ในที่สุดจดหมายตอบรับเทียบขอเข้าพบที่ทูตแคว้นเจี้ยนส่งไปก็มาถึง เหล่าขุนนางคนสำคัญที่ได้รับหน้าที่ให้มาเจรจาซื้อแร่ต้วนเสินต่างมีสีหน้ายินดีและเต็มไปด้วยความคาดหวังพวกเขาถึงขั้นต้องแต่งตั้งทูตขึ้นมา และปฏิบัติกับคนบนเกาะนั้นประหนึ่งแคว้นแคว้นหนึ่งเพราะจนบัดนี้ยังไม่มีแคว้นใดสามารถมีอำนาจเหนือเกาะนั้นได้ สถานะของ ‘ท่านเ้าเกาะ’ จึงไม่ต่างอันใดกับเ้าผู้ครองแคว้นดีๆนี่เอง
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็จะมีเรือจากเกาะหลงอวี้มารับและนำทางไปที่เกาะซึ่งเป็วิธีเดียวที่จะทำให้การเดินทางไปที่นั่นปลอดภัยไร้ภยันตรายใดๆ มากล้ำกราย เมื่อเป็เช่นนี้แล้วจะไม่ให้ผู้คนคิดว่า ‘ท่านเ้าเกาะ’ ผู้นั้นวางค่ายกลกับดักเอาไว้รอบๆเกาะได้อย่างไร!
หลังจากเรือของคณะทูตมาถึงเกาะหลงอวี้แล้วก็มีคนนำทางไปยังเรือนรับรองเพื่อให้พวกเขาพักผ่อนรอเวลาที่จะได้เข้าพบท่านเ้าเกาะในวันถัดไป
เหล่าขุนนางมองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆเกาะด้วยความสนใจ พบว่าเกาะนี้มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต ใจกลางเกาะมีสิ่งปลูกสร้างเรียงกันเป็ระเบียบไม่ต่างจากเมืองใหญ่ๆผู้คนที่นี่ก็ไม่ได้ดูต่างจากคนแคว้นเจี้ยนมากนักนอกจากเื่ที่ว่าบุรุษมักมีร่างกายสูงใหญ่กำยำ มองดูแล้วคล้ายกับทหารและนักรบซึ่งมีอยู่เต็มเมืองไปหมดส่วนสตรีก็แต่งกายคล้ายชาวยุทธ์ ไม่ได้ชดช้อยอ่อนหวานเหมือนคุณหนูในห้องหอที่พวกเขาคุ้นเคย
เมื่อถึงเวลาเข้าพบเ้าเกาะก็มีคนนำทางพวกเขามาจนถึงจวนหลังใหญ่ที่อาจเรียกได้ว่าคฤหาสน์หลังหนึ่ง มันไม่ได้ดูหรูหราโอ่อ่าประดับประดาไปด้วยทองคำล้ำค่าที่สลักลวดลายวิจิตรเหมือนพระราชวังในเมืองหลวงหากให้เทียบกันแล้ว ก็คงคล้ายจวนเ้าเมืองเมืองใหญ่ๆ เสียมากกว่า
หลังจากถูกนำเข้ามายังห้องโถงใหญ่สำหรับรับรองแขกแล้วไม่นานนักก็มีร่างของบุรุษวัยกลางคนที่ดูสูงใหญ่กำยำตามแบบฉบับของชาวเกาะหลงอวี้เดินเข้ามาท่าทางของเขาดูดุดันน่าเกรงขาม ด้านหลังมีสตรีสองนางเดินตามออกมาด้วย
นางหนึ่งดูแล้วคงจะเป็ภรรยาของเขาส่วนดรุณีน้อยมีใบหน้างดงามจับตาจับใจอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะพบเจอได้ในเกาะอันห่างไกลความเจริญเช่นนี้แต่แววตาของนางกลับมีประกายของความดื้อดึงอยู่ในนั้นอาจเป็บุตรสาวหรือหลานสาวกระมัง
“คารวะท่านเ้าเกาะ”
“ตามสบายเถิด”
เมื่อทักทายไต่ถามสนทนาตามธรรมเนียมครู่หนึ่งแล้วขุนนางจากแคว้นเจี้ยนจึงเอ่ยเข้าประเด็นที่พวกเขามาในวันนี้ทันที
“อย่างที่พวกเราได้ส่งเทียบมาให้ท่านก่อนหน้านี้พวกเาาวแคว้นเจี้ยน้าซื้อแร่ต้วนเสินจากท่าน สำหรับเื่ราคาและค่าใช้จ่ายใดๆท่านเ้าเกาะสามารถเสนอราคาที่เห็นว่าเหมาะสมได้เลยขอรับ”
หยางเยี่ยนนั่งเอนหลังเท้าคางที่โต๊ะประธานพลางกวาดสายตามองดูขุนนางอ่อนแอบอบบางจากแคว้นเจี้ยนทีละคนในใจนึกเสียดายที่ไม่มีเ้าบุรุษสารเลวที่ทำให้บุตรสาวคนโตของเขาต้องอยู่ในสภาพนี้อยู่ที่นี่ด้วยทำให้อารมณ์ของเขาไม่ใคร่จะดีนัก
“จะว่าไปแล้วเกาะหลงอวี้ของข้าก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองหรือทรัพย์สินอันใด ข้าขอกล่าวตรงๆก็แล้วกัน ข้าไม่มีเหตุจำเป็อะไรที่จะต้องขายแร่ต้วนเสินให้พวกท่านเลย”
เหล่าขุนนางแคว้นเจี้ยนหันไปมองสบตากันเองแม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้วว่าการเจรจาคงไม่สะดวกง่ายดายนัก หาไม่แล้ว แร่ต้วนเสินคงถูกนำออกไปขายนอกเกาะเป็ล่ำเป็สันมาก่อนหน้านี้แล้ว
“หากมีสิ่งใดที่ท่านเ้าเกาะปรารถนาจะแลกเปลี่ยนกับแคว้นเจี้ยนขอท่านเ้าเกาะอย่าได้ลังเล หากไม่ใช่เื่ที่เหลือบ่ากว่าแรง แคว้นเจี้ยนย่อมยินดีแลกเปลี่ยนกับท่านอย่างแน่อน”
หลังจบประโยคนั้นยังไม่ทันที่หยางเยี่ยนจะได้ตอบอะไรกลับไป หยางซิ่วอิงที่นั่งอยู่ถัดจากโต๊ะประธานก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงท้าทาย
“เช่นนั้นพวกท่านก็ลองนำอ๋องสักคนมาแลกเป็อย่างไร”
สิ้นเสียงนั้นไม่เพียงแต่ขุนนางจากแคว้นเจี้ยนที่หันไปมองนางพร้อมกันแต่บิดามารดาของนางก็หันขวับไปมองจนคอแทบเคล็ด โดยเฉพาะหยางเยี่ยนที่ลูกตาแทบถลนออกจากเบ้า
“แม่นางผู้นี้คือ...”
“ข้า! มีนามว่าหยางซิ่วอิง บุตรสาวของท่านเ้าเกาะอย่างไรเล่า”ท่าทางเชิดหน้าไม่เกรงกลัวสิ่งใดนั้น ทำให้เหล่าขุนนางหันไปมองหน้ากันเองอีกครั้ง
“ว่าอย่างไรนำอ๋องสักคนมาแลกกับแร่ต้วนเสิน พวกท่านไม่คิดว่ามันจะคุ้มค่าหรอกหรือ”
“อิงเอ๋อร์...เ้าคิดจะทำอะไร” หยางเยี่ยนกระซิบถามบุตรสาวลอดไรฟัน
“ข้าก็จะตามไปแก้แค้นคนพวกนั้นให้อาเจินอย่างไรเล่าเ้าคะท่านพ่อ”
“แล้วเ้าจะเอาอ๋องแคว้นนั้นมาทำอะไร”
“เอามาเล่นแบบที่ท่านน้าเล่นกับบุรุษมนุษย์อย่างไรเ้าคะพวกนั้นอายุขัยสั้นอย่างกับอะไร เล่นด้วยประเดี๋ยวเดียวก็แก่ตายแล้วพอพวกมันแก่ตายกันหมด ข้าก็จะยึดแคว้นเจี้ยนเอามาเป็ของข้าและของท่านด้วยไม่ดีหรือ”
“หืม?เหตุใดฟังดูน่าสนใจ...” ท่าทางของหยางเยี่ยนเปลี่ยนไปทันที
หลูเฟินที่ทนฟังเื่เพ้อเจ้อของบุตรสาวอีกทั้งสามีของนางก็ยังเผลอเคลิบเคลิ้มไปด้วย ถึงกับยกมือขึ้นมาปิดหน้า
“เื่นี้...พวกเราคงต้องขอเวลาไปหารือกันก่อน และจะนำคำตอบมาให้ท่านในเร็ววัน”เสียงของขุนนางผู้หนึ่งที่สอดแทรกขึ้นมา ทำให้บทสนทนาลับๆ ของบิดาและบุตรสาวหยุดลงรวมทั้งการเจรจาในครั้งนี้ด้วย
เหล่าขุนนางจากแคว้นเจี้ยนกลับมาถกเถียงกันอยู่นานในเื่นี้เพราะขุนนางบางคนย่อมไม่พอใจ ที่คนจากเกาะอันห่างไกลกล้ายื่นข้อเสนอที่ใฝ่สูงเกินตัวและเหิมเกริมเช่นนี้ออกมาแต่เพราะพวกเขาจำเป็ต้องได้แร่ต้วนเสินมาจริงๆจึงไม่อาจปฏิเสธและกลับไปมือเปล่าได้
พวกเขาจึงตัดสินใจร่างจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งเตรียมจะส่งกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อขอคำตัดสินจากผู้มีอำนาจสูงสุดซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์นั่นเอง
ส่วนทางด้านเ้าบ้านอย่างคนตระกูลหยางก็กำลังใช้สายตากดดันบุตรสาวคนรองที่ยื่นข้อเสนอบ้าบิ่นเช่นนี้ออกมา
“น้าหญิงของเ้าอยู่ที่ใดข้าจะไปหักคอนางเดี๋ยวนี้ ช่างรู้จักสั่งสอนบุตรสาวของข้าให้กลายเป็เช่นนี้ไปได้ฮึ่มมมม!” หลังจากหยางเยี่ยนถูกภรรยารักเตือนสติแล้ว ความคิดความอ่านก็กลับมาแจ่มชัดดั่งเดิม
“ท่านพ่อจะโมโหไปไยท่านไม่อยากแก้แค้นให้อาเจินหรอกหรือ ขอเพียงข้าได้อ๋องสักคนมาอยู่ในกำมือก็เท่ากับแคว้นเจี้ยนอยู่ในกำมือข้าแล้วครึ่งหนึ่ง”
หยางเยี่ยนมองบุตรสาวคนรองผู้ห้าวหาญเด็ดเดี่ยวและยังมีพลังตามเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่ง จนเขาเคยสงสัยว่าเมื่อครั้งที่นางอยู่ในครรภ์มารดา คงดูดพลังของพี่สาวฝาแฝดมาไว้ในตัวจนหมดสิ้นทำให้เจินเอ๋อร์มีพลังน้อยกว่าคนเผ่าไน่เอ๋อร์ทั่วๆ ไป ส่วนอิงเอ๋อร์กลับมีพลังกล้าแกร่งจนเขาไว้วางใจยอมให้นางออกไปท่องเที่ยวเล่นกับน้องสาวภรรยาไปทั่วๆไม่คิดว่านางจะกลับมาพร้อมกับความคิดพิลึกพิสดารเช่นนี้ได้
ส่วนหลูเฟินนั้นนั่งฟังอยู่เงียบๆภายในใจคิดว่าอย่างไรวันหนึ่งบุตรสาวก็ต้องออกเรือน และนางยังไม่เห็นว่ามีผู้ใดเหมาะสมจะเป็สามีของเด็กน้อยผู้นี้ได้
เจินเอ๋อร์เกิดมาอ่อนแอจำเป็ต้องมีบุรุษที่ไว้ใจได้อย่างอี้เทาคอยปกป้องดูแลนางต่อไปแต่สำหรับอิงเอ๋อร์นั้น เกรงว่าแต่งออกไปบ้านไหนแล้วจะไปเป็มหันตภัยของบ้านนั้นเสียมากกว่าเช่นนั้นส่งนางไปสร้างความยุ่งยากให้แคว้นเจี้ยนเสียหน่อยก็ไม่ถือว่าเป็เื่เสียหายอันใด
หลูเฟินถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ความจริงข้อเสนอของอิงเอ๋อร์ไม่นับว่าแย่เพียงแต่เราต้องมอบเงื่อนไขให้กับแคว้นเจี้ยนเพิ่มอีกเล็กน้อย”
คราวนี้หยางเยี่ยนหันกลับไปมองภรรยารักตาโต
“ฮูหยินจะส่งบุตรสาวตัวเล็กๆของเราไปตกระกำลำบากต่างบ้านต่างเมืองที่มีเ้าบุรุษสารเลวนั่นอาศัยอยู่หรือ”
หลูเฟินมองสบตาสามีอย่างสื่อความนัย
“ข้าเชื่อมั่นในตัวอิงเอ๋อร์ว่านางจะเอาตัวรอดได้” คำว่า ‘เอาตัวรอดได้’ ของภรรยารักทำให้หยางเยี่ยนชะงักไป “แต่หากท่านยังไม่วางใจ ก็ส่งถานอู่ไปด้วยก็ได้อีกอย่างพวกนั้นก็กลับไปหารือกันแล้ว หากพวกเขาตอบตกลงยกบุตรชายฮ่องเต้มาให้แล้วทางเราเกิดเปลี่ยนใจปฏิเสธ พวกเขาจะมองเราอย่างไร”
หยางเยี่ยนคิดตามคำกล่าวของภรรยารักแล้วก็คล้อยตามอยู่บ้างเื่ที่อิงเอ๋อร์จะเอาตัวรอดได้นั้นเขาไม่สงสัย และยิ่งมั่นใจว่าภรรยารักของเขาจะต้องตั้งเงื่อนไขที่ไม่ทำให้อิงเอ๋อร์ตกอยู่ในที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน
ภายในวันนั้นเองเงื่อนไขที่ฮูหยินท่านเ้าเกาะร่างขึ้น ก็ถูกส่งไปยังเรือนพักรับรองของเหล่าขุนนางจากแคว้นเจี้ยนเมื่อพวกเขาเปิดอ่านแล้ว ก็ถึงกับมีสีหน้ามืดครึ้มขึ้นมา
เงื่อนไขดังกล่าวระบุว่า
‘อ๋องผู้นั้นต้องเป็เชื้อสายของราชวงศ์เจี้ยนเท่านั้น เขาต้องไม่มีชายาเอกชายารอง อนุภรรยา หรือสาวใช้อุ่นเตียง และนับจากนี้ไปก็ไม่มีสิทธิ์รับสตรีอื่นเข้ามาเพิ่มอีก’
เงื่อนไขนี้ทำให้เหล่าขุนนางรู้สึกหนักใจเพราะจากคุณสมบัติที่นางกำหนดมา เห็นจะมีเข้าเค้าอยู่คนหนึ่งเพียงแต่คนผู้นั้นมิใช่คนที่จะยอมแต่งกับสตรีใดได้ง่ายๆ หาไม่แล้วเขาคงมีชายาเอกชายารอง หรืออนุภรรยาไปตั้งนานแล้ว คนจากเกาะหลงอวี้นี้ไม่อาจดูเบาได้จริงๆ อุตส่าห์ดักทางไม่ให้พวกเขาแต่งตั้งอ๋องต่างแซ่ขึ้นมาเพื่อแต่งงานเฉพาะกิจอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาต้องทนกัดฟันอีกข้อหนึ่ง
‘หากบุตรสาวของข้าถูกผู้มีอำนาจในแคว้นเจี้ยนหยามเกียรติ ดูิ่ รังแกทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจหรือได้รับภัยอันตรายจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจของแคว้นเจี้ยนสัญญาซื้อขายแร่ต้วนเสินของเราจะถือเป็อันสิ้นสุดทันที’
ข้อความถัดมายิ่งทำให้พวกเขาหน้าเขียวยิ่งขึ้น
‘อย่าทำท่าใเช่นนั้นสิข้าเพียง้าหลักประกันให้บุตรสาวที่ต้องจากบ้านไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่นตัวคนเดียวโดยไร้ญาติขาดมิตรไร้ผู้หนุนหลังเท่านั้นขอเพียงผู้มีอำนาจอย่างพวกท่านปฏิบัติกับบุตรสาวของข้าประหนึ่งบุตรสาวแท้ๆของตนเอง ก็ย่อมจะไม่เกิดปัญหาใดขึ้นแล้วมิใช่หรือ’
เหล่าขุนนางต้องข่มใจอย่างมากหลังจากอ่านเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ถูกส่งมาการซื้อแร่ต้วนเสินในครั้งนี้มาพร้อมกับเผือกร้อนในมือที่จะทิ้งขว้างละเลยไม่ใส่ใจจนเน่าเสียเหี่ยวเฉาก็มิได้ต้องคอยประคองเอาไว้ไม่ให้ตกหล่นจนถลอกปอกเปิกหรือมีสุนัขมาแย่งไปแทะเล่นอีกต่างหาก
นับเป็ตัวภาระโดยแท้!
★★★★★
ฝากนิยายเื่ก่อนๆ ของไรท์ด้วยนะคะ
