“หยุดซะทีเถอะค่ะพี่แม็กซ์พอซะที” หญิงสาวตวาดเสียงดัง ความพยายามที่จะเงียบอย่างอดทนหมดลง เธอไม่อายใครแล้วทั้งคนที่เดินผ่านไปมา และ รปภ. ที่อยู่ในป้อมน้ำตาที่ไม่อาจควบคุมให้อยู่แต่ภายในได้หยดลงผ่านผิวแก้มขาวเผือดลงมาซึมอยู่บนเสื้อของเพื่อนรักที่เธอใส่มาในวันนี้หญิงสาวปาดน้ำตาทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างพยายามจะควบคุมน้ำเสียงให้อยู่ในโทนปกติมากที่สุด“พี่จะมายื้อฟ้าไว้เพื่ออะไร จะมาสร้างแผลในใจฟ้าให้มันใหญ่ขึ้นเพื่ออะไรอีกพี่กลับไปดูแลครอบครัวของพี่ซะ แล้วอย่ากลับมาเจอกันอีก พี่ไม่มีความละอายแต่ฟ้ามี ฟ้าจะไม่มีวันทำลายครอบครัวของใครเด็ดขาด”
ก็ที่เธอต้องมีชีวิตอยู่กับป้าสองคนก็เป็เพราะผู้นำครอบครัวอย่างพ่อของเธอเ้าชู้จนครอบครัวต้องแตกแยกแบบนี้ไงแล้วทำไมเธอถึงจะต้องให้เด็กคนหนึ่งมีชีวิตอยู่อย่างไม่สมบูรณ์เช่นเธอด้วยเล่าแค่คิดก็รู้สึกสงสารเด็กน้อยจับใจ
“พี่จะหย่ากับเขาพี่รักฟ้านะ”
นับเป็ประโยคที่เหนือความคาดหมายของณ ฟ้า จนทำให้เธอถึงกับจ้องหน้าเขานิ่ง อย่างเรียบเรียงความคิดในหัวไม่ทันเธอควรจะดีใจที่เขารักเธอมากจนยอมพังครอบครัวของเขาเช่นนั้นหรือหรือว่านี่จะเป็อีกแค่หนึ่งคำหลอกลวงให้เธอยอมกลับไปคืนดีด้วย แต่ถึงจะเป็จริงก็ช่างจะเป็คำหลอกแล้วอย่างไรเขาคิดหรือว่าเธอจะเห็นแก่ตัวจนยอมรับความเห็นแก่ตัวของเขาไปด้วย
“พอเถอะค่ะ”
“ฟ้าพี่พูดจริง ๆ นะ พี่รักฟ้ามากนะ พี่...”
“ฟ้าบอกให้พอไง!!” ณ ฟ้าตวาดลั่น ก่อนจะผ่อนเสียงลงมาบ้าง “อย่ามาทำเลวด้วยการอ้างคำว่ารักกับฟ้าแล้วดึงฟ้าให้จมลงนรกไปกับพี่ด้วย ฟ้าก็แค่คนหนึ่งที่บังเอิญผ่านเข้ามาในชีวิตพี่เพราะงั้นถ้าฟ้าจะเดินออกไปจากชีวิตพี่ มันก็ไม่แปลก ถ้าพี่รักฟ้าจริงอย่างที่พูดก็ช่วยรักษาครอบครัวของพี่ไว้ให้ดีอย่าทำให้ฟ้ารู้สึกผิดกับพวกเขาไปมากกว่านี้อีกเลย”
ณฟ้าพูดจบก็รีบเดินไปโบกแท็กซี่ที่วิ่งมาพอดี ก่อนจะขึ้นรถไปอย่างไม่คิดที่จะหันกลับไปสนใจคนที่ยืนมองเธอด้วยดวงตาที่กบไปด้วยม่านน้ำตาอีกเลย
เชียงคานเป็อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย อยู่ติดแม่น้ำโขง ความเป็อยู่ของคนที่นั่นเงียบสงบและยังคงความเป็เอกลักษณ์ของท้องถิ่นเอาไว้ ทั้งความเป็อยู่ของชาวบ้านและสถาปัตยกรรมแบบเดิม ๆ ก็มีให้ได้ดู เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้สึกที่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์ของท้องถิ่น
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจของเชียงคานจะขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเป็หลักแต่ว่าการดำเนินชีวิตของคนที่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ไม่ต้องเร่งรีบไม่ต้องแก่งแย่งกันเช่นคนในเมืองใหญ่ ผู้คนยังคงมีรอยยิ้มและแสดงน้ำใจให้กันเป็เื่ปกติ
บ้านไม้สองชั้นที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขงถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็ที่พัก สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลกันเข้ามาชื่นชมความเป็เอกลักษณ์ของเมืองนี้
แต่นั่นคงไม่ใช่กับณ ฟ้า หญิงสาวที่ขับรถมาเรื่อยเปื่อยจนสุดท้ายก็พบว่าตนเองกำลังอยู่ที่เชียงคานเสียแล้ว ในยามที่พระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าแสงสว่างที่เคยเจิดจ้ากลับสลัวลง ทำให้หญิงสาวต้องมองหาที่พักให้ตัวเองก่อนและบ้านไม้สองชั้นติดริมโขงก็เป็เป้าหมาย
โชคดีที่เธอมาในวันธรรมดาไม่ใช่วันหยุด จึงยังมีห้องพักว่างสำหรับเธอ ป้าแม่บ้านพาเธอขึ้นไปดูห้องพักที่ชั้นสองพื้นเป็ไม้ ผนังกั้นห้องก็เป็ไม้ มองไปทางไหนก็เป็ไม้ทั้งหมด ไม้จริง ๆที่ไม่ใช่ไม้ที่ทำเลียนแบบขึ้นตามเทคโนโลยีและวิวัฒนาการ ถึงแม้ไม่คุ้นเคยนักแต่เธอก็ไม่คิดจะอินังขังขอบกับวัสดุที่นำมาใช้ปลูกสร้างเ่าั้ หญิงสาวหย่อนกระเป๋าเสื้อผ้าลงกับพื้นห้องแล้วออกไปดื่มด่ำกับวิวสวย ๆ เลียบแม่น้ำโขง ปรารถนาอยากให้สายน้ำช่วยพัดพาความทุกข์ไปจากใจของเธอสักที
เสียงหัวเราะร่าเริงจากเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่ที่สวนสาธารณะติดริมแม่น้ำโขง ไม่ได้ทำให้ ณ ฟ้าสดใสขึ้นมาได้เลยเธอยังคงเดินอย่างเหม่อลอยไปตามทางเลียบริมโขง ที่ทำไว้สองเลน หนึ่งเป็ทางสำหรับคนเดินและหนึ่งเป็ทางสำหรับจักรยาน และจากที่ตั้งใจว่าจะลงมาดูวิวแม่น้ำโขง เอาเข้าจริงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาเหมือนไม่ได้รับความสนใจเท่ากับความคิดที่อยู่ในหัวซึ่งกำลังทำให้น้ำตาเธอไหลออกมาไม่รู้ตัวอยู่ในตอนนี้
ทำอย่างไรเธอถึงจะสลัดเื่พวกนี้หลุดไปเสียทีเธอรู้ว่าในเมื่อเธอตัดสินใจไปแล้ว ก็ไม่ควรไปคิดอะไรอีกเธอรู้ว่ามันเป็เื่ที่บั่นทอนจิตใจโดยแท้ ไม่ควรค่าให้จดจำเธอรู้ว่ามันแค่ปัญหาหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เธอยังต้องก้าวเดินต่อไปเธอรู้ทุกอย่าง แต่ทำไมมันช่างตัดทิ้งได้ยากเย็นเหลือเกิน
ณฟ้าเดินมาไกลแค่ไหนไม่รู้ แต่จากที่รอบ ๆ ตัวเคยมีเสียงเจี๊ยวจ๊าวบัดนี้เงียบสงบจนเกือบสงัด ความสลัวลดลง ท้องฟ้าที่มีสีแดงทองเจือปนจางหายไป เริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความมืดหญิงสาวหันหน้าเข้าลำน้ำโขง เกาะราวเหล็กกั้นข้างทางที่สร้างไว้เกือบตลอดทางเลียบสายน้ำเส้นใหญ่แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่คิดที่จะอายใคร ๆ อีก สิ่งที่อยู่ในหัวตีรวนกันไปหมดเธอเหนื่อยเหลือเกิน กับความพยายามที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ภายใน เธอร้องและร้องปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มเนียนอย่างไม่ห่วงสวย ไม่มีปัญหามาสคาร่าเปรอะเปื้อนไร้ปัญหาใบหน้าด่างเพราะรองพื้นเปียกน้ำ ทั้งนี้ก็เพราะ ณ ฟ้าไม่ได้แต่งหน้าใบหน้าใส ๆ เกลี้ยงเกลาแต่ซีดเซียวไปตามสภาพจิตใจของผู้เป็เ้าของ
เสียงร้องไห้ถูกคลอไปด้วยเสียงหรีดหริ่งเรไรที่อยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ด้านหลังเพราะจุดที่เธอยืนอยู่นั้น ไกลออกมาจากชุมชน ความเปียกชื้นััผิวที่โผล่พ้นขอบเสื้อหญิงสาวแหงนหน้ามองฟ้าแล้วถอนหายใจ
“เฮ้อ!ฝนอีกแล้วเหรอ?”
หยาดฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเบาๆ ถ้าเบากว่าน้ำมนต์ที่พระพรมออกมาตอนท้าย ๆ ก็ฝนตอนนี้นี่ละ ทำให้เธอคิดว่าควรต้องกลับเสียทีทั้งมืดทั้งเปียก คงจะเป็การเดินกลับที่ทุลักทุเลเกินไปหน่อยและตอนนี้เองที่เธอตระหนักถึงสัตว์ที่อาจจะมีอยู่ในป่าข้างทาง บรรยากาศรอบตัวเธอก็น่ากลัวขึ้นมาทันที
แต่แค่เพียงเธอถอนสายตาจากลำน้ำโขง และขยับตัวออกมาจากราวเหล็กกั้นหันกลับมาก็พบว่ามีเงาหนึ่งกำลังพุ่งตรงเข้ามาที่เธอ
“เฮ้ยยย!!” เสียงผู้ชายร้องดังขึ้น แต่ไม่ทันได้ส่งเสียงอะไรต่อ
โครม!!
“โอ๊ย”
ร่างของ ณฟ้าหมุนวนอยู่สองรอบ ก่อนจะล้มลงไปกองอยู่กับพื้นที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนเช่นเดียวกับจักรยานและคนขับคู่กรณี
“ทำไมฉันถึงได้ซวยขนาดนี้เนี่ย”สาวโชคร้ายหน้าตาบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บ รำพึงอย่างนึกน้อยใจในโชคชะตาที่ตกต่ำของตนเองตอนนี้
อกหักเจ็บตัว แล้วยังจะมีโปรฯ โชคร้ายอะไรเหลืออีกไหม มาทีเดียวให้จบ ๆ ไปเสียเลย มา!
ความสว่างจากพระจันทร์ครึ่งดวง ทำให้พอมองเห็นใบหน้าของคู่กรณีลาง ๆ
“คุณ...ผมขอโทษคุณเป็ยังไงบ้าง” เสียงจากชายคู่กรณีดังขึ้นพร้อม ๆ กับมือของเขาที่ยื่นเข้ามาจับที่ต้นแขนเธอเพื่อช่วยพยุงร่างเล็กให้ลุกขึ้นด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายต้องาเ็เพราะถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหักหลบแล้วก็ตาม แต่ด้วยความเร็วของจักรยานที่ขี่มากอปรกับความมืดที่ทำให้เห็นหญิงสาวในระยะกระชั้นชิด จึงทำให้หักหลบไม่พ้นชนเธอเข้าจนได้
“ก็เจ็บน่ะสิถามได้ ถ้าตาไม่ดี คราวหลังก็อย่าเที่ยวมาขี่จักรยานสร้างความเดือดร้อนให้ใครอย่างนี้สิมืดค่ำขนาดนี้แล้วยังจะมาขี่จักรยานอยู่ได้ ตอนเด็ก ๆ ไม่มีปั่นหรือไง โตมาถึงได้บ้าเห่อออกมาขี่ค่ำๆ มืด ๆ อย่างนี้” หญิงสาวตวาดแหวเป็ชุดอย่างอารมณ์เสีย ลูบแขนตัวเองป้อย ๆมั่นใจว่าต้องได้แผลถลอกแน่ เพราะรู้สึกแสบขึ้นมาแล้วไหนจะยังหัวเข่าของเธออีกเล่า ที่ทั้งเจ็บทั้งแสบอยู่ตอนนี้
ชายหนุ่มปล่อยมือที่ช่วยพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นทันทีพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
“นี่คุณ! ผมขี่ของผมมาดี ๆ ถ้าคุณไม่จู่ ๆ ก็ขยับพรวดเข้ามาในเลนจักรยานคุณกับผมก็ไม่ต้องมาเจ็บอย่างนี้หรอก เพราะฉะนั้นคุณนั่นแหละที่ทะเล่อทะล่าไม่ดูตาม้าตาเรือ”
“นี่นาย!นายเป็คนขี่รถมาชนฉันนะแล้วยังจะมาพูดจาสุนัขไม่รับประทานอย่างนี้อีกเหรอ นายนี่มันทุเรศที่สุดเลยต้องผ่านการเลี้ยงดูมายังไงเนี่ย ถึงได้เป็คนอย่างนี้”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะคุณลามปามเป็ขี้กลากเลย คุณเองก็เถอะ ครูสอนแล้วไม่จำหรือว่าหนีออกจากบ้านั้แ่เด็ก เลยไม่ได้รับการสั่งสอน มารยาทถึงไม่มีขนาดนี้หรือว่าตั้งใจจะมาหาเหยื่อ”
“ไอ้ปากเสียไอ้ปากปีจอ!”
“เกิดอะไรขึ้นวะไอ้น้ำ”เสียงชายหนุ่มอีกคนดังขึ้น ในขณะที่ขี่จักรยานเข้ามาจอดใกล้กับจุดที่ชายหนุ่มคู่กรณียืนอยู่
“อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะไม่มีอะไรมากหรอก” น้ำนิ่งหันไปตอบเพื่อน ที่มาช่วยยกจักรยานที่ล้มอยู่ขึ้นมาให้ก่อนจะหันมาถามทางคู่กรณีของเขาบ้าง “ปากเธอยังใช้ได้อยู่นี่ คงไม่าเ็สินะแล้วที่อื่นเจ็บรึเปล่า?”
ชายหนุ่มพยายามมองสำรวจแต่ด้วยความสว่างที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่เห็นว่ามีาแบนร่างกายเธอ
“ไม่ต้องมายุ่งไปไหนก็ไป ชิ่ววว” เสียงห้วนตอบกลับ พร้อมกับส่งเสียงขับไล่ไสส่งชายหนุ่มอีกต่างหาก
“นี่คุณ มีมารยาทหน่อยสิคร้าบเพื่อนผมอุตส่าห์มีน้ำใจถามตามมารยาท ยังจะมาไล่อย่างนี้อีก ถ้าไม่เป็อะไรก็เชิญเดินกลับเองละกัน เราไปกันได้แล้วไอ้น้ำ”
น้ำนิ่งเห็นด้วยกับเพื่อนขึ้นคร่อมจักรยานทำท่าจะปั่นต่อ แต่ปรากฏว่า โซ่หลุด ปั่นไม่ไปเสียแล้ว
“เป็ไรวะไอ้น้ำ”อินทัชถามเมื่อเห็นเพื่อนก้มดูที่จักรยาน
“สงสัยโซ่หลุดว่ะ”
“ดี...สมน้ำหน้า”เสียงเล็ก ๆ ลอยมา ทำให้คนที่นั่งดูโซ่ที่หลุดอยู่ เงยหน้าขึ้นไปมองอย่างเอือมระอา
“งั้นก็เข็นไปใส่ข้างหน้าตรงที่สว่างๆ ละกัน” อินทัชบอกเพื่อนแล้วลงจากเบาะจักรยาน
สองหนุ่มจูงจักรยานเดินไปเป็เพื่อนกันอินทัชจับแฮนด์จักรยานของตนเองไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งกอดคอน้ำนิ่งเอาไว้ทั้งสองเดินห่างจากหญิงสาวหนึ่งเดียวออกมาเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจหันกลับไปมองเธออีก
“เกย์สินะถึงว่าทำไมถึงได้ปากจัดนัก ประเทศนี้เมืองนี้ มันจะไม่มีชายแท้ โสด และดีเหลืออยู่บ้างเลยหรือไงนะ เฮ้อ!” ณฟ้าถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูหนุ่มคู่กรณีร่างสูงโปร่งและอีกหนึ่งหนุ่มที่สูงล่ำเดินห่างออกไปทุกทีๆ ด้วยสายตาสุดเซ็ง ก่อนจะพาร่างพัง ๆ ของตัวเองกลับไปยังที่พักบ้าง