง แม้จะรู้ตัวว่าต้องตกงานในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว แต่ก็ต้องทำหน้าที่ในวาระสุดท้ายให้ดีที่สุดพนักงานบางคนจึงให้บริการทั้งน้ำตา
เปมิกา มองภาพความวุ่นวายข้างล่างแล้วก็ขึ้นไปที่ชั้นสองอันเป็ห้องทำงานของหล่อนซึ่งเป็แผนกสินเชื่อ ที่ดูเหมือนว่าจะวุ่นวายน้อยกว่าข้างล่างมาก เพราะคนที่ตกอยู่ในฐานะเป็ลูกหนี้ธนาคารนั้นย่อมเป็ธรรมดาอยู่เองที่จะกระตือรือร้นน้อยกว่าการเป็เ้าหนี้ที่มีเงินฝากอยู่กับธนาคาร