เดิมทีลูกสาวคนเล็กของสกุลลู่ไม่ใช่คนชอบศึกษาหาความรู้หลังจากนางเข้ามายึดร่างเด็กคนนี้ก็วุ่นวายอยู่กับการทำให้ท้องอิ่มวุ่นวายกับการจัดการเื่ในบ้าน ไม่มีเวลามาศึกษาว่าแคว้นต้าหยวนแห่งนี้มีความเป็มาอย่างไรกันแน่เป็ราชวงศ์เล็กๆ ที่คั่นอยู่ระหว่างราชวงศ์ทั้งหลายที่นางเคยเล่าเรียนมาเมื่อชาติที่แล้วหรือว่าเป็ยุคสมัยที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อนในโลกคู่ขนานกันแน่
แต่เมื่อมาคิดดูแล้วแม้แต่แตงกวาของแคว้นซีอวี้ [1] พริกของดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ที่นี่ก็ยังมีปลูกมันฝรั่งเองก็คงไม่ใช่ของแปลกอะไร
“ผู้จัดการไข่ดินพวกนี้ขายอย่างไร ข้าอยากจะซื้อให้มากหน่อย”
ลู่เสี่ยวหมี่ชอบมันมากจึงรีบถามอย่างกระตือรือร้น
ผู้จัดการคนนั้นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยไข่ดินพวกนี้พ่อค้าที่เดินทางมาจากทางใต้มอบให้เขาเป็สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆไม่นับว่ามีราคาสูงส่งอะไร ได้ยินมาว่าเมืองที่มีป่าเขาเยอะๆในภาคใต้ล้วนมีการปลูกพืชชนิดนี้ ในปีที่มีผลผลิตมากๆชาวบ้านก็แทบจะเอามันมาป้อนเป็อาหารหมู พูดตามจริงต่อให้นางซื้อไปจนหมดเขาก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไรแต่ลู่เสี่ยวหมี่ที่ดวงตาเป็ประกายเช่นนี้ ทำให้เขานึกสงสัยแล้วว่าใต้ผิวของมันมีทองซ่อนอยู่หรือเปล่า...
ยามนี้ลู่เสี่ยวหมี่เองก็รู้สึกตัวนางรีบเก็บรอยยิ้มกลับมาทันที “หากว่าท่านเสียดายไม่อยากขายก็ช่างเถอะข้าก็เพียงแค่อยากซื้อให้มากหน่อยเผื่อเอาไว้ลองปลูกในปีหน้าเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง หรือไม่ ข้าลองไปหาที่ร้านอื่นก็ได้”
“แหมๆ อย่าเพิ่งไปสิแม่นางน้อย ไม่ใช่ว่าข้าเสียดาย แต่ทั้งร้านข้ามีแค่ถุงนี้ถุงเดียวเท่านั้นในเมื่อแม่นางชอบ เช่นนั้นก็ขายให้เ้าหมดเลยแล้วกัน”
เมื่อผู้จัดการได้ยินดังนั้นเขาก็รีบรั้งคนไว้ไม่อยากเสียลูกค้ารายใหญ่ดีๆ ไป ทั้งไม่กล้าคิดราคาแพงจนเกินไป เขาปัดเศษทิ้งแล้วคิดราคารวมกับข้าวของที่นางเลือกไปก่อนหน้านี้ในราคาสิบสี่ตำลึง
ลู่เสี่ยวหมี่เบิกบานยิ่งนักนางสั่งให้ลู่อู่แบกถุงมันฝรั่งขึ้นบ่า แรกเริ่มลู่อู่ยังมีท่าทีไม่พอใจอยู่บ้างลู่เสี่ยวหมี่จึงพูดกับเขาว่า “ไม่อยากแบกก็ช่างถึงเวลาข้าทำอาหารออกมาท่านอย่ากินก็แล้วกัน”
ลู่อู่จับยึดถุงมันฝรั่งไว้แ่าไม่ยอมปล่อยทันทีท่าทางเหมือนวีรบุรุษผู้ปกปักรักษาแผ่นดินต้าหยวนก็ไม่ปาน “น้องสาววางใจต่อให้ตัวข้าจะหล่นหายไป ข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้ถุงนี้หล่นหายแน่”
ลู่เสี่ยวหมี่กำถุงเงินในมือที่เริ่มแห้งเหี่ยวสุดท้ายก็ตัดสินใจไปที่ร้านแลกเงินเพื่อแลกเป็ตั๋วเงินจากนั้นก็เดินไปยังเพิงขายผ้าริมถนน
คนในบ้านทั้งหนุ่มและแก่ล้วนต้องมีเสื้อตัวหนาใส่เพิ่มรวมถึงผ้าห่มบุนวมด้วย เพราะเมื่อเฝิงเจี่ยนนายบ่าวสามคนมาอาศัยอยู่ด้วย ผ้าห่มที่มีอยู่ก็ไม่พอแล้วยังมีถุงเท้า รองเท้า หมอนหนุน อุปกรณ์เข็มด้ายต่างๆ นางจึงต้องเสียเงินให้ของพวกนี้อีกก้อนใหญ่
แต่เพราะเสือและหมีดำตัวนั้นสร้างรายได้ให้นางมหาศาลนางจึงไม่ปวดใจเท่าใดนัก ฝ้ายสี่สิบจินผ้าละเอียดผ้าหยาบอย่างละห้าผืน ทั้งยังเลือกผ้ายกมาอีกสองผืนอุปกรณ์เย็บปักสองกล่อง...
ของยิบย่อยอีกมากมายเถ้าแก่ร้านผ้าเป็คนรู้จักทำการค้า เขาเรียกให้ผู้ดูแลร้านเป็คนนำไปส่งให้เองถึงตรอกที่จอดเลื่อนไว้
เดิมทีลู่อู่ยังงอแงจะไปกินมื้อใหญ่ที่โรงเตี๊ยมแต่บนฟ้าเบื้องบนกลับมีหิมะตกลงมา
การฝ่าลมและหิมะกลับไปไม่ใช่เื่สนุกสองพี่น้องจึงไม่กล้ารั้งรออีกต่อไปรีบเดินเลือกซื้อของเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยแล้วรีบกลับไปหาผู้เฒ่าหยาง จากนั้นก็รีบออกจากเมืองพร้อมกันเพื่อไปสมทบกับคนอื่นๆ
ชาวบ้านคนอื่นๆที่เข้าเมืองมาพร้อมกันรออยู่หน้าประตูเมืองนานแล้ว ครั้นเห็นว่าคนสกุลลู่รีบรุดตามมาโดยมีของห่อเล็กใหญ่พะรุงพะรังต่างก็เดากันได้ว่าสัตว์ที่ล่ามาคงจะขายได้ราคาดี จึงพากันรู้สึกยินดีแทนพวกเขา
มาอย่างเอิกเกริกกลับอย่างเอิกเกริก ของเต็มคันรถทั้งขาไปและขากลับ สงสารก็แต่ม้าชราสองตัวนี้แต่ผู้ที่ยิ้มได้ั้แ่ต้นจนจบจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากลู่เสี่ยวหมี่ในที่สุดนางก็ไม่ใช่แม่ครัวที่ไร้ข้าวสารให้หุงอีกต่อไป
กลับเป็ผู้เฒ่าหยางที่มองเพิงพักนอกกำแพงเมืองแล้วยังขมวดคิ้วไม่เลิก
ท่านป้าหลิวที่นั่งอยู่บนเลื่อนอีกคันคล้ายว่าท้องจะหิวแล้ว นางหักแบ่งแป้งทอดอาศัยโอกาสที่เลื่อนสองคันขับผ่านกันส่งให้ลู่เสี่ยวหมี่
“เสี่ยวหมี่หิวแล้วกระมังกินแป้งทอดนี่เสียก่อน เมื่อครู่ท่านลุงของเ้าคิดจะยกเสบียงของแห้งให้คนจรพวกนั้นจนหมดดีที่ข้าเหลือเอาไว้ชิ้นหนึ่ง หากท้องว่างก็คงไม่อาจสู้กับอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ได้”
ลู่เสี่ยวหมี่ยิ้มกล่าวขอบคุณส่วนท่านลุงหลิวที่ทำหน้าที่บังคับรถหันหน้ากลับไปมองเพิงพักนั้นแล้วถอนใจออกมา“ล้วนเป็คนน่าสงสาร ไม่รู้ว่าจะฝืนทนผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้หรือไม่”
“เกรงว่าคงจะยากแล้วได้ยินว่าปีก่อนมีคนหนาวตายหลายสิบคนทีเดียว”
ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยสีหน้าหมองเศร้าถึงแม้จะไม่ได้เป็ญาติพี่น้องกับบรรดาคนจรเ่าั้ แต่ก็ล้วนเป็ชาวบ้านตาดำๆที่มีชีวิตยากลำบากเหมือนกัน จึงมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมให้กับพวกเขา
“พูดถึงอันโจวต่างก็บอกว่าเป็สถานที่ที่ดีดี ดียิ่งนัก เขาสูงฮ่องเต้ไกล พวกขุนนางก็มือไม้ยืดยาว จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ก็ถูกสัตว์ล่ากลับ”
ท่านลุงหลิวยิ้มอย่างขมขื่นพลางถอนใจตามมาด้วยการขับร้องทำนองพื้นบ้านท้องถิ่นของอันโจวที่มีเนื้อหาเสียดสี
ลมหิมะยิ่งพัดรุนแรงขึ้นแม้ยังไม่ถึงยามโพล้เพล้แต่ฟ้ากลับมืดครึ้ม
ลมพัดหวีดหวิวพายุหิมะรุนแรงพัดเข้าหาหุบเขา ทุกคนมองด้วยหัวใจหนักอึ้ง
ไม่ว่าจะยามใดสำหรับชาวบ้านตาดำๆ การใช้ชีวิตให้อยู่รอดต่อไปนั้นล้วนเป็ปัญหาที่ยากจะแก้
บนเขาหมี เพราะแต่ละบ้านล้วนมีสมาชิกเข้าเมืองไปั้แ่เช้ายามนี้หน้าหมู่บ้านจึงมีคนแก่และเด็กมารวมตัวกันเป็จำนวนมากคนแก่เป็ห่วงความปลอดภัยของลูกหลาน เด็กๆ ชะเง้อรอคอยว่าบิดามารดาจะใจกว้างซื้อลูกอมกลับมาฝากบ้างหรือไม่
รอกันอย่างใจจดใจจ่อในที่สุดก็เห็นม้าควบเข้ามาจอด ทุกคนคล้ายจะกรูกันเข้าไปในทันที คนหนึ่งกล่าวว่า “เ้าลูกหมานี่ซื้อใบยาสูบกลับมาให้ข้าหรือไม่”
อีกคนะโว่า“ท่านแม่ ข้าจะกินลูกอมงา”
ชั่วขณะนั้นราวกับไก่บินสุนัขะโ ครึกครื้นเป็อย่างยิ่ง ทำลายบรรยากาศอันอึมครึมเศร้าหมองที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
ลู่เสี่ยวหมี่ไม่อยากให้ข้าวของที่นางซื้อกลับบ้านมามากมายไปเตะตาใครเข้านางเร่งรัดลู่อู่ให้รีบบังคับเลื่อนกลับบ้านสกุลู่
พี่ใหญ่ลู่และพี่สามลู่ราวกับเห็นดาวช่วยชีวิตก็ไม่ปานรีบวิ่งออกมาวุ่นวายช่วยกันขนของจากเลื่อนเข้าไปในบ้าน
ลู่เสี่ยวหมี่คิดว่าทุกคนคงจะหิวกันแล้วควรจะทำของอร่อยๆ ที่ทำง่ายและอิ่มท้องให้ทุกคนรองท้องกันก่อน
ตัวนางในชาติก่อนรักข้าวสวยเป็ที่สุดแต่ั้แ่มาถึงตระกูลลู่ยังไม่ได้เห็นข้าวเม็ด ‘สวย’ จริงๆ เลยสักครั้ง พยาธิในท้องพากันกรีดร้องโวยวายมาั้แ่ตอนนั้น บัดนี้นางซื้อข้าวสารกลับมาแล้วจะอย่างไรก็อดใจไม่ไหว อีกทั้งนางยังซื้อของดีอย่างมันฝรั่งกลับมาอีกด้วย
นางจึงตัดสินใจไม่แยแสทุกคนที่กำลังวุ่นวายถ่ายของกันอยู่มุดศีรษะเข้าไปวุ่นวายอยู่ในโรงครัวคนเดียว
นางล้างข้าวสารนำน้ำใส่หม้อแล้วยกขึ้นตั้งเหนือเตาไฟปล่อยให้น้ำเดือด
มันฝรั่งที่เพิ่งซื้อมานางตัดใจเอามาใช้เจ็ดแปดลูก กระดูกหมูที่เหลืออยู่เมื่อวานนี้นางนำมาล้างให้สะอาดจากนั้นก็เอาลงไปผัดในกระทะจนน้ำมันซึมออกมา ตามด้วยใส่หัวหอมและขิงลงไป เติมซีอิ๊วและพริกอีกอย่างละนิดอย่างละหน่อยพอให้มีสีสันก่อนจะเทใส่น้ำร้อนแล้วตุ๋นประมาณหนึ่งเค่อ [2] จากนั้นค่อยเทมันฝรั่งลงไปโรยพริกแดงอีกเล็กน้อยเพื่อเพิ่มสีสัน ซี่โครงหมูตุ๋นมันฝรั่งก็ปรากฏสู่สายตาแล้ว
เนื้อสับหนึ่งถ้วยตามด้วยผักกาดขาวอีกเต็มกระทะ ผัดจนขอบผักกาดขาวเปลี่ยนเป็สีเหลืองทอง ใส่น้ำปรุงรสเปรี้ยวหวานซีอิ๊วอีกเล็กน้อย เกลืออีกนิดหน่อย กลิ่นอันหอมหวนนี้ดึงดูดให้เกาเหรินถึงกับเดินมาหาจะเป็ตายอย่างไรก็ไม่ยอมออกไป
ลู่เสี่ยวหมี่ถือโอกาสนี้ใช้เขาให้คอยดูฟืนไฟแล้วหมุนกายไปจัดการกับหมูสามชั้นสุกแปดส่วนที่เหลือจากเมื่อวานมาหั่นเป็ชิ้นๆนำไปผัดกับผักดองและวุ้นเส้นอีกหนึ่งกระทะ
มีแต่กับข้าวผัดๆแต่ไม่มีน้ำแกงก็ดูจะจืดชืดเกินไป
สาหร่ายทะเลหนึ่งกำไข่ไก่หนึ่งฟอง ต้นหอมสับละเอียดอีกเล็กน้อยเพียงแค่นี้น้ำแกงไข่ไก่ใส่สาหร่ายทะเลที่ทั้งเรียบง่ายและสบายท้องก็เสร็จพร้อมยกขึ้นโต๊ะแล้ว
ลู่เสี่ยวหมี่ตีมือโจรของเกาเหรินที่คืบคลานมาหาเนื้อในจานขบคิดแล้วจึงไล่เขาออกไป “เกาเหริน เ้าไปถามพี่ใหญ่เฝิง หากว่าเขาไม่รังเกียจโต๊ะอาหารคืนนี้ก็ตั้งที่เรือนพักฝั่งตะวันออกเป็อย่างไร? อากาศหนาว กับข้าวก็มีไม่มาก หากจะตักแบ่งออกมาก็ค่อนข้างลำบากไม่สู้กินด้วยกันจะได้ครึกครื้นสักหน่อย”
เกาเหรินขโมยเนื้อไม่สำเร็จจึงหันไปหยิบกระดูกหมูแทน เสร็จแล้วจึงเดินเอ้อระเหยออกไปจากโรงครัว
ไม่นานนักผู้เฒ่าหยางก็เปิดประตูห้องพักฝั่งตะวันออก ะโบอกลู่เสี่ยวหมี่ว่า “แม่นางลู่คุณชายของพวกเราบอกว่ากินข้าวด้วยกันก็ดี คนเยอะก็ครึกครื้นไปอีกแบบ”
“ได้เ้าค่ะจะยกไปเดี๋ยวนี้แล้วนะเ้าคะ”
ลู่เสี่ยวหมี่ตอบรับอย่างอารมณ์ดีบุรุษสกุลลู่ที่ออกันอยู่หน้าห้องโถงนานแล้วเมื่อได้ยินก็รีบเข้าไปช่วยกันยกกับข้าว
เพียงไม่นานที่ห้องฝั่งตะวันออก บนโต๊ะสี่เหลี่ยมที่เดิมพี่สามลู่ใช้อ่านตำราเขียนอักษรก็ถูกนำมาใช้จัดเรียงอาหารที่ยังมีควันลอยกรุ่นในที่สุดอาหารเย็นก็พร้อมแล้ว
กับข้าวสามอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่างมีกระดูกหมู มีเนื้อหมูสามชั้น มีผักมีน้ำแกง หากจะให้เทียบกับอาหารในงานเลี้ยงของบ้านคนรวยย่อมไม่อาจเทียบได้แต่สำหรับสกุลลู่ นี่ถือว่าเป็อาหารมื้อหรูที่นานๆ ทีจะมีสักครั้ง
ลู่เสี่ยวหมี่ตาไวมือไวยกจานขึ้นมาแล้วคีบกับข้าวทุกอย่างทุกสีอย่างพอเหมาะพอดี ก่อนจะหันไปส่งให้เฝิงเจี่ยนที่นั่งอยู่บนเตียงอุ่นก่อนจากนั้นก็ตักข้าวหนึ่งถ้วย น้ำแกงหนึ่งถ้วยส่งให้เขาแล้วจึงกวักมือเรียกทุกคนให้ลงมือกิน
“ยุ่งมาทั้งวันแล้วรีบๆ กินเถอะ”
บิดาลู่ขยับตะเกียบคนแรกพี่ใหญ่ลู่และน้องชายอีกสองคนตามมาติดๆ เกาเหรินและผู้เฒ่าหยางก็ไม่รอช้าตะเกียบหกคู่คีบกระดูกหมูและเนื้อหมูจนพร่องไปครึ่งถ้วย
ส่วนลู่เสี่ยวหมี่นั้นค่อยๆตักข้าวจนเต็มถ้วย จากนั้นก็เอื้อมไปคีบมันฝรั่งที่อยู่ในหม้อใส่ปากด้วยสีหน้าเบิกบาน
เฝิงเจี่ยนเงยหน้าขึ้นมาเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง ก็อดคีบถู่โต้ว [1] เข้าปากบ้างไม่ได้ รสชาตินั้นทำให้เขาประหลาดใจจนต้องเลิกคิ้วขึ้น
“ไข่ดินเมื่อต้มจนสุกเช่นนี้แล้วกลับรสชาติดีนัก”
“หา พี่ใหญ่เฝิง ท่านเคยเห็นไข่ดินนี่จากที่ไหนกัน? ผู้ดูแลร้านที่ขายให้ข้าท่าทางตระหนี่ยิ่งนักข้ายังนึกไปว่าไข่ดินนี้เป็ของหายากเสียอีก”
ลู่เสี่ยวหมี่หยิบช้อนสะอาดขึ้นมาตักมันฝรั่งในจานใหญ่หันไปเทลงในถ้วยของเฝิงเจี่ยนเฝิงเจี่ยนพยักหน้าขอบคุณแล้วตอบว่า“ไข่ดินมีปลูกอยู่ทั่วไปในหลายเมืองทางใต้ของแคว้นต้าโจว เพียงแต่ส่วนมากใช้เป็อาหารสัตว์”
ลู่อู่ที่กำลังคีบมันฝรั่งเข้าปากอย่างพออกพอใจ จู่ๆ ได้ยินเช่นนี้ทำเขาเกือบจะสำลักออกมา สีหน้าแปลกประหลาดยิ่งนัก ไม่รู้ว่าควรจะกลืนหรือว่าคายออกมาดี
ลู่เสี่ยวหมี่ยกมือลูบหลังพี่ชาย ตำหนิเขา “จะคิดมากไปไย กระต่ายป่าหมูป่าบนเขาตัวไหนบ้างที่ไม่กินหญ้าป่าท่านเองไม่ใช่ว่ากินตามพวกมันมาหลายปีแล้วหรอกหรือก็ไม่เห็นท่านจะกลายร่างเป็กระต่ายหรือหมูป่านี่นา”
ลู่อู่ขบคิดดูแล้วก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ ยิ้มอย่างโง่งมให้น้องหญิงของตนจากนั้นก็คีบมันฝรั่งเข้าปากถี่ขึ้น
“ไข่ดินนี้นำมาทำอาหารได้หลายประเภท ทั้งยังเก็บรักษาได้นานน่าเสียดายที่ข้าซื้อกลับมาได้แค่ถุงเดียวทั้งยังต้องเหลือไว้กว่าครึ่งสำหรับเตรียมปลูก่ฤดูใบไม้ผลิ”
พี่ใหญ่ลู่อยากจะถามน้องหญิงของตนยิ่งนัก ต่อให้มีไข่ดินให้ปลูกแต่ไม่มีคนทำสวนเป็ นี่ก็เป็เื่ยากแล้วแต่หางตาเห็นว่าน้องรองกำลังจะกินมันฝรั่งสองสามชิ้นสุดท้ายจนหมดเกลี้ยง เขาจึงโยนเื่นี้ทิ้งไปทันที
เมื่อรับประทานเสร็จ ทุกคนก็ช่วยกันเก็บโต๊ะลู่เสี่ยวหมี่ยกถ้วยชาสีขาวลายครามและใบชาครึ่งห่อเข้ามา จากนั้นก็รีบออกไปจัดเก็บ‘สินา’ในวันนี้ของนางอย่างตื่นเต้น
เกาเหรินกินอิ่มแล้วจึงขึ้นไปนอนหลับบนเตียงเตา
ส่วนผู้เฒ่าหยางนั้นทางหนึ่งต้มชา ทางหนึ่งเล่าเื่ที่เขาพบเห็นมาวันนี้จากนั้นจึงถอนใจกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าฤดูหนาวปีก่อนมีคนหนาวตายไปหลายสิบคนฤดูหนาวปีนี้เกรงว่าจะมากกว่าเดิม...”
ดวงตาของเฝิงเจี่ยนมีแววดุดันวาบผ่าน กล่าวเสียงเย็นว่า“ฤดูใบไม้ร่วงสองปีก่อน ผู้อพยพจากสามเมืองทางใต้เดินทางขึ้นเหนือราชสำนักมีหนังสือไปถึงจวนเ้าเมืองแต่ละเมืองให้บรรเทาทุกข์บำรุงสุขราษฎร ณเมืองของตนให้ดี เหตุใดยามนี้ถึงปล่อยให้มาถึงเมืองอันโจวซึ่งอยู่เหนือสุดไปได้”
ผู้เฒ่าหยางไม่ได้ตอบคำ ถึงแม้นี่จะเป็ประโยคคำถาม แต่สองนายบ่าวต่างรู้คำตอบดีอยู่แล้วเกรงว่าเ้าเมืองแต่ละเมืองคงไม่อยากแบ่งปันเสบียงอาหารจึงไล่ผู้อพยพขึ้นเหนือไม่หยุดหย่อนหากไม่ใช่เพราะเหนือขึ้นไปจากอันโจวก็พ้นแผ่นดินต้าโจวเกรงว่าที่นี่คงไม่เห็นผู้อพยพแม้แต่คนเดียว กลายเป็เมืองสงบสุขที่ผู้คนร้องรำทำเพลงชาวบ้านมีแต่ความรื่นเริงกระมัง
“มีข่าวจากเสวียนิบ้างหรือไม่?”
เฝิงเจี่ยนข่มโทสะลงไป เปลี่ยนหัวข้อไปถามเื่อื่น ผู้เฒ่าหยางพยักหน้า“มีขอรับ จากที่สืบมาได้ วันนั้นที่โจรูเาผ่านมาทางวัดร้างล้วนเป็ความบังเอิญไม่มีใครบงการอยู่เื้ั”
เชิงอรรถ
[1] ถู่โต้ว(土豆)มันฝรั่ง