บทที่ 12 และเื่ของเธอ (รีไรต์)
เจียงอี้อิ่นหันกลับไปมองด้วยสีหน้างุนงง เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่ากู้ไฮว่ถิงกำลังยืนอยู่หน้าร้านเธอตอนดึก
เขายืนอยู่ใต้แสงไฟของร้านเจียนปิ่ง มองตรงมาด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกเธออย่างเงียบ ๆ
เธอไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร แต่กลับรู้สึกได้ว่าเขาทั้งประหม่าและจริงจัง เพราะฉะนั้นแล้วจึงไม่ได้ถามอะไร เพียงแค่ลุกขึ้นแล้วเดินไปหาอีกฝ่าย
พอก้าวเท้าไปได้สองสามก้าวก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ ดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าเด็กคนนั้นหายไปแล้ว
“ชามของฉัน…” เจียงอี้อิ่นพูดไม่ออก วันนี้เธอตั้งใจจะลองคุยกับเด็กคนนั้น เพราะไม่อยากให้ชามใบนั้นหายไป ภาชนะในร้านมีจำนวนจำกัด ถ้าจะซื้อใหม่ก็ต้องใช้คริสตัล เธอไม่อยากเสียคริสตัลโดยใช่เหตุหรอกนะ
ป่ารกชัฏเงียบสนิท ไร้วี่แววของเด็กคนนั้น ชะตากรรมของชามใบนั้นคงจบสิ้นลงในป่าแห่งนี้แล้ว
เมื่อเดินมาตรงหน้ากู้ไฮว่ถิง เธอก็ปรับอารมณ์ตัวเองเรียบร้อยแล้วเงยหน้ามองเขา แต่ก็เห็นว่าสายตาของเขากำลังจ้องมองไปในป่า
จู่ ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว เธอจึงถามขึ้นว่า “คุณรู้จักเด็กคนนั้นเหรอ”
“เด็ก…” น้ำเสียงของกู้ไฮว่ถิงฟังดูสับสน “ก็ถูกของคุณ เขาเป็แค่เด็กจริง ๆ นั่นแหละ แต่เถ้าแก่…”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาทันที “คุณรู้ถึงอันตรายในพื้นที่เขต C ไหม ถึงแม้ความสามารถของคุณจะพิเศษมากและอาจจะทำให้คุณปลอดภัย แต่การสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักก็อันตรายมากเช่นกัน”
เธอขมวดคิ้วด้วยความสับสน “สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จัก…”
เขาสูดลมหายใจเขาปอดเฮือกใหญ่ “ก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกว่าคุณขาดความรู้พื้นฐานบางอย่าง หรือเพราะว่าคุณไม่ค่อยออกไปไหนกันนะ”
เธอพยักหน้าหงึกหงัก
เขานวดขมับแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ปิกนิกหน้าร้านพลางเอ่ยเชื่องช้า “หลังเกิดยุควันสิ้นโลก สัตว์และพืชเริ่มกลายพันธุ์ บางชนิดเห็นได้ชัดเจน แต่บางชนิดก็แปลกประหลาด ยากที่จะเห็นได้ชัด นอกจากจะใช้วิธีพิเศษ”
เธอเข้าใจความหมายของเขาได้ทันที “คุณหมายความว่าเด็กคนนั้นเป็สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เหรอ”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วถามกลับ “คุณเคยได้ยินเื่สวนอีเดนไหม”
เธอมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ
“สวนอีเดนเป็ฐานที่มั่นของผู้รอดชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ แต่ก่อนชื่อบริษัทอีเดนเทคโนโลยี ก่อนวันสิ้นโลกมาเยือน ผลิตภัณฑ์ยา เทคโนโลยี AI ของบริษัทอีเดนเทคโนโลยีได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนของมนุษย์”
“สองสามเดือนก่อน ฐานอีเดนออกภารกิจสำหรับผู้รอดชีวิตทั้งหมด นั่นคือการตามล่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์”
เจียงอี้อิ่นเบิกตากว้างด้วยความใ
“ใช่แล้ว คือเด็กคนนั้นแหละ” เขามองเห็นท่าทีของเธอทะลุปรุโปร่ง “เขาเป็สิ่งมีชีวิตที่อันตราย ประมาณหนึ่งเดือนก่อน ฐานอีกแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงเคยพบร่องรอยของเขา ปฏิบัติการจับกุมในครั้งนั้นดุเดือดมาก ฐานนั้นสูญเสียผู้มีพลังพิเศษไปกว่าสิบคน และสุดท้ายเขาก็หนีไปได้”
เจียงอี้อิ่นเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนั้นจะโหดร้ายปานนั้น พอนึกถึงความใกล้ชิดของเธอกับเขาเมื่อคืน ความกลัวก็วิ่งพล่านเข้ามาในใจราวกับคลื่นั์ถาโถม
กู้ไฮว่ถิงสังเกตเห็นใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาว ก็รู้ทันทีว่าเธอคงจะกลัวสิ่งที่เขาพูดไม่น้อย เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เถ้าแก่ สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ก็มีพลังพิเศษที่น่าอัศจรรย์หลากหลายรูปแบบ บางชนิดสามารถสะกดจิตหรือล่อลวงศัตรู ทำให้พวกเขาเดินเข้าไปในกับดักและกลายเป็อาหารมื้อโอชะของพวกมันโดยสมัครใจ การเข้าใกล้พวกมันโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายยังไง เถ้าแก่ต้องระวังตัวด้วยนะครับ”
เธอพยักหน้ารัว ๆ “ฉันรู้แล้วค่ะ ต่อไปฉันจะระวังตัวให้มากขึ้น”
กู้ไฮว่ถิงเห็นว่าเธอค่อนข้างหวาดกลัว จึงเปลี่ยนเื่คุย “ทำไมถึงเปิดร้านเพิ่มอีกร้านล่ะครับ”
เจียงอี้อิ่นตั้งสติได้ก็เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ “เมืองอาหารจะมีร้านอาหารแค่ร้านเดียวได้ยังไงคะ ต่อไปที่นี่จะมีร้านค้าเปิดมากขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนค่ะ”
“บะหมี่หยางชุน..." เขามองป้ายร้าน “เถ้าแก่ ผมขอซื้ออาหารมื้อดึกได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ”
โชคดีที่งานที่แสนวุ่นวายช่วยให้เธอสงบสติอารมณ์ได้ เเละเธอก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
น้ำซุปกระดูกใสแจ๋วที่เคี่ยวจนได้ที่ เส้นบะหมี่ขาวเนียน ประดับด้วยต้นหอมสีเขียวสด เพียงแค่มองก็ชวนให้น้ำลายสอ
กู้ไฮว่ถิงคีบเส้นบะหมี่เข้าปากเล็กน้อย ดวงตาก็พลันเป็ประกาย คีบบะหมี่คำที่สองเข้าปาก ไม่นานบะหมี่หนึ่งในสามส่วนก็หายวับไปกับตา
หลังจากกินบะหมี่หมด เขาก็ซดน้ำซุปและต้นหอมจนหมดเกลี้ยงชาม ก่อนจะถอนหายใจอย่างพอใจ “ที่แท้บะหมี่ก็อร่อยอย่างนี้นี่เอง”
สำหรับอาชีพแม่ครัวแล้ว คงไม่มีคำชมใดจะดีไปกว่าคำชมจากลูกค้า เจียงอี้อิ่นคลี่ยิ้มกว้าง จิตใจเบิกบานขึ้นมาก
ตอนนี้กู้ไฮว่ถิงจึงได้เอ่ยถึงสาเหตุที่จู่ ๆ ก็มาเยี่ยมเยียนในตอนกลางคืน “เ้าสัตว์ร้ายที่ทำร้ายอาสยง ่เวลากลางคืนมันจะมองไม่เห็น ผมเลยหาจังหวะมาแก้แค้นให้เขา”
เขาไม่ได้บอกว่าตอนแรกเขาตั้งใจจะเข้าไปในป่าเพื่อตามหาเ้าสัตว์ร้ายตัวนั้น แต่จู่ ๆ กลับเดินมาที่นี่โดยไม่รู้ตัว
เจียงอี้อิ่นอดเป็ห่วงไม่ได้ “ไม่ได้ยินเหรอคะว่าในป่าตอนกลางคืนอันตรายมาก”
“สำหรับผม ผมไม่รู้สึกว่ามันอันตรายสักนิด”
ที่แท้เขาก็เก่งกาจขนาดนี้ ความเก่งของเขาทำให้เธอรู้สึกชื่นชม
กู้ไฮว่ถิงลุกขึ้นยืน “ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณแล้วครับ”
เธอมองตามร่างของเขาที่หายไปในความมืด ก่อนจะลุกขึ้นเก็บของ
หลังจากวางชามและตะเกียบที่ล้างสะอาดแล้วเตรียมจะถอดผ้ากันเปื้อน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น
หันไปมองก็เห็นก้อนหินก้อนหนึ่งกลิ้งอยู่บนพื้น
ใต้ต้นไม้ตรงขอบเขตพื้นที่ปลอดภัย มีชามและตะเกียบวางอยู่คู่หนึ่ง
เจียงอี้อิ่นหยุดชะงัก และค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้
ในชามไม่มีน้ำซุปเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย เธอจินตนาการถึงภาพเด็กน้อยคนนั้นที่ตั้งใจเลียซุปหยดสุดท้ายในชามจนหมดเกลี้ยง
เธอเม้มริมฝีปากมองไปยังป่าอันมืดมิดราวกับไม่มีใครอยู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณนะ”
เจียงอี้อิ่นเก็บชามและตะเกียบแล้วเดินกลับร้าน ทันใดนั้นก็ััได้ถึงอะไรบางอย่างจึงหันขวับกลับไปมอง
ร่างเล็ก ๆ แวบหายไปหลังต้นไม้อย่างรวดเร็ว
……
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงอี้อิ่นตื่นขึ้นั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสาง แสงสีทองอร่ามจากดวงอาทิตย์เริ่มทาบทอทั่วขอบฟ้า เธอเดินออกมาจากห้องพักหลังเล็ก ๆ แสนเรียบง่ายที่เพิ่งซื้อมาใหม่
ลานกว้างเบื้องหน้าว่างเปล่า มีเพียงโต๊ะปิกนิกตั้งอยู่โดดเดี่ยว แต่บนโต๊ะกลับมีกลุ่มใบไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่
เธอค่อย ๆ กวาดใบไม้นั้นออกอย่างระมัดระวัง พบเข้ากับเขี้ยวสีขาวสะอาดสองซี่ ด้านหนึ่งมีลวดลายสีแดงเข้มพาดผ่าน ดูราวกับงานศิลปะชั้นเลิศ สะดุดตา งดงาม จนเธอเผลอเอื้อมมือไปััมันเบา ๆ
บนใบไม้มีข้อความเขียนเอาไว้ เธอรีบหยิบมันขึ้นมาอ่าน
“เถ้าแก่ ของสิ่งนี้คือเขี้ยวเสือกลายพันธุ์ สามารถใช้ข่มพวกสัตว์กลายพันธุ์บางชนิดได้ จากกู้ไฮว่ถิง”
เธอหยิบเขี้ยวทั้งสองซี่ขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะตัดสินใจนำมันไปแขวนไว้ใต้ชายคาร้าน
จากนั้นเธอก็เริ่มเตรียมร้านอย่างขะมักเขม้น เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็ผ่านไปสองชั่วโมง กู้ไฮว่ถิงพร้อมกับลูกทีม ร่วมถึงเจิ้งฮุ่ยเจวียนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ถนนด้านหน้า
อาสยงเดินไปพลางโม้ไปอย่างอารมณ์ดี “ลูกพี่เจ๋งเป้งไปเลย ๆ จัดการเ้าสัตว์ประหลาดนั่นคนเดียวแบบนี้ สุดยอดไปเลย! สะใจผมสุด ๆ! คิดจะมาทำร้ายลูกน้องฉันเหรอ ฝันไปเถอะ!”
ซุนเฮาได้ยินเช่นนั้นก็อดแย้งไม่ได้ “นายน่ะ! ไม่ใช่นายไปล้างแค้นเองสักหน่อย ทำเป็ดีใจดี๊ด๊าไปได้ ถ้าจะทำเท่ก็ให้มันถูกคนหน่อยสิ คนนู้นต่างหากที่ควรค่าแก่การยกย่อง!”
“งั้นฉันก็เก่งแล้วสิ ที่เลือกลูกพี่เจ๋ง ๆ แบบนี้ได้”
กู้ไฮว่ถิงทำท่ารังเกียจพวกเขา แล้วรีบเดินหนีทันที
เขาก้าวเข้ามาเห็นเขี้ยวสัตว์สองซี่นั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม หากแต่ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงแค่ทักทายเธอตามปกติ
นอกจากเขาแล้วทุกคนต่างก็ประหลาดใจ “มีร้านเปิดใหม่ด้วย!”
เจิ้งฮุ่ยเจวียนพูดอย่างตื้นตัน “บะหมี่หยางชุน นานมากแล้วนะที่ไม่ได้กินบะหมี่”
เธอเหลือบมองราคา “เถ้าแก่ เอาบะหมี่สองชามค่ะ”
ดูเหมือนว่าตั้งใจจะแบ่งกันกินคนละชาม
เจียงอี้อิ่นตั้งใจจะใส่เส้นบะหมี่ให้พวกเธอเยอะหน่อย แต่ก็รู้ดีว่าด้วยปริมาณความอยากอาหารของผู้มีพลังพิเศษ แม้เธอจะให้เส้นเต็มชาม แต่สองคนกินก็อิ่มแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
ทว่าได้ยินกู้ไฮว่ถิงพูดว่า “เถ้าแก่เอาบะหมี่มายี่สิบชาม เจียนปิ่งไข่ไก่เบคอนเก้าชิ้น”
เธอรีบเปิดเตาแก๊สต้มบะหมี่ พอต้มเสร็จไม่กี่ชามก็ยกไปให้เจิ้งฮุ่ยเจวียนและคนอื่น ๆ
คนด้านหลังทำสีหน้าเ็าเล็กน้อย “กัปตันกู้ นี่หมายความว่าอย่างไร”
“ยืมดอกไม้ถวายพระ*[1]” กู้ไฮว่ถิงยิ้ม “กัปตันเจิ้ง ผมมีความคิดที่จะหาคริสตัล ผมหวังว่าจะได้คุยกับฐานมู่หลานและเถ้าแก่เจียง”
เจียงอี้อิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย ทำไมเื่ร่วมมือกันถึงเกี่ยวกับเธอด้วย
[1] เปรียบเปรยว่านำของที่ผู้อื่นให้ มามอบให้กับอีกคนหนึ่งเป็น้ำใจ