บทที่ 19
ข้าแซ่เหยียน นามไป๋เฉิน
คำพูดนี้ราวกับมีอาคมสะกดห้วงอารมณ์โกรธแค้นในใจของหลินฉางเหยียนยิ่งประทุเดือด ดวงหน้าของเขาแดงฉานราวเืพยายามกดความโกรธให้จมดิ่งลง
แต่ตรงกันข้ามกับบุตรชายของเขา
หลินอวี่เหวิน บุตรชายคนโตของหลินฉางเหยียนสะบัดแขนเสื้อด้วยท่าทางเดือดดาลจนชายแขนกวัดแกว่งไปมา เขาตบโต๊ะไม้หนัก ๆจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งห้องโถง
“สารเลว!!!” เขาะโก้องจนเส้นเืที่ขมับเต้นตุบ ๆ
“ข้าจะถลกหนังนางเด็กสารเลวนั่นเสียเดี๋ยวนี้!!”
เถาเถาในอ้อมแขนของเหยียนไป๋เฉินสะดุ้งเฮือก ใบหน้าน้อย ๆแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือดทันใด
แววตากลมโตที่เคยทอประกายสว่างไสวกลับถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก
ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันแน่นจนซีดขาวก่อนที่นางจะรีบซุกตัวเข้าหาแผ่นอกของเหยียนไป๋เฉิน มือเล็ก ๆ จับชายเสื้อเขาแน่นร่างกายเล็กสั่นระริกจนััได้ชัด
“ท่านพ่อ...” เสียงเล็กแ่เบาเอ่ยเพียงเท่านั้นคล้ายขอความอุ่นใจ
เหยียนไป๋เฉินก้มศีรษะลงเล็กน้อย ใช้ปลายคางแตะลงบนกลุ่มผมนุ่มละเอียดของเด็กน้อย
แววตาเ็าของเขาในตอนนี้ราวกับมีเปลวเพลิงเย็นะเืแผดเผาอยู่ภายใน
เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้งใบหน้าเรียบสงบแต่แฝงความเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
ไม่มีคำพูด ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกจากริมฝีปากขณะจ้องมองหลินอวี่เหวินราวกับเฝ้ารอจังหวะที่จะปลิดชีพ
หลินฉางเหยียนกัดฟันจนเสียงกรอดดัง
“กล้าขานนามของตนเองหรือไม่!?” เสียงถามเย็นเยือกปนคับแค้นใจสะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง
เหยียนไป๋เฉินคลี่ยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง รอยยิ้มเรียบเฉยหากแต่มองแล้วยิ่งเสมือนมองเหวลึกอันไร้ก้นบึ้ง
“ข้า... แซ่เหยียน”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาชัดเจน แม้พูดเพียงเบา ๆแต่ดังกังวานชัดในโสตประสาททุกคนในที่แห่งนั้น
“นาม ไป๋เฉิน”
สิ้นถ้อยคำ ห้องโถงทั้งห้องเงียบกริบ
ทุกสายตาเบิกกว้าง ราวกับได้ยินสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม
บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบราวกับยามเหมันต์ถาโถมฝ่ามือที่กำแน่นของหลินฉางเหยียนเริ่มสั่นระริก ดวงตาที่เคยคับแค้นค่อย ๆเปลี่ยนเป็ตกตะลึงและสั่นไหว
ทันทีที่เสียงตอบรับเรียบเย็นนั้นจบลง...
ชื่อ “เหยียนไป๋เฉิน” ที่หลุดออกจากปากของบุรุษชุดขาวตรงหน้า ราวกับสายฟ้าสายหนึ่งฟาดเปรี้ยงลงมากลางกระหม่อมของหลินฉางเหยียน ผู้นำตระกูลหลิน
ขาทั้งสองข้างที่มั่นคงยืนตระหง่านมาตลอดหลายสิบปีในฐานะประมุขตระกูลบัดนี้กลับไร้เรี่ยวแรงจนแทบจะทรุดฮวบลงพื้น
เขายืนแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างจนเส้นเืฝอยปูดนูนชัดเจนดั่งบุคคลที่เพิ่งได้เห็นภาพน่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นราวกับ้ากลั้นเสียงสะท้านที่กำลังจะเล็ดรอดจากลำคอหยาดเหงื่อเม็ดโตผุดซึมขึ้นทั่วขมับและหน้าผากแล้วไหลอาบข้างแก้มจนถึงปลายคางอย่างไร้การควบคุม
นิ้วมือที่เคยกำหมัดแน่นเริ่มคลายออกช้า ๆ ทว่ากลับสั่นระริกแทน
หัวใจเต้นกระหน่ำดังอื้ออึงในโสตประสาทร่างกายหนักอึ้งราวถูกสวมโซ่ตรวนจาก์มันไม่อาจแม้แต่จะขยับนิ้วเท้าหนึ่งเดียวได้เลย
นาม เหยียนไป๋เฉิน...
ต่อให้เมืองชั่งหลินเป็เพียงแค่เมืองชายแดนเล็ก ๆแต่ฐานะของหลินฉางเหยียนในฐานะประมุขตระกูลเก่าแก่ย่อมมีข่าวสารจากทุกสารทิศไหลเวียนเข้าสู่หูตลอดเวลา
มีหรือเขาจะไม่รู้ว่า “เหยียน” คือแซ่สูงสุดแห่งราชวงศ์เหยียน
และมีหรือจะไม่รู้ว่า “ไป๋เฉิน” คือชื่อที่สร้างแรงะเืทั่วหล้าตลอด่หลายปีที่ผ่านมา!
นั่นคือชื่อของบุรุษหนุ่มผู้เป็ ซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋อง แม่ทัพผู้บัญชาการกองทัพัเพลิง กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเก้าเขตปกครอง!
และยังเป็ หลานแท้ ๆ ของฮ่องเต้ ผู้ปกครองใต้หล้านี้!
ชายผู้นี้...ไม่ใช่แค่ขุนพลอัจฉริยะ ไม่ใช่แค่ยอดฝีมือขอบเขต์อายุน้อยที่สุดในรอบร้อยปี
แต่เขาคือราชนิกูลผู้มีสิทธิ์มีเสียงสูงสุดคนหนึ่งในราชสำนัก!
คำสั่งหนึ่งคำพูดของเขาเพียงพอจะทำให้ตระกูลหลินทั้งตระกูลถูกกวาดล้างราบเป็หน้ากลองราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนผืนแผ่นดินนี้มาก่อน!
ความคิดทั้งหมดแล่นเข้ามาในสมองหลินฉางเหยียนภายในพริบตาเดียว
สิ่งที่ตามมาคือความเย็นเยียบเกาะเกี่ยวลงในไขสันหลังหัวใจของเขาราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดจนเจียนะเิ
ริมฝีปากที่ก่อนหน้านี้เปล่งวาจาดุดันบัดนี้แห้งผากและสั่นระริกจนไร้เสียง
ในที่สุด...ร่างกายที่พยายามทรงตัวมาตลอดก็แกว่งไกวไปมาเหมือนต้นไผ่ต้องลมกรรโชก
หลินฉางเหยียนหอบหายใจรุนแรง ใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อย ๆดวงตาเต็มไปด้วยความพรั่นพรึงสุดขีด
เขาทำได้เพียงยืนแข็งทื่อ หยาดเหงื่อไหลอาบใบหน้าทอดสายตามองบุรุษชุดขาวตรงหน้าที่เริ่มหมุนกายพาร่างเดินจากไป
หัวใจของเขาในยามนี้...ดั่งถูกปลิดปลิวหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง!
เหยียนไป๋เฉินหมุนตัวอย่างสงบนิ่ง ฝีเท้าของเขาไม่เร่งรีบไม่เบาไม่หนัก ทุกย่างก้าวกลับให้ความรู้สึกมั่นคงเยี่ยงขุนเขาเคลื่อนตัว
แขนข้างหนึ่งโอบอุ้มร่างน้อย ๆ ของเถาเถาเอาไว้แนบอกดวงตาคมกล้าของเขาเหลือบลงมองเด็กหญิงในอ้อมแขนด้วยแววตาอบอุ่นนุ่มลึก
ขณะที่อีกข้างหนึ่งถือพัดไม้ไผ่โบราณพิงไหล่ไว้อย่างผ่อนคลาย
ไป๋ซือเหนียงเดินตามอยู่ด้านหลังในระยะหนึ่งฝ่ามือสตรีในชุดขาวยาวกรอมเท้าก้าวย่างไปด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยราวสายลมเย็น
นางยังคงสงบนิ่ง ดวงตาเรียวจับจ้องไปยังแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มตรงหน้าเพียงชั่วขณะก่อนจะหันกลับไปทอดสายตาเ็าให้กับคนตระกูลหลินทุกคนที่ยังยืนตัวแข็งทื่อราวรูปปั้น
ฝีเท้าทั้งสามค่อย ๆ ห่างไกลออกไปจากห้องโถงใหญ่ที่เงียบงัน
ภายในห้องโถงอันโอ่อ่าของจวนตระกูลหลินบัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบงันราวสุสาน
เงาร่างของบุรุษชุดขาวและสตรีผู้สง่างามรวมถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ถูกโอบอุ้มไว้แนบอก ได้เลือนหายไปจากประตูทางเข้าแล้วเหลือเพียงสายลมเย็นะเืที่แทรกซึมเข้ามาในโถงราวกับเงามัจจุราช
ทว่า...ทันใดนั้นเอง
"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังฉีกกระชากความเงียบเสียงนั้นแหลมสูงปานจะแทงทะลุแก้วหูของผู้ฟัง มันเต็มไปด้วยความเ็ปและสิ้นหวังเสียงที่สามารถทำให้ผู้ได้ยินหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง
หลินฉางเหยียน ที่ยังคงยืนตะลึงแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดราวคนตายดึงสติกลับมาในวินาทีนั้นเอง
มันหันขวับกลับไปทางต้นเสียงดวงตาเบิกกว้างแทบถลนจนแทบหลุดออกจากเบ้า
สิ่งที่มันเห็นคือภาพของ หลินอวี่เหวิน บุตรชายคนโตของมัน
ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังนอนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบของโถงตระกูล
ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองแดงก่ำไปด้วยความเ็ปสุดแสนทนทานริมฝีปากกัดแน่นจนเืซึมแต่นั่นไม่อาจกลั้นเสียงกรีดร้องที่ยังทะลักออกมาจากลำคอได้เลย
สองแขนของมัน...ปลายแขนทั้งสองข้างตกห้อยผิดรูปอย่างน่าสยดสยองเส้นเอ็นที่ข้อมือถูกตัดขาดจนบิดเบี้ยว
โลหิตสีแดงสดพุ่งทะลักไหลหยดลงบนพื้นทีละหยดๆ กลายเป็แอ่งเล็ก ๆใต้ร่าง
ส่วนข้อเท้า...
ขาทั้งสองของมันงอพับผิดรูป ท่อนขาไร้เรี่ยวแรงข้อเท้าบิดเบี้ยวแปลกประหลาดเพราะเส้นเอ็นถูกตัดจนขาดสะบั้น
เืแดงฉานไหลนองราวกับสายธารน้อยๆ กระเซ็นเปื้อนเต็มพื้นหินขาวที่เคยมันวาววับยามแรกเริ่มบัดนี้กลายเป็สนามเชือดที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตชวนคลื่นไส้