ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ศิลาปะทะกับนางพญาภุชคินทร์ครั้งแรกภายในเมืองตำหนักศิลาที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ได้รับผลกระทบทันที เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ผู้คนพากันตื่นตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่นานพวกเขาก็ทราบคำตอบเมื่อทางระบบประกาศว่าจะถ่ายทอดสดการต่อสู้ของผู้เล่นศิลาและสัตว์อสูรระดับเทพเจ้า
อย่างที่ทราบกันในโลก Demonlord แบ่งเขตเป็นสามพื้นที่ใหญ่ได้แก่ทวีปเริ่มต้น ทวีปมืดหรือตอนนี้เรียกว่าแดนสวรรค์ และทวีปผู้กล้า
ในทวีปผู้กล้าถือเป็นทวีปที่มีผู้เล่นมากที่สุดและมีเมืองน้อยใหญ่เกิดขึ้นมามากที่สุดแต่ในบรรดาเมืองทั้งหมดจะมีจุดสำคัญคือทุกเมืองจะตั้งอยู่รายล้อมเมืองมนตราหรือก็คือมีเมืองมนตราเป็นจุดศูนย์กลางและการปะทะกันของศิลาและนางพญาภุชคินทร์เมืองมนตราก็ได้รัลผลกระทบเช่นกัน
ภายในวิหารจอมเวทย์ที่เงียบสงบมีแสงสลั่วจากเสาร์เวทมนต์เจ็ดสี ใจกลางห้องมีโซฟาตั้งไว้ปรากฎเงาของคนสามคนในชุดจอมเวทย์หลากสีกำลังนั่งจิบชาพร้อมกับมองไปยังใจกลางเสาร์เวทมนต์ทั้งเจ็ดที่กำลังสาดแสงออกมาโดยใจกลางนั้นปรากฎภาพการต่อสู้ของศิลาและนางพญาภุชคินทร์
มนตราเดินเข้ามาในห้อง บุรุษทั้งสามหันมามองก่อนยืนทำความเคารพพูดพร้อมกันว่า
“ขอต้อนรับกลับครับท่านเจ้า”
มนตรามองหน้าทุกคนยกมือขึ้นเชิงบอกว่าทำตัวตามสบายก่อนที่เขาจะพูดขึ้น
“เริ่มแล้วหรอ...” มนตรามองไปยังใจกลางเสาร์เวทมนต์ เดินไปนั่งยังโซฟา เห็นศิลากำลังต่อสู้อยู่
“ครับ ในที่สุดกรงล้อแห่งชะตากรรมก็ได้หมุนแล้ว” บุรุษจอมเวทย์หน้ามล สะอาดหล่อเหล่าคมเข้มผมสีขาวยาวถึงกลางหลัง ในชุดจอมเวทย์สีขาวพูดขึ้น เขามีนามว่าเซเม
“ท่านคิดยังไงเซเม” มนตราถาม
“นั่นสินะครับ” เซเมหันไปมองฉากต่อสู้ “ผมคิดว่าถ้าจะมีใครสักคนที่ยืนต่อหน้าสุริยเทพได้ก็คงเป็นเขา บังลังก์มารสูงสุดผู้กลืนกินทุกชีวัน สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกับบัลลังก์เทพสูงสุดผู้รังสรรค์ฟ้า นามนั้นคือสุริยเทพ” เซเมมองหน้าศิลาสีหน้าบ่งบอก
วามีความกังวล
“แต่ผมเป็นห่วงอยู่เรื่องหนึ่ง” บุรุษผมสีทองไว้ทรงรีเจ้นหน้าดุดันคล้ายนักเลงพูดขึ้น
มนตราหันมามอง “ท่านเป็นห่วงเรื่องอะไรหรอเมอลิน”
“นางพญาภุชคินทร์มีเกล็ดที่สามารถต้านทางเพลิงสุริยะได้ หากนางไปเข้าพวกกับศิลาแน่นอนว่าสุริยเทพจะต้องเสียเปรียบ”
มนตราสีหน้าครุ่นคิด “จริงสิ สุริยเทพเองก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้วด้วย” เขาหันไปมองบุรุษในชุดจอมเวทย์สีดำวัยกลางคนหน้าตาสงบ “เนโร่คิดว่าไง”
“ผมว่าเราควรจะส่งคนไปสังเกตุการณ์ในระยะใกล้เคียง ผมมีรางสังหรว่าอาจจะมีแขกไม่ได้รับเชิญไปทักทายศิลา” เนโร่หันมาบอกกับมนตรา
ในร้านคาเฟ่ชาพะยอมของเมืองยุทธภพ
โมนาและนีวากำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่ชาพะยอมพร้อมกับผู้เล่นอื่นอีกมากมายแน่นร้าน ทุกคนกำลังนั่งมองจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ความชัดของภาพในระดับ Super Fuu HD แต่ในนั้นก็ยังมีสิ่งที่บรรดาชายหนุ่มให้ความสนใจกว่าจอมอนิเตอร์นั่นคือสาวงามลำดับที่สองของแผ่นดิน
“เป็นอะไรน้องวา” โมนาหันมาถามน้องสาว
นีวากำลังนั่งหน้าเคลิ้มคล้ายเพ้อฝันปนตาหวานแก้มแดงสายตาสุกสระกราวระริกสั่นไปมาคล้ายกำลังนึกถึงความหลัง
“ศิลา........” หญิงสาวเผลออุทานออกมาเสียงอ่อย “ห่ะ!...อะไรนะคะ” เธอได้สติหลุดจากอาภรณ์แห่งการวาดฝันมามองโมนา
โมนาส่ายหัวถอนหายใจ “น้องกรู สติสตังไปหมดแล้ว แค่เห็นหน้าผ่านทีวียังป้ำเป๋อได้ขนาดนี้ ถ้าครั้งหน้าศิลามาเยือนวังยอดยุทธจริงมีหวังช็อคตาย” บ่นจบเขาก็หันไปมองในจอมอนิเตอร์
ภายในจอภาพเป็นการต่อสู้ของศิลาและมุมหนึ่งของจอภาพมีกรอบสีเหลี่ยมพอประมาณ ในกรอบจอสีเหลี่ยมนั้นมีจีเอ็มหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาวกำลังพากษ์และให้ข้อมูลการต่อสู้ของศิลาเพื่อเพิ่มอรรถรส
“ท่านผู้ชมครับกระผมจีเอ็มวิ๊งแซ่บแวะมากินเดินมาชิม และจีเอ็มใจร้อนแต่ไม่ร้อนใจ ขอนำท่านผู้ชมเข้าสู่การถ่ายทอดสดถึงเหตุการณ์ต่อสู้ที่หาชมได้ยากครับ” จากนั้นจีเอ็มสาวใจร้อนแต่ไม่ร้อนใจ ก็พูดขึ้นต่อ
“ใช่แล้วค่ะ เมื่อสักครู่ได้เกิดเหตุผิดปกติขึ้นที่เมืองตำหนักศิลาบริเวณทางเหนือของเขตเมืองตำหนักศิลา เมื่อสักครู่สายข่าวของเรารายงานมาว่าปราสาท?...หรือเมืองตำหนักศิลาได้ถล่มลงมาจากแผ่นดินไหวเพียงแค่สัตว์อสูรตนเดียวขยับตัว”
“เอาล่ะครับอีกสักครู่อุปกรณ์ถ่ายทอดสด สเปคตราโดมรีนูดีบังกี้ ของเรากำลังจะไปถึงที่เกิดเหตุ พร้อมกับปิงข่าวเกาะติดสถานการณ์กับคุณอัปโชคโชคไปไหน จีเอ็มผู้ควบคุมสเปคตราโดมรีนูดีบังกี้”
จากนั้นภาพการต่อสู้ของศิลาก็ปรากฎขึ้นบนจอภาพ ทุกคนอ้าปากตาค้างเมื่อมองเห็นสัตว์อสูรตัวสีดำ
จากนั้นก็มีนักข่าวยืนรายงานสถานการณ์ราวกำลังถ่ายทอดสดข่าวในโลกจริงไม่มีผิด เพื่อส่งข้อมูลต่างๆให้ทางจีเอ็มที่พากษ์อยู่ในห้องส่ง
“นี่มันการต่อสู้แบบไหนกันคะถึงได้เปลี่ยนสภาพภูมิประเทศไปได้ถึงขนาดนี้ หรือว่านี่คือเวทมนต์อนันตกาลแห่งสูญของจอมมารศิลากันคะ” จีเอ็มสาวบรรยายใส่อารมณ์ถึงพริกถึงขิง “คุณผู้ชมดูนั่นค่ะ บนฟ้าบริเวณดวงอาทิตย์”
“นั่นพญานาคครับ” จีเอ็มหนุ่มเสริมข้อมูล “แต่เราบอกข้อมูลมากกว่านี้ไม่ได้เพราะเป็นการระเมิดเกินไป” จีเอ็มจับหูฟังคล้ายกำลังรับคำสั่งอะไรบางอย่างก่อนจะพยักหน้าประมาณว่า ออ อืม ก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ด้วยเหตุบางประการหากเป็นข้อมูลของผู้เล่นศิลาเราสามารถล่วงละเมิดได้ งั้นเต็มที่กันไปเลย นั่นคือสัตว์อสูรระดับเทพเจ้านางพญาภุชคินทร์สัตว์ในตำนานและมีผลต่อการพิชิตเกม” จีเอ็มหนุ่มออกท่าทางรสชาติเข้มข้น “หรือผู้เล่นศิลาจะรู้ข้อมูลนี้จึงได้ไปล่านางพญาภุชคินทร์กันแน่นะครับ” จีเอ็มหนุ่มสุมไฟให้ศิลา
“แล้วพิกัดของเขาตอนนี้ล่ะคะ” จีเอ็มสาวถาม
“ทิศเหนือของเมืองตำหนักศิลา ห่างออกไปสองร้อยกิโลเมตร 42 องศาเหนือ32 ริปดา ผ่านเส้นลองจิจูด35 องศาเหนือครับ ผู้เล่นคนไหนสนใจ แค้นใจสามารถไปตืบผู้เล่นศิลาได้เลยครับ นีเป็นโอกาสเหมาะที่สุดเลยนะครับ แต่ตำแหน่งที่ผมบอกไปเมื่อครู่ผมมั่วทั้งหมด แต่ใครอยากไปเชิญเลยเพราะเขาต้องเสียพลังไปกับการต่อสู้กับสัตว์อสูรมากแน่อย่างไม่ต้องสงสัยเลย” จีเอ็มวิ๊งแซ่บออกทาทางชักจูงปลุกระดม “ถ้าเป็นผม ผมไปแล๊วววว จริงจริ๊ง.....”
“แต่ระวังด้วยนะคะ ข้อมูลของเราบอกว่านางพญาภุชคินทร์ขั้นเทพเจ้า ระดับ 300 และผู้เล่นศิลา” จีเอ็มสาวตกใจก่อนจะพูดเสียงติดขัดเมื่อมองดูข้อมูลของศิลา “ย...ยมเทพขั้นตำนาน ระดับ300 ได้ไง!?”
จากนั้นจีเอ็มหนุ่มก็หาข้อมูลก่อนจะอธิบาย
“ยมเทพคือขั้นสุดท้ายของผู้เล่นนั่นไม่ว่าผู้เล่นจะเลือกเผ่าไหนจะวิวัฒนาการได้อีกขั้นเป็นขั้นที่เรียกว่ายมเทพอสูร หรือยมเทพมาร ตามแต่ละเผ่าที่ตนเองเลือกครับซึ่งการจะวิวัฒนาการได้เงื่อนไขคือหลอมรวมกับเศษวิญญาณแห่งธรรมชาติกุญแจพิชิตเกม และที่ผู้เล่นศิลามีระดับ300ในตอนนี้นั้นให้ทุกคนดูนั่น” จีเอ็มหนุ่มพูด
ทุกคนที่ดูการถ่ายทอดสดมองร่างของศิลาที่มีเทพเจ้าอามาเทราสึสถิตอยู่ จากนั้นจีเอ็มหนุ่มก็อธิบาย
“นั่นคือสกิลการสถิตร่างของผู้เล่นศิลาที่จะทำให้ผู้ใช้มีระดับขั้นทุกอย่างเท่ากับเทพหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาสถิตร่าง และที่สถิตร่างของผู้เล่นศิลาอยู่ก็คือเทพีอามาเทราสึขั้นตำนานระดับ 300 การจะได้สกิลนี้มาใช้มีวิธีเดียวคือต้องทำให้สัตว์อสูรตนนั้นมอบพลังของตนให้เท่านั้น” จรเอ็มหนุ่มรากยาวใส่อารมณ์
“โฮยยย....” จีเอ็มสาวรากเสียง “โกง โกงเกินไปแล้ววววว.... เขาเป็นลูกจีเอ็มหรือไง หรือพ่อเป็นเจ้าของเกม หรือเป็นลูกคนที่มาซื้อหุ่นส่วนอีก 48% ของเกมนี้” จีเอ็มสาวใส่ไฟอีกละลอก “แบบนี้ถ้าเป็นฉันรีบโอนเงินในบัญชีเปลี่ยนเป็นเงินในเกมเติมสู้แล้ว จริงจริ๊ง....ไม่ได้ยุนะคะ แต่อำนาจเงินทำได้ทุกอย่าง เอารออะไรโอนเงินเติมสู้กับผู้เล่นศิลากันไปเลย การที่เขามีของเทพๆใช้ผู้เล่นศิลาก็ต้องโอนเงินในบัญชีมาซื้อหามากมายแน่นอนเขาก็ต้องเปร์มากมายแน่ๆ”
ในขณะที่ทุกคนทั่วโลกกำลังดูฉากการต่อสู้ของศิลาอย่างตื่นตาตื่นใจที่กำลังดำเนินไปราวไปรู้จบจนกระทั่งถึงฉากวายุเทพปรากฎตัวขึ้น ภาพก็ตัดลง
“จากนี้ไม่สามารถถ่ายทอดสดได้ครับ เนื่องจากติดปัญหาด้านกฎการถ่ายทอดสดเพราะตัวละครลับปรากฎตัวขึ้นมาเอง” จีเอ็มหนุ่มบอกจากนั้นภาพก็ดับไป
ในเวลาเดียวกันภายในวิหารจอมเวทย์
“เวรแล้วไง” เซเมพูด รุกขึ้นยืนสีหน้าแตกตื่นจาก
เนโร่รุกขึ้นยืนหันไปมองมนตรา “พวกเราต้องไปเองแล้ว ศิลาในตอนนี้ยังเอาชนะขุนพลยมเทพไม่ได้”
มนตราพยักหน้า “เซเมเจ้าไปจัดเตรียมกองกำลังเสริม บางทีอาจจะไม่ได้มีแค่วายุเทพ ข้ามั่นใจว่าต้องมีขุนพลยมเทพตนอื่นอยู่แถวนั้นอีกแน่” เขาหันไปมองเนโร่และเมอร์ลิน “เจ้าทั้งสองไปกับข้า” พูดจบมนตราก็รีบเดินออกไป เช่นเดียวกับเซเมที่รีบไปจัดกองทัพจอมเวทย์เพื่อเป็นกำลังเสริม
ตัดมาปัจจุบันทางด้านศิลา
สุริยะเทพที่ยืนอยู่บริเวณเนินเขาห่างออกไปเงยหน้ามองไปยังด้านเมืองมนตรา
“มนตรา เมอร์ลิน เนโร่กำลังมา” เขาฉีกยิ้ม
“ดิฉันคิดว่าคงไม่ได้มีแค่นั้นหรอกคะ” วารีเทพหันไปมองอีกทาง “ฉันสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง พลังแบบนี้เซนต์? นักรบของอาเธน่า”
แค่สุริยเทพเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเหล่าทวยเทพก็เริ่มเคลื่อนไหวและกำลังมารวมกันในที่นี้
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลังของสุริยเทพ
สุริยเทพฉีกยิ้มก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมองผู้มา “ไม่คิดว่าท่านจะมาด้วยตนเอง อาเธน่า”
ด้านหลังของสุริยเทพปรากฎร่างของหญิงสาวโฉมงามในชุดผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อนผมสีน้ำตาล ใบหน้าหวาน มือขวาถือไม้เท้าสีทอง ปลายไม้เท้ามีรูปนกกางปีกทั้งสองข้างขึ้นปลายปีกชิดกันเป็นรูปวงกลมดูคล้ายพระจันทร์
“ถือว่าเห็นแก่เรา ท่านจะยอมลามือไปแต่โดยดีได้หรือไม่สุริยเทพ” อาเธน่าพูดเสียงหวานใสแต่แฝงไปด้วยพลังคุกคราม ด้านหลังปรากฎนักรบสิบสามคนในชุดเกราะสีทองสะท้อนแสงวาววับจนแสบตา
“เหตุใดเล่า หรือว่าท่านคิดจะเข้าพวกกับจอมมาร เหอ...” สุริยเทพแค้นเสียงถอนหายใจ ส่ายหน้าคล้ายเอือม “ไม่คิดเลยว่าเทพีแห่งสงครามอย่างท่านจะตกต่ำถึงเพียงนี้”
เมื่อได้ยินสุริยเทพพูดแบบนั้นชายหนุ่มหนึ่งในเซนต์ของอาเธน่าก็ตวาดลั่นท่าทางจะเอาเรื่องผู้พูด
“อย่าเท็นมะ...” อาเธน่าห้าม “หากเราลงมือก็เข้าทางของสุริยเทพ”
ชายหนุ่มเซนต์เพกาซัสหยุดชะงักทันที
“อย่างที่อาเธน่าพูด” เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากอีกมุม “ท่านจะยอมกลับไปแต่โดยดีได้หรือไม่”
สุริยเทพหันไปมองเจ้าของเสียง
“โอ วันนี้มันวันอะไรกันเนี่ยแม้แต่เทพีแห่งแสงอามาเทราสึก็มากลับเขาด้วย”
“เราต้องมาอยู่แล้ว เพราะบุรุษจอมมารผู้นั้นมีบุญคุณต่อเรา หากท่านจะลงมือทำอะไรเขา เราก็จะใช้โอกาสนี้ตอบแทนบุญคุณนั้นโดยการขัดขวางท่าน”
สุริยเทพยิ้มอัมหิต นัยน์ตาดุจประกายไฟ
“คิดว่าพวกเจ้าทั้งหมดในที่นี้ร่วมมือกันจะเอาชนะข้าได้ยังงั้นลึ”
อาเธน่าส่ายหัว “มิได้ ท่านมันเกินกำลังของพวกเรา แต่ถ้าขัดขวางท่านมันก็อีกเรื่อง อีกอย่างมนตราก็กำลังมา หากศิลาปลุกจันทราเทพสำเร็จในตอนนี้ท่านคิดว่าจะเป็นยังไง เขาที่เป็นนายจะได้พลังขนาดไหนไปครอบครองถึงตอนนั้นท่านยังจะกล้าพูดอย่างมั่นใจแบบนี้อีกหรือไม่”
สุริยเทพหรี่ตาลงมองไปยังฟ้าครามเบื้องหน้าที่กำลังหลบอยู่หลังศิลา พร้อมกับฉากต่อสู้ของศิลาและวายุเทพ
“จันทราเทพ...ฟ้าคราม” สุริยเทพกำหมัด “ศิลา” เขาเน้นเขี้ยวแค้นเสียง
“ไม่พบกันนานเลยนะน้องชาย” เสียงของมนตราดังขึ้นก่อนที่ร่างจะปรากฎออกมาจากอากาศธาตุด้ายหลังคือกองทัพจอมเวทย์จำนวนหนึ่งร้อยคน ยืนประจันหน้ากับสุริยเทพ
“มนตรา..........” สุริยเทพคำราม “แกซินะที่ให้พลังแห่งการลบทุกสรรพสิ่งกับไอ้เจ้านั่นไป” สุริยเทพชี้ไปทางศิลา
“ใช่แล้ว ก็เขาเป็นนายเหนือหัวของเทพีรัตติกาลที่อีกไม่นานจะคืนร่างเป็นจันทราเทพน้องสาวของท่านไง” มนตราตอบเสียงเรียบ
“ไม่ใช่” สุริยเทพเดือด “จันทราเทพตายไปแล้ว ตายด้วยน้ำมือคู่นี้ของข้า จันทราเทพองค์นี้ไม่ใช่น้องข้า”
“ท่านก็รู้นี่ว่าเราพวกเราที่เกิดจากท่านแม่ผู้ซึ่งเป็นทุกสรรพ พวกเราจะไม่มีวันตาย เมื่อตายไปก็จะกลับมาจุติอีกครั้งเพื่อคงไว้ซึ่งกฎแห่งโลกา แต่ว่าท่านกำลังจะเปลี่ยนกฎที่ว่านั่น”
สุริยเทพกลายเป็นดวงแสงก่อนจะหายไปในอากาศ พร้อมกันนั้นวายุเทพที่กำลังต่อสู้อยู่กับศิลาก็หยุดมือลงได้ยินเสียงเดือดดาลโกรธเกรี้ยวของสุริยเทพดังขึ้นมาภายในหัวก่อนจะถอยกลับไป จากนั้นเสียงของสุริยเทพก็ดังขึ้นทั่วบริเวณที่ศิลายืน
“บัลลังก์สูงสุดศิลา วันนี้ยังไม่ถึงวันตายของเจ้า เมื่อเวลานั้นมาถึงข้าจะมอบหายนะให้กับเจ้า ข้าจะรอวันที่เราจะพบกันอย่างใจจดจ่อ อย่าคิดว่าเจ้าเป็นดวงวิญญาณต่างโลกที่แข็งแกร่งที่สุด เหนือฟ้ายังมีฟ้า”
ศิลามองรอบกาย “สุริยเทพหรอ”
โหล...ฮัลโหล โหลเทจ “ยังอยู่ไหม” เขาร้องถามทว่าก็ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่เขาเรียก แหม่ยังกับโทรศัพท์
“ฮู่ววว...” เขายืนปาดเหงื่อ “รอดตัวไปครั้งหนึ่ง”
“สุริยเทพหรอคะที่รอดตัวไป” ฟ้าครามถาม
“พี่นี่แหละค่ะที่รอด ขืนมันโผล่มาตอนนี้ดอกเดียวพี่คงเดี้ยง ขนาดลูกน้องยังเก่งเวอร์ แล้วไอ้วายร้ายนั่นจะขนาดไหน”
เมื่อทุกอย่างสงบหงอคงก็พูดขึ้นจากในที่สถิต
“เหอ...มาไม่กลัว กลัวไม่มา ถ้ามันมาจริงข้านี่แหละจะทุบมันด้วยกระบองทองให้หัวแบะ”
ศิลามองกำไลข้อมือสีหน้าปั้นยากปนเอือม และเริ่มจะปวดหัวกับเจ้าลิงตัวนี้
“เหรอ” เขารากเสียง “โดนวายุเทพซัดดอกเดียวลอยเข้าที่สถิตยังจะทำเก่ง”
“ชิชิ” หงอคงจีบปากจีบคอ “วายุเทพมันอ่อนไปไม่ต้องถึงมือลูกพี่อย่างข้า แค่ลูกน้องอย่างเจ้ารุยก็พอ”
โอ่วน่าน.... เอากับมัน เขากลายไปเป็นลูกน้องมันตั้งแต่เมื่อไหร่
ศิลาส่ายหัว เวรกรรมล่ะมั้งเนี่ยหาเรื่องปวดหัวให้คนอื่นเยอะเจอกับตัวบ่างอยากจะได้พารา