บทที่ 3 : เอ๊า ! พลาดแล้ว
ใช่ ถามความสมัครใจกันบ้างรึยังนาวาไม่ได้ตั้งใจกวนประสาทพวกเขาแต่เขาพูดจากใจจริงไม่ว่าคน ผี ปีศาจหรือกระทั่งพ่อมด ถ้าต้องการความช่วยเหลืออันดับแรกก็ต้องดูที่ความสมัครใจกันก่อนไหมตัวเขาที่มาอยู่ที่นี่ก็แค่จะมาชดเชยค่าเสื้อผ้าเปื้อนกะเพราเท่านั้น ไม่ได้บอกสักคำว่าจะช่วยงานใครเลยนะ แถมเป็นงานที่ดูเสี่ยงอันตรายเกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับอีก ช่วยถามความสมัครใจกันสักนิดเถอะ มัดมือชกนี่เขาไม่ชอบเลยจริงๆ“ไม่อยากจะช่วยแม้ว่าค่าตอบแทนจะสูงค่าเหรอ?”เมอร์ลินถามพลางเลิกคิ้วสูง นาวาเบ้ปาก“ค่าตอบแทนอะไรนั่นมันก็ต้องดูว่าอยากได้ด้วยไหม เอาตั้งแต่เริ่มเลยนะ ที่คุณพาผมมาแบบไม่สมัครใจนี่ก็ผิดแล้วครับ!”ผมไม่ได้อยากมา ผมอยากจะเดินผ่านไป แต่ผมก็ซวยถูกลากมาที่นี่จนได้ พวกคุณเข้าใจอารมณ์ของคนไม่อยากแต่ถูกยัดเยียดให้ไหม?ถ้าไม่เข้าใจก็โปรดเข้าใจเดี๋ยวนี้ครับ!พวกเขาทั้งสองเงียบและทำท่าครุ่นคิดพลางจ้องมานาวาเหมือนเจอของแปลกตามปกติแล้วปฏิกิริยาของผู้ที่ถูกพามาที่นี่จะไม่ค่อยมีการปฏิเสธที่ชัดเจนนัก พวกเขาล้วนมีความอยากรู้อยากเห็นและอยากเสี่ยงเพื่อรางวัล เพราะข่าวลือในเชิงบวกของหอสมุดลี้ลับที่กระตุ้นความต้องการของพวกเขาให้เต็มใจที่จะเสี่ยงทำงานยิ่งบอกว่าเป็นผู้ที่ถูกเลือกและเหมาะสมพวกเขาจะยิ่งสนใจทำมากขึ้นนี่เป็นความต้องการและความทะเยอทะยานของสิ่งมีชีวิตแต่นาวาไม่ได้คิดที่จะฟังแม้แต่เนื้องานหรือรางวัล เขาปฏิเสธตั้งแต่ขั้นตอนแรก หลังจากนี้ไม่ว่าจะพูดอะไรออกไปก็น่าจะเข้าหูของอีกฝ่ายเลย“แปลกดีจริงๆ”วลาดมองนาวาขึ้นลงอย่างพิจารณา เมอร์ลินพยักหน้าเห็นด้วยแล้วถามนาวาอย่างสนอกสนใจ“แล้วถ้าต้องการจะให้เจ้าช่วยจะต้องทำอย่างไรหรือ?”“ตอบตามตรงผมไม่อยากจะช่วยตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งได้ยินคำว่าเสี่ยงอันตรายถึงตายผมยิ่งไม่อยากช่วย” นาวาเกาจมูกของตัวเองเบาๆ “พวกคุณเองก็ออกจากหอสมุดได้ไม่ใช่เหรอ แค่ไปจัดการเองก็ไม่น่าจะยากล่ะมั้งครับ”“พวกเราออกไปจากหอสมุดนานไม่ได้น่ะสิ ถ้าไม่มีคนช่วยเหลือ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังขอให้เจ้าช่วยอยู่นี่อย่างไรเล่า”“แต่ก็ไม่น่าจะเป็นผมนี่ คนที่เดินผ่านตรงนั้นก็เยอะแยะไปนะครับ หรือถ้าจะเป็นผมจริงๆ คุณบอกความจำเป็นว่าทำไมผมถึงต้องช่วยคุณมาได้สักข้อ ผมอาจจะเปลี่ยนใจช่วยเหลือก็ได้”“ความจำเป็นเหรอ?”สองหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วครุ่นคิดอีกครั้ง ไม่สามารถบอกเหตุผลได้ ตั้งแต่เมื่อก่อนการเลือกผู้คนก็ไม่ได้มีเหตุผลล้ำลึกอะไร บ้างก็เกิดขึ้นเพียงเพราะความบังเอิญหรือเป็นบุคคลที่ปรากฎในคำทำนายเท่านั้นไม่มีใครต้องมานั่งอธิบายถึงความจำเป็นแม้สักคนเดียวเรื่องของโชคชะตาต้องใช้เหตุและผลขนาดนั้นเลยหรือ?สำหรับคนทั่วไปอาจจะไม่ต้องใช้เหตุผลอะไรมากมาย แต่กับนาวาผู้ที่อยากจะเป็นแค่คนธรรมดาที่จืดจางไปวันๆ เขาไม่ชอบคำว่าถูกเลือกโดยโชคชะตาอย่างยิ่ง การโดดเด่นเกินไปมันก็เหนื่อยนะ ยิ่งเด่นยิ่งเหนื่อยสุดยอดทำไมถึงรู้น่ะรึ? ก็เพราะเขาเคยเห็นคนที่โดดเด่นมากแบบตัวเป็นๆ มาแล้วยังไงล่ะ นอกจากเจิดจ้าเป็นดาวค้างฟ้าแล้วยังยุ่งสุดๆ เวลาว่างไม่มีเลย ทำงานสายตัวแทบขาดชีวิตวุ่นวายเกินไปเสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ใครจะชอบ!“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ”เสียงลึกลับดังขึ้นที่ด้านหลังของนาวา เขาผงะแล้วเด้งตัวหลบอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ไปอยู่ฟลังโซฟาฝั่งเมอร์ลินแล้ว“ใครน่ะ?”นาวาชะโงกหน้ามองด้วยความสับสน เข้าข้างหลังแบบไม่รู้ตัวอีกแล้วเจ้าพวกนี้ เสียวสันหลังนะเว้ย“ทางนี้ต่างหากที่ต้องถาม” ชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฎตัวกอดอกหรี่ตามองนาวาอย่างหาเรื่อง “ไปพาใครที่ไหนเข้ามาในหอสมุดอีก ที่แล้วมาไม่เข็ดกันหรือไง”“มันก็แค่ความผิดพลาดเล็กน้อยเท่านั้นล่ะท่านซีซาร์”เมอร์ลินส่ายหน้าให้กับชายที่เพิ่มปรากฏตัว เป็นชายหนุ่มผมสีดำสั้นสวมมงกุฎใบมะกอกทองคำและสวมชุดอย่างชาวกรีกโบราณผ้าคลุมสีแดง ใบหน้าคมสันตามสไตล์ตะวันตก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองเมอร์ลินครู่หนึ่งแล้วเดาะลิ้น“มันก็หลายครั้งแล้วที่พวกท่านทำอย่างนี้ แล้วทุกคนเป็นอย่างไร? ส่งไปเกิดใหม่ทั้งหมดไม่ใช่หรือ!”“ส่งไปเกิดใหม่!?”นาวายกมือกุมแก้มทั้งสองข้างสีหน้าช็อกสุดขีดส่งไปเกิดใหม่ที่ว่านี่คือตายใช่ไหม? งั้นไอ้เรื่องเล่าลำดับที่สิบห้ามือสนธยาอะไรนั่นก็เกี่ยวข้องกับหอสมุดนี่น่ะสิ“อย่าพูดอะไรให้คนธรรมดาเข้าใจผิดสิท่านซีซาร์” วลาดส่ายหน้าหลังจากมองหน้าของนาวา “แต่ครั้งนี้คงไม่พลาดแล้ว เรื่องนี้ท่านราชาเป็นคนบอกเองว่าจะสำเร็จ”“ท่านราชาบอกหรือ?” ชายที่ชื่อซีซาร์มองนาวาอย่างวิเคราะห์แล้วขมวดคิ้วมุ่น “ผอมแห้งอย่างนี้จะจัดการได้จริงๆ น่ะหรือ ข้าไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไรนัก”“อย่ามาเชื่อผมเลย ผมยังไม่เชื่อตัวเองเลยครับ”นาวาตอบกลับทั้งที่ยังหลบหลังโซฟา นอกจากไม่เชื่อตัวเองแล้วยังไม่เชื่อด้วยว่าจะยอมรับงานเสี่ยงตายที่ถ้าทำไม่สำเร็จแล้วจะถูกส่งไปเกิดใหม่นี่อีกชายหนุ่มทั้งสามมองนาวาแล้วเลิกคิ้ว ก่อนซีซาร์จะกล่าวด้วยท่าทางเย้ยหยัน“ดูท่าจะไม่อยากทำงานกับพวกเราเสียด้วยนะ”นาวาอยากจะพูดว่า ‘ถูกต้องนะคร้าบ’ ไปใจแทบขาด แล้วมโนว่าเดินอย่างสง่างามออกไปทิ้งความงุนงงสงสัยไว้เบื้องหลัง...นั่นก็ได้แค่คิดล่ะนะ ซิกๆดูแล้วเหมือนเขาจะไม่ถูกปล่อยตัวไปง่ายๆ เลย“ต้องหาเหตุผลมาโน้มน้ามให้เขาอยากทำน่ะ แต่พวกเราคิดไม่ออกเลย ท่านซีซาร์คิดออกบ้างหรือไม่”เมอร์ลินถามไถ่ ซีซาร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วตอบ“เขาอยากได้อะไรก็มอบให้ไปเสียสิ”“ผมไม่อยากได้อะไรครับ ชีวิตผมสมบูรณ์พอแล้ว”นาวารีบตอบ สิ่งที่เขาต้องการน่ะมี แต่ถ้าจะให้ขอกับพวกสิ่งลี้ลับนี่ไม่เอาเด็ดขาด ความเสี่ยงมันสูงเกินไป“ในเมื่อไม่อยากได้สิ่งใดก็ใช้กำปั้นคุยกันดีกว่า ลูกผู้ชายจะเข้าใจกันได้ด้วยกำปั้นนี่ล่ะ”“ไม่ครับ! ผมไม่นิยมความรุนแรง และมันผิดกฎหมาย!!”ถึงไม่ผิดกฎหมายเขาก็ไม่คิดจะไปสู้ด้วยหรอก เห็นแค่กล้ามก็รู้แล้วว่าสามารถหักคอคนได้ด้วยมือเปล่าน่ะสู้ไปก็แพ้ จะสู้ทำไมครับ“นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่ได้ เจ้าเป็นมนุษย์ที่เรื่องมากยิ่งนัก”ซีซาร์เดาะลิ้นอย่างขัดใจ ผู้ที่ถูกหาว่าเรื่องมากเบ้ปากกะพริบตาใส่อย่างขุ่นเคือง“ผมไม่ได้เรื่องมาก เขาเรียกว่าเป็นคนมีเหตุมีผล มองโลกในความเป็นจริงครับ ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสิน”ถ้าเขาได้ใช้อารมณ์นะ พวกคุณจะรู้สึกขัดใจกว่านี้อีกบอกเลย!ที่พูดนี่ไม่ได้ใช้อารมณ์ด้วย ใช้อคติล้วนๆ ครับ“อืม ในเมื่อไม่อยากทำงานให้เราก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ”ในที่สุดวลาดก็ถอดใจ ความจริงแล้วก็หาเหตุผลมาโน้มน้ามมนุษย์ผู้นี้ไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ในเมื่อเขาดูเป็นผู้ไม่มีความต้องการใดเป็นพิเศษเลยนี่นาเมอร์ลินลูบคางไปมาแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนบอก“แต่ไหนๆ ก็มาแล้วเลือกหนังสือในหอสมุดนี้ไปสักเล่มก็แล้วกัน ถือว่าเป็นค่าชดเชยที่พาเจ้ามาเสียเวลาแล้วกัน”“โอ๊ย ไม่เอาหรอกครับ” นาวาโบกมือปฏิเสธ “ทางผมต่างหากที่ต้องชดเชย เพราะทำชุดคุณวลาดเปื้อนกะเพราไป ต้องมารับหนังสืออีกนี่ก็ออกจะประหลาดแล้ว”ยังไม่ทันทำอะไรก็ให้หนังสือแล้ว มีพิรุธว้อย!ถึงนาวาจะไม่ใช่คนฉลาดแต่ก็ยังมีความเฉลียวบ้าง อยู่ดีๆ ก็ได้ของตอบแทนทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้ มันต้องมีเจตนาแอบแฝงมาด้วยอยู่แล้วโลกของผู้ใหญ่ที่ดำมืดมันไม่มีของฟรีอยู่จริงหรอก รู้ไว้ด้วย!“รับไปเถอะ คนที่เข้ามาที่นี่นอกจากรางวัลอื่นก็ได้หนังสือออกไปกันทั้งนั้นนี่นา”เมอร์ลินยังคงหว่านล้อม แต่ชายหนุ่มยังคงไม่เห็นด้วยที่จะรับสิ่งของมาฟรีๆ“ไม่เอาหรอกครับ หนังสืออะไรผมก็ไม่อยากได้ทั้งนั้นแหละ ผมไม่ได้รักการอ่านขนาดนั้น”“เถอะน่า อย่าดื้อนักเลย”“คุณก็เลิกตื้อเถอะครับ” นาวาเริ่มมีสีหน้ารำคาญเล็กๆ เพราะความขุ่นเคืองและอารมณ์วัยรุ่นทำให้ควบคุมตัวเองไม่ค่อยอยู่เท่าไหร่ “ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้วผมกลับดีกว่าครับ ยังมีเรื่องต้องทำอีก”รับฝากซื้อของไว้เจ้าพวกนั้นรอกันนาน เขามาอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงโดยไม่ได้สาระ ไม่สิ ถูกยัดเยียดงานยากและปัญหาเสี่ยงตายมาให้แบบนี้ คนธรรมดาที่ไหนเขารับได้กันไม่มีหรอกและเขาในฐานะคนธรรมดาและหนึ่งในมนุษย์ผู้รักตัวกลัวตาย จะถอยหนีกลับไปและไม่คิดจะผ่านเข้ามาแถวนี้อีกเลยตลอดสี่ปีที่เรียนอยู่ในหมาวิทยาลัยแห่งนี้!หมายมาดอย่างดีนาวาก็ลุกขึ้นแล้วหันไปทางประตูหอสมุดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ก้าวขาเดินออกไปได้ก้าวเดียวก็มีวัตถุปริศนาพุ่งเข้าใส่ วลาดร้องเตือนเขาทันที“เจ้าหนูระวัง!”คนถูกตัวหันขวับมือขวายกขึ้นจับหมับเข้าที่วัตถุชิ้นนั้น พอเห็นว่าเป็นหนังสือที่ถูกโยนมาก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างรวดเร็วไอ้ฉิบผาย! หนังสือคามือเลยครับพี่น้อง!!“ให้ดีๆ ไม่เอาชอบให้ยัดเยียด เป็นคนโรคจิตหรือไง”ซีซาร์พูดเสียงขุ่นพลางหมุนไล่เบาๆ ท่าทางบอกให้รู้เลยว่าคนที่ขว้างหนังสือมาใส่เขาเป็นใคร และด้วยไอ้ร่างกายไม่รักดี แทนที่จะหลบดันไปคว้าจับด้วยสัญชาตญาณอีกเสร็จกัน พลาดแล้วว้อย!ว่าแต่ใครกันแน่โรคจิต คนอื่นไม่เอาก็ยัดใส่กันเลยแบบนี้น่ะฮะ คนปกติธรรมดาอย่างเขาเคืองมากนะครับ“อาฮ้า! ในเมื่อรับหนังสือตอบแทนไปแล้วก็แปลว่ารับช่วยงานของพวกเราแล้วสินะพ่อหนุ่ม ข้าดีใจจริงๆ”เมอร์ลินปรบมือแปะๆ ด้วยท่าทางมีความสุขออกนอกหน้า นาวายกมืออีกข้างขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างอับจน“นั่นไง ว่าแล้วว่าของฟรีไม่มีในโลก”แล้วไอ้หนังสือนี่มันอะไร สลัดออกจากมือไม่ได้เลย ติดมือดียิ่งกว่ากาวตราช้างอีกเว้ย แถมเปิดหน้าหนังสือไม่ได้อีกต่างหาก นี่จะให้เป็นของขวัญหรือกำลังทำโทษกันอยู่ล่ะเนี่ย“ก็ถ้าเชิญดีๆ ไม่ได้ก็ต้องใช้เล่ห์กันเป็นธรรมดา” เมอร์ลินยิ้มหวานไม่มีสำนึกสักนิด “เป็นความผิดของเจ้าเองที่ไม่ยอมรับแต่โดยดี แต่เอาเถอะ พวกข้าก็คิดแล้วว่าอย่างไรเราก็ต้องได้ทำงานร่วมกันแน่นอนอยู่แล้วล่ะ”“สรุปคือตั้งใจมัดมือชกผมแต่แรกแล้วถูกไหม?”ความซวยที่ถูกกำหนดประหนึ่งฟ้าดินลงโทษ เกลียดชะมัดเลย!นาวาเบ้ปากก่อนจะกลับมานั่งลงอย่างจำใจ“ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากทำอยากทำอย่างนั้นหรอกนะ” วลาดกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงๆ คือไม่ได้เตี๊ยมกันจนกระทั่งซีซาร์ลงมือ เขาเองก็เพิ่งรู้ “ถึงปกติแล้วพวกเราจะเป็นผู้เผด็จการกันทั้งนั้น แต่เรื่องบางเรื่องเราก็ใจกว้างให้ผู้อื่นเลือกได้”แต่นาวาคิดว่าไม่น่าจะใช้คนที่ได้รับความใจกว้างนั้นแน่ๆ ดูได้จากการที่หนังสือยังคามือเขาอยู่อยากจะเบ้ปากแล้วร้องแหมไปให้ทั่วจักรวาล“เอาเถอะ ถูกมัดมือชกแบบนี้แล้ว ไม่ช่วยผมคงจะมีอะไรซวยๆ ตามมาอีกแน่ๆ งั้นผมช่วยก็ได้ครับ” นาวาถอนหายใจเฮือก “ขอแนะนำตัวอย่างเป็นงานเป็นการเลยก็แล้วกัน ผมชื่อ ‘นาวา อัครภาณุ’ ครับ นักศึกษามหาวิทยาลัย ชั้นปีที่หนึ่ง ยินดีที่ได้รู้จักครับ”“โอ้ มาเสียทางการเชียว งั้นทางนี้คงต้องทำบ้างแล้ว” เมอร์ลินลุกขึ้นยืนวางมือขวาบนอกซ้ายก่อนจะโค้งตัวเล็กน้อย “ข้ามีนามว่า ‘เมอร์ลิน’ พ่อมดแห่งบริเตน”“หือ!?”นาวาขมวดคิ้วครุ่นคิด อะไรเตนๆ นะ“เรา ‘วลาดิสลาฟ ดรากูลา ที่สาม’ อดีตครองแคว้นวาลาเคีย หรือจะเรียก ‘วลาด เทเปส’ ก็ย่อมได้ เราไม่ถือสานัก”“ฮะ!?”คราวนี้มาเป็นผู้ปกครองแคว้น... สมัยนี้ยังมีสถานที่ที่เรียกแคว้นอยู่อีกเหรอไม่ดิ เดี๋ยวก่อน...“ส่วนท่านทางนั้นมีนามอันเกรียงไกรว่า ‘กาอิอุส ยูลิอุส ไกซาร์’ แห่งจักรวรรดิโรมันครับ”เมอร์ลินผายมือไปทางซีซาร์ที่ไม่ได้แนะนำตัวเอง ชายหนุ่มผู้ดุร้ายเชิดมุมปากขึ้นยิ้มมีไมตรีให้กับพวกเดียวกันในหอสมุด“แนะนำแค่ชื่อ ‘จูเลียส ซีซาร์’ ก็ได้กระมัง อย่างไรนามเดิมพวกท่านก็ไม่ได้เรียกกันแล้ว”“การแนะนำนามเดิมก็เป็นเรื่องที่จำเป็นนะท่าน โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายแนะนำนามเต็มของตัวเองมาแบบไม่กลัวการถูกสาปเลยแม้แต่น้อย”พ่อมดแห่งคาเมล็อตยิ้มกว้างอย่างถูกอกถูกใจ ส่วนคนแนะนำชื่อเต็มแบบไปอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวสะอึก มองหน้าคนอื่นอย่างเลิ่กลั่ก“แค่ชื่อก็สาปได้แล้วเหรอครับ! เอ้ย ไม่ใช่สิ เดี๋ยวนะ ผมว่าชื่อพวกคุณคุ้นๆ มาก อย่างกับมาจากหนังสือประวัติศาสตร์เลยนะ แหม จะโกหกก็ให้มันเนียนๆ หน่อยครับ หรือถ้าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกผมก็ได้”นาวาพ่นลมหายใจพลางยิ้มจางๆ มันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนในประวัติศาสตร์จะมาปรากฎในยุคปัจจุบัน ถึงหอสมุดนี่ก็ดูผีหลอกไปหน่อยแต่ก็ไม่น่าจะถึงกับเอาบุคคลในประวัติศาสตร์มาเป็นบรรณารักษ์หรอกน่า ก็พวกเขาตายไปกันหมดแล้วนี่นาฮ่า ๆ มันต้องเป็นไปไม่ได้แน่นอนแหงอยู่แล้วเนอะ...“ไม่ได้โกหกเสียหน่อย ชื่อกับตัวตนของพวกเราในหนังสือของพวกเจ้าก็คนเดียวกันนี่ล่ะ”“...เอื๊อก” นาวายิ้มค้าง จ้องมองพวกเขาตาไม่กะพริบทันที “จริงเหรอ?”ชายหนุ่มทั้งสามพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงเพื่อยืนยัน นาวารู้สึกเหมือนหัวจะหมุนเล็กน้อย สติกำลังหลุดลอย“พ่อมดแห่งคาเมล็อต? กษัตริย์จอมเสียบแห่งวาลาเคีย? รัฐบุรุษนักรบแห่งจักรวรรดิโรมัน? เอาจริงดิ!?”“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งสลบหนีความจริงอย่างนั้น เรายังไม่ได้คุยรายละเอียดกันเลยนะพ่อหนุ่มนาวา”“แค่เรื่องตัวตนพวกเรายังตกใจขนาดนี้แล้ว เรื่องอื่นจะไปรอดหรือ?”“รอดยาก ตายก่อนแน่นอน!”“อย่าพูดแบบนั้นสิท่านวลาด ท่านซีซาร์ ถึงจะดูอ่อนไหวง่ายแต่คงไม่ตายง่ายหรอก ข้าเชื่อในตัวเขาอยู่นะ เท่านี้”เมอร์ลินชูมือปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วก้อย ปลายเล็บที่แหลมขึ้นมาหน่อยแสดงให้เห็นถึงปริมาณความเชื่อถือของเมอร์ลินต่อชายหนุ่ม“น้อยนิดไปแล้วคุณพ่อมด!”จากสติที่กำลังจะบินออกพุ่งกลับเข้าร่างอย่างไว นาวาถลึงตาใส่พวกเขาอย่างลืมตัว ถ้าไม่เชื่อกันขนาดนั้นก็อย่ามามัดมือชกให้ช่วยงานกันตั้งแต่แรกสิเว้ย เจ้าพวกฟอสซิลเฒ่าเอ๊ยนาวาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติตัวเอง ทำใจว่าโลกนี้มันแฟนตาซี อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้แต่การมีคนสติไม่ดีมาบอกว่าตัวเองเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ก็ทำใจมองให้เป็นเรื่องปกติเข้าไว้ หรือต่อให้มันจะมีอะไรพิสดารกว่านี้ก็จะไม่ตกใจแล้ว ฮ่ะฮ่าๆเอ๊าซูด! เมากาวเดี๋ยวนี้นาวา!!หลังมอมเมาสติของตัวเองด้วยกาวในจินตนาการเรียบร้อยแล้ว นาวาก็มองหน้าของชายหนุ่มทั้งสามอย่างจริงจังก่อนกระแอมไอ“อะแฮ่ม! เอาล่ะผมไม่ตกใจกับเรื่องของพวกคุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครมันก็คงไม่สำคัญกับผมสักเท่าไหร่ล่ะนะ”“ก็คงเป็นเช่นนั้น”เมอร์ลินยิ้มตอบแต่เป็นรอยยิ้มแฝงเลศนัยที่ไม่น่าไว้ใจ แต่นาวาตีความหมายรอยยิ้มของเขาไม่ออก ด้วยความไม่ไว้วางใจจึงระแวงไว้ก่อน“แล้วที่จะให้ผมช่วยนี่คือเรื่องอะไรครับ ยกเว้นให้ไปฆ่าคน ปล้นทรัพย์กับข่มขืนเพื่อนมนุษย์นะ มันผิดกฎหมายและศีลธรรม ผมยังไม่อยากติดคุกหัวโต”“พวกข้าไม่ให้เจ้าทำเช่นนั้นหรอกนะเจ้าหนูนาวา มันเป็นงานง่ายกว่านั้นมาก แค่ไปปล้ำกับหนังสือแล้วเก็บพวกมันกลับหอสมุดมาก็เท่านั้นเองล่ะ”“WTF!?!”อะไรคือปล้ำกับหนังสือครับ ทำไมฟังแล้วเหมือนจะติดเรทเยาวชนเข้าไม่ถึงเลยล่ะ อธิบายขยายความมาเดี๋ยวนะคุณพ่อมด!!!