ตอนที่ 3
“เื่มันก็เป็เช่นนี้ อย่างที่ข้าเล่า แม่ข้าดันไปกล่าวขอแม่นางเหลียนผู้พี่ให้ข้าเสียก่อน วาจาผู้ใหญ่กลับคำยากนัก เสนาบดีกรมจึงให้ท่านแต่งกับแม่นางเหลียนผู้น้องแทน”
“แล้วท่านรู้ได้อย่างไร ว่าเื่ราวมันเป็มาเช่นนี้”
“เหลียนฮูหยินมาบอกกล่าวแก่ท่านแม่ข้าหลังจากที่แม่นางเหลียนผู้พี่ตอบตกลงรับไมตรีจากตระกูลหวงของข้าน่ะสิ”
“แล้วท่านอย่างทราบหรือไม่ว่า ว่าที่ฮูหยินของท่านเป็อย่างไร”
หานซวนมองหน้าสหายแว๊บเดียว เขายกแก้วน้ำชาในมือขึ้นมาหมุนวน น้ำชาที่อยู่ในแก้วก็ไหลเปลี่ยนรูปร่างตามแก้วไปเรื่อย ๆ
เขาทำเหมือนว่ากำลังนึกคิดอะไรอยู่ภายในใจ คุณชายหวงมองการกระทำของสหายก็พอจะเดาออกว่าหานซวนคิดจะทำอะไร
“ไม่จำเป็ต้องทราบ ประเดี๋ยวเข้าหอก็ทราบเอง”
ระยะเวลาผ่านไปก็ถึงวันเทศกาลประจำปีของเมืองหลวงแล้ว ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ออกไปได้กลายเป็ว่ามีเพียงเลี่ยงหลิ่งเท่านั้น ส่วนซูหนี่ว์จะต้องเก็บตัวเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงานในสิ้นเดือนนี้ หลังจากจบงานประจำปี
“เ้าอย่าก่อเื่ให้พ่อกับแม่ต้องปวดหัวล่ะ”ฮูหยินใหญ่เอ่ยเตือนลูกสาวคนเล็กที่วันนี้แต่งตัวพร้อมออกไปเที่ยวเล่นแทบจะทนไม่ไหว
“เ้าค่ะ ข้าไม่ก่อเื่แน่นอนเ้าค่ะท่านแม่”เลี่ยงหลิ่งรับปากมารดาพร้อมกับรอยยิ้ม พอได้รับอนุญาตให้ออกไป ก็รีบวิ่งออกไปจนฉิงอันตามแทบไม่ทัน
“ข้ายังพูดไม่ทันขาดคำ จะรีบไปไหน ค่อย ๆ เดินก็ได้ จะวิ่งไปใยกัน”ส่วนฮูหยินใหญ่พอเห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะบ่นตามหลังออกไปด้วยความเหนื่อยใจ
“เอาน่า นางก็เป็แบบนั้น เป็ธรรมดาอยู่แล้ว”
“เลิกถือหางให้นางเถอะ นางโตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว”
“พูดเหมือนว่าเ้าไม่ห่วงลูกอย่างนั้นแหละ ที่เอ็ดตะโรตามหลังไปก็เพราะกลัวว่าลูกจะล้มไม่ใช่รึ?”เสนาบดีกรมหยอกเย้าภรรยากลับไป ฮูหยินใหญ่ทำท่าทำทางไม่รู้เื่ว่าผู้เป็สามีพูดเื่อะไรอยู่ จึงหันไปหาบ่าวรับใช้ถามถึงซูหนี่ว์แทน
“คุณหนู! รอข้าด้วยเ้าค่ะ อย่าวิ่งเ้าค่ะคุณหนู!”ฉิงอันวิ่งตามไปด้วยความเหนื่อยหอบ เนื่องจากสภาพอากาศตอนนี้ค่อนข้างเย็นมาก จนถึงขั้นหนาวเลยก็ว่าได้
“พี่ฉิงอันรีบ ๆ หน่อย เดี๋ยวก็ไปดูการแสดงไม่ทัน”เลี่ยงหลิ่งเดินกลับมาเอาแขนสอดเข้าไปที่วงแขนของพี่เลี้ยงและพานางค่อย ๆ เดินไป
“ความจริงพี่ฉิงอันไม่ต้องวิ่งตามข้าก็ได้ แก่ขนาดนี้แล้วก็ค่อย ๆ เดินเถอะ”
“คุณหนู ข้ายังไม่แก่เสียหน่อยเ้าค่ะ”
“แหม..แม่นางแรกแย้ม แก้มชมพูขาวเนียน”
“นั่น! การแสดงกำลังจะเริ่มแล้ว แต่ไม่เป็ไร ข้ารอเ้าหายเหนื่อยก่อนก็ได้ ค่อยวิ่งต่อ”
“คุณหนูอย่าวิ่งเลยเ้าค่ะ เมื่อครู่ฮูหยินใหญ่ก็ติเตียนตามหลังมา ไม่ได้ยินรึเ้าคะ”
“ได้ยิน แต่อย่าทำเป็รู้เื่สิ แค่นี้ท่านแม่ก็ว่าอะไรข้าไม่ได้มากแล้ว เพราะข้าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน”ความเ้าเล่ห์บวกกับความทะเล้นของคุณหนูตระกูลเหลียน ทำเอาพี่เลี้ยงเหนื่อยใจ แต่ก็ชินแล้วกับความซนเหมือนลิงของนางแบบนี้
“ท่านแม่ทัพจะลงไปด้านล่างหรือไม่ขอรับ”เสียงทหารผู้น้อยเอ่ยถาม
ที่จริงนี่ไม่ใช่งานที่ใหญ่อะไร แค่ให้คนกระจายไปอยู่ตามจุดป้องกันอัคคีภัย วาตภัยและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างงานเท่านั้น เขาไม่จำเป็ต้องออกมาถึงที่นี่ก็ได้
“ไม่”ยังไม่ทันที่จะโบกมือไล่ สายตาก็พลันไปเห็นสตรีที่ยืนอยู่ด้านล่าง รอยยิ้มแววตาของนางสดใสเหมือนครั้งที่พบกันครั้งแรก
“ท่านเห็นนางแล้วใช่หรือไม่”คุณชายหวงเดินถือพัดบังหน้าเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ หานซวน
“ผู้ใด”
“อ้าว! ก็แม่นางเหลียนผู้น้องอย่างไรเล่า ที่จริง..ใครก็ว่านางงามนะ แต่นางวิปลาสไปหน่อย เลยไม่มีใครกล้ามาสู่ขอนาง”
“วิปลาสอย่างไร”
“นางชอบอ่านตำราเป็ประจำ ทำให้นางมีความรู้มากกว่าสตรีด้วยกันมากโขอยู่ และนางก็รู้จักกับแม่นางตระกูลหยาง ตระกูลหยางเป็ตระกูลที่ร่ำรวยพอ ๆ กับตระกูลหวงของข้า แต่ตระกูลของแม่นางหยางเป็ทั้งขุนนางและทำทั้งการค้า เป็เศรษฐีและอย่างที่ท่านทราบว่า ตระกูลหยางเป็ผู้ทำอาวุธต่อสู้ให้แก่ฮ่องเต้และกองทัพของท่าน”
“เหตุเพราะสาวงามสองคนนี้รู้จักมักคุ้นกันั้แ่ครั้งยังเยาว์ จึงทำให้แม่นางเหลียนผู้น้องซึมซับชอบการต่อสู้ และการทำอาวุธเป็อย่างมาก”
“ท่านอยากทำงานตำแหน่งนายทะเบียนไหมคุณชายหวง? รู้เื่ไปทุกอย่างเหมือนตนเป็นายทะเบียนราษฎ์”หานซวนสวนกลับไป ั้แ่รู้จักคุณชายหวงมา ก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็คนใฝ่รู้ไปเสียหมด
แต่ก็ไม่นึกว่าจะรู้ลึกปานนั้น
“อ้าว ก็แม่ข้ากับเหลียนฮูหยินเป็พันธมิตรกัน บ่อยครั้งที่นัดพบสังสรรค์ก็จะให้ข้าไปด้วยแทบจะทุกครั้งไป สตรีไม่ใช่เพียงแต่นั่งสงบเสงี่ยมเหมือนผ้าพับไว้หรอก”
“พอยิ่งแก่ตัวเป็ไม้แข็ง ก็พูดเจื้อยแจ้วติดนิสัยนกแก้วนกขุนทอง เห็นว่าเป็พันธมิตรกัน จึงปรับทุกข์กันเล็กน้อย พอดีวันนั้นข้าไปด้วย เลยได้รู้เื่แม่นางเหลียนผู้น้อง”
“แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าสตรีผู้นั้นคือนาง”
“ข้ากำลังจะบอกอยู่นี่..เป็เพราะนางหัวก้าวหน้า คิดอย่างไรก็ทำ บ่อยครั้งผู้ใหญ่หลายคนจึงมองว่านางเป็คนหัวดื้อ ไม่ฟังคำใครนอกจากความคิดส่วนตน ไม่สนขนบธรรมเนียม”
“ครั้งพบนางอยู่ที่ตลาดหลวง ข้าเคยได้พูดกับนางอยู่ แต่ถือว่านานมากแล้ว ภายหลังก็ได้รู้ว่านางคือแม่นางเหลียนผู้น้อง”
“ส่วนผู้พี่ข้ายังไม่เคยเห็น”
“ประเดี๋ยวเข้าหอก็ได้เห็น”
“ข้าก็คิดแบบท่าน..แต่ว่าท่านจะไม่ลงไปทักทายนางหน่อยรึ?”
“ไม่ ไม่จำเป็ต้องทำ”
“แหม ท่านนี่ช่างใจร้ายจังเลยนะ”
“ผู้ใดอยากแต่งงานกับคนพิการอย่างข้ากัน บางทีนางอาจจะยังไม่ทราบเื่ก็ได้ จึงมาเดินเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจอยู่เช่นนี้”หานซวนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาก็ยังมองนางอยู่มิขาด ส่วนคุณชายหวงก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
ถึงมันจะเป็เช่นนั้นจริง แต่ก็ยังมีสตรีที่ยังชื่นชมหานซวนอยู่ ตาบอด..แต่หน้าตาดี หน้าดุแบบนี้..สตรีที่ใดพบก็ชอบพอทั้งนั้น
นี่เป็สิ่งที่คุณชายหวงมองเห็น แต่เ้าตัวกลับไม่ได้รู้สึกตัวอะไรเลย
“เอาเถอะ ข้าไม่หวังนักหรอกว่าท่านจะสนใจนาง ข้าไปล่ะ แอบออกมาได้แค่ครู่เดียว ต้องกลับแล้ว”
“จะไปไหนก็ไป”
“เชอะ ทำมาเป็ไล่”
คุณชายหวงทำท่าพัดปัดชายผ้าใส่และเดินกลับออกไป
แม่ทัพฟานมีหรือจะแยแส เขามองสหายเพียงหางตา ก่อนจะกลับมามองสตรีอีกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็ว่าที่ฮูหยินของเขาในอนาคตด้วยแววตาที่ใครก็ยากที่จะคาดเดา
ในขณะเดียวกัน คนที่โดนมองรู้สึกสะกิดเล็กน้อย นางมองตามความรู้สึกของตนไปจนปะทะสายตาเข้ากับบุรุษที่อยู่ในชุดฮั่นฝูสีดำเหลื่อม ลายสวยแถบทอง
และที่สำคัญสิ่งที่ทำให้นางจำเขาได้คือ..ผ้าคาดตาข้างเดียว
“หานซวน?”นางเผลอพูดชื่อของเขาออกมา เพราะแปลกใจ ไม่นึกว่าจะเป็เขา แต่นางก็หันซ้ายหันขวา เขาอาจจะมองคนอื่นอยู่ แต่ก็ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นนอกจากนางและฉิงอันเลย
“เรียกชื่อท่านแม่ทัพด้วยเหตุใดเ้าคะคุณหนู อย่าเรียกเ้าค่ะ”
“ทำไมจะเรียกไม่ได้ ก็เขากำลังมองมาที่เราอยู่”
“ไหนเ้าคะ”ฉิงอันหันไปดูรอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นแม่ทัพฟานเลยสักที่
“ก็อยู่ข้างบ..อ้าว..”เลี่ยงหลิ่งขมวดคิ้วและชี้ขึ้นไปที่หอ้าที่หานซวนกำลังยืนอยู่ แต่พอนางหันกลับไปก็หาเขาไม่เจอแล้ว
“หายไปไหนเสียแล้ว เขาอยู่ตรงนี้จริง ๆ นะ”
“คุณหนูกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้แล้ว ถึงจะมีแสงไฟแต่คนเยอะ จะมองเห็นเป็ท่านแม่ทัพก็ไม่แปลกอันใดเ้าค่ะ เราไปกันดีกว่านะเ้าคะ”ฉิงอันจับแขนของเลี่ยงหลิ่งดึงเบา ๆ ให้เดินไปข้างหน้า
นางเดินตามไปด้วยแรงดึง แต่สายตาก็ยังหันมองที่หอนั้นอยู่ จนในที่สุดก็ยอมแพ้และหันกลับไปสนใจการแสดงตรงหน้าต่อ
หานซวนที่หลบไปอยู่หลังกำแพงเมื่อครู่ เมื่อเห็นว่าเลี่ยงหลิ่งเดินกลับไปแล้วก็เดินออกมา จนกระทั่งเขาตัดสินใจที่จะเดินลงมาจากหอคอยนั้น แต่ไม่ได้จะลงไปหานางหรอก หากเข้าไปท่ามกลางงานสนุกสนานแบบนั้น งานคงจะกร่อยเป็แน่
ปล่อยนางสนุกไปก่อน ก่อนที่จะไม่ได้สนุกอีก
“จริงสิพี่ฉิงอัน ตอนกลับจวน ข้าว่าจะซื้อของให้ไป๋เซ่อเสียหน่อย มันยังไม่มีที่นอน นอนแต่ผ้านิ่ม ๆ มันควรจะได้มีที่นอนเป็หลักแหล่ง”
“ได้เ้าค่ะ งั้นเอาตระกร้าก้นแบนไหมเ้าคะ”
“อืม..ก็ดีนะ ตระกร้าก้นแบนทรงรี เส้นผ่านศูนย์กลางก็ต้องมากพอสมควร เผื่อตอนเ้าไป๋เซ่อตัวโตจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ ”
“อ๋อ! ข้าอยากซื้อถาดกลมอันเล็กด้วย เอาไว้ใส่อาหารกับน้ำ แล้วก็อะไรอีกนะ ข้าก็ไม่เคยเลี้ยงสัตว์ด้วยสิ แต่ปกติแล้วก็ไม่มีใครเลี้ยงสัตว์อยู่แล้วด้วย ข้าลืมเลย”นางพูดเองเออเองคนเดียว พยายามจดสิ่งที่จะซื้อไว้ในหัว ทวนเล็กน้อยให้พอจำได้ก็หันกลับไปดูการแสดงต่อจนจบ
พอถึงเวลากลับก็เดินมาเลือกซื้อของ เอาของใช้ต่าง ๆ มาประยุกต์ จินตนาการไปว่ามันต้องเป็ไปตามนี้ จนกระทั่งถึงร้านขายกรงสัตว์เล็ก นางเผื่อไว้ว่าเวลาไปไหนจะได้เอาไป๋เซ่อใส่กรงไปด้วย
“จริงด้วยสิ! ถ้ามีกรง เวลาไปไหนมันก็ดี แต่จะลำบากตอนที่ไปไหนนาน ๆ แล้วในกรงไม่มีอาหารกับน้ำ ถ้าเช่นนั้นในกรงควรจะมีจอกทรงกรวยติดไว้ด้วย
แต่ของแบบนั้นคงไม่มีอยู่จริง”
“แต่ข้าทำเองก็ได้นี่หน่า แบบนี้ต้องให้พี่เยว่ซินช่วยแล้ว”เลี่ยงหลิ่งเลือก
กรงสัตว์ที่มีผนังปิดทึบสามด้าน อีกด้านเป็ฝาเปิดที่สามารถมองเห็นภายในได้
“เอาอันนี้แล้วกัน”นางยิ้มแฉ่งด้วยความพอใจ ก่อนที่จะให้ฉิงอันจ่ายเงินกับแม่ค้าไป และนางกับพี่เลี้ยงก็เดินมาหยุดอยู่ที่ร้านขายจอกหลายรูปทรง นางฉวยคว้าจอกทรงกรวยที่นางคิดไว้ในหัวขึ้นมา ไม่ทันเห็นมือของบุรุษอีกผู้ยื่นมา
“ขออภัยแม่นาง จอกทรงกรวยนี้ข้ากำลังจะหยิบ”บุรุษผู้นั้นเอ่ยบอกเลี่ยงหลิ่งมองเงยหน้ามองเขาตั้งตัวหัวจรดเท้า
การแต่งตัวดูดีมีชาติตระกูล ชุดฮั่นฝูสีม่วงเหลื่อมแถบทองมีลายดอกไม้ปักอยู่อย่างปราณีต มองดูก็รู้ว่าคงไม่ใช่คุณชายตระกูลฐานะธรรมดา ๆ เป็แน่ ทั้งยังมีคนอีกสองคนยืนประกอบอยู่ด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม ยิ่งทำให้นางมั่นใจ แต่มีอย่างที่ไหน กรวยนี้นางจับก่อน มันก็ต้องเป็ของนางสิ
“ขออภัยคุณชายเช่นกัน แต่มือข้าจับโดนกรวยนี้ก่อน ตามหลักแล้วสินค้าชิ้นนี้ย่อมเป็ของข้า”เลี่ยงหลิ่งก้มหัวให้และอธิบายให้คุณชายตรงหน้าเข้าใจถึงเหตุผล
“คุณหนูขอรับ ยกสิ่งนี้ให้อง..คุณชายของเราด้วย คุณหนูอยากได้สิ่งใดอื่นอีก ข้าจะซื้อเปลี่ยนให้แทน”ผู้ติดตามของบุรุษหนุ่มเดินเข้ามาเจรจาแทนคุณชาย
เมื่อครู่ส่งสัญญาณให้บ่าวเจรจาแทนอย่างนั้นสิ?
“ข้าไม่อยากได้สิ่งใด ท่านบอกคุณชายของท่านด้วยว่าข้าหยิบสิ่งนี้ เพราะข้าอยากได้สิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งอื่น คุณชายของท่านดูท่าทางแล้วน่าจะไม่ใช่คุณชายธรรมดา สามารถสั่งให้ช่างไม้ทำกรวยนี้ขึ้นมาใหม่กี่อันก็ย่อมได้ เหตุใดจึงต้องมาขอข้าที่เป็เพียงสตรี”
“อีกทั้งข้ามือข้าก็ัักับกรวยนี้ก่อน มันย่อมเป็ของข้า พี่ฉิงอันจ่ายเงินเร็วเข้าสิ”เลี่ยงหลิ่งบอกแก่ฉิงอันอย่างรวดเร็ว เพราะนางเพิ่งนึกออกตอน พูดเมื่อครู่ว่า จะเป็เ้าของโดยสมบูรณ์ต้องผ่านการซื้อขายกันก่อน
เมื่อครู่คนที่เป็เ้าของตัวจริงคือแม่ค้า ไม่ใช่นางหรือบุรุษผู้นี้
“เอาอย่างไรดีพะย่ะค่ะองค์ชายรอง”ผู้ติดตามอีกคนเอ่ยกระซิบข้างหูของ องค์ชายรอง
องค์ชายรองหรือที่ใครก็เรียกว่า องค์ชายสี่ โอรสคนรองของเฉียนฮ่องเต้และหวังฮองเฮา
องค์ชายรองมองไปที่เลี่ยงหลิ่ง เขาขมวดคิ้ว แค่นึกแปลกใจตน ปกติแล้ว หากเป็สตรีนางอื่น คงเขินม้วนอายหลายตลบ แต่นางผู้นี้กลับมีท่าทางที่ปกติ แถมยังทำให้เขารู้สึกว่า นางกำลังมองเขาแบบก่นด่าอยู่ในใจ
องค์ชายรองส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามเอาถุงเงินไปวางต่อหน้าแม่ค้า
“ในนี้มีเงินมากกว่าราคาสินค้าสิบเท่า แม่ค้าต้องเป็ผู้ตัดสินใจว่าผู้ใดจะได้สินค้าไป”องค์ชายรองบอก เขาหันมายิ้มมุมปากให้เลี่ยงหลิ่ง แต่สำหรับเลี่ยงหลิ่งแล้วนี่มันคือการโกงชัด ๆ