ในขณะนี้ศิษย์ระดับล่างจำนวนไม่น้อยได้มารวมตัวกัน แต่เมื่อเห็นหานซู่ที่ล้มลงกับพื้นและยังคงกรีดร้องโหยหวน ทุกคนต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง
ศิษย์ในหุบเขาศิษย์สายล่างมีจำนวนหลายพันคน แม้หานซู่จะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็เพียงพอที่จะติดหนึ่งในสิบ ทว่าตอนนี้กลับพ่ายแพ้เพียงกระบี่เดียว?
เ้าเขยผู้นี้ แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!?
"ขยะ มีแต่พวกขยะ!"
ทันใดนั้น จากทิศทางของประตูสำนักมีร่างบอบบางร่างหนึ่งเหยียบเมฆาลงมา นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองนวล ท่ามกลางม่านหมอกที่โอบล้อม ดูราวกับเทพธิดาจุติลงมา อีกทั้งยังมีใบหน้าสวยสะคราญ ทำให้เหล่าศิษย์ระดับล่างต่างรู้สึกต่ำต้อยจนไม่กล้ามองด้วยสายตาล่วงเกิน
"นั่นคือศิษย์พี่หลิวจื่อเหยา อัจฉริยะแห่งตำหนักโอสถ!"
มีคนในฝูงชนอุทานเบา ๆ
ทว่าหลังจากได้ยินชื่อนี้ สายตาของหลิงเทียนกลับกลายเป็เย็นเยียบขึ้นมาทันที
คนผู้นี้... ไม่ใช่ศิษย์อัจฉริยะฝ่ายในที่ทำร้ายบิดาของซ่งหลิงเอ๋อร์หรอกหรือ!?
"เหอะ นี่คือศิลาญญาณระดับต่ำสามก้อน ใครที่สามารถทำให้เขากลายเป็คนพิการได้ ข้าจะมอบให้ผู้นั้น!"
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ สายตาของหลิวจื่อเหยากลับจับจ้องไปที่ร่างของหลิงเทียน บนมือเรียวสวยมีศิลาิญญาสามก้อนลอยอยู่ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"ศิลาิญญาระดับต่ำสามก้อน!?"
"ลุยเลย ทำให้มันพิการซะ!"
ไม่นานนัก ศิษย์ระดับล่างกลุ่มหนึ่งก็ตอบสนอง พวกเขากรูเข้าหาหลิงเทียนราวกับฝูงผึ้ง มีจำนวนถึงร้อยคน!
ศิลาิญญาระดับต่ำสามก้อน คือเบี้ยเลี้ยงครึ่งปีของศิษย์ระดับล่าง แต่ในวันนี้เพียงแค่จัดการหลิงเทียนคนเดียวก็ได้รับมันแล้ว พวกเขาจะไม่บ้าคลั่งได้อย่างไร!?
"ศิษย์พี่จื่อเหยา การทำให้ศิษย์ระดับล่างคนหนึ่งพิการ จำเป็ต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
ในขณะนั้น ด้านหลังของหลิวจื่อเหยาก็มีคนเดินลงมาอีกหนึ่งคน ซึ่งคนผู้นี้คือจ้าวคาน ศิษย์ตำหนักกระบี่ที่เคยมีเื่กับหลิงเทียนที่หอคัมภีร์ยุทธ์
"เหอะ! เ้าคิดว่าการเป็ศิษย์ฝ่ายในแล้วจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบงั้นหรือ? หรือเ้าคิดจะให้ข้าลงมือจัดการศิษย์ระดับล่างด้วยตัวเอง? เดิมทีวันนี้ข้าแค่ตั้งใจมาดูว่าซ่งหลิงเอ๋อร์จะตายอย่างไร แต่เ้ากลับดึงดันจะให้ข้าช่วย แต่ก็ช่างเถอะ หลิงเทียนผู้นี้ฆ่าน้องชายของศิษย์พี่ฉู่เย่า สมควรตายแล้ว ศิลาิญญาสามก้อนนี้ ถือว่าจ่ายเพื่อดูลิงกัดกัน ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน" หลิวจื่อเหยามีสีหน้าเ็า
จ้าวคานพยักหน้าเห็นด้วยซ้ำ ๆ หลิวจื่อเหยาอยู่ในอันดับสามของตำหนักโอสถ อีกทั้งบิดายังเป็เ้าหุบเขาศิษย์ระดับล่าง จึงแทบไม่มีใครกล้าล่วงเกิน แม้ใบหน้าจะสวยราวกับดอกท้อ แต่หัวใจกลับอำมหิตดั่งงูพิษ ใครทำอะไรไว้ต้องชดใช้คืนอย่างสาสม ดังนั้นในสำนักฝ่ายใน ศิษย์จำนวนมากจึงหวาดกลัวนาง
และในขณะนี้ ภายในหุบเขาศิษย์ระดับล่าง หลิงเทียนที่เผชิญหน้ากับศิษย์ระดับล่างนับร้อย สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและดุดันขึ้นมา ศิษย์ระดับล่างก็เป็เพียงสุนัขและสุกรที่ศิษย์ฝ่ายในใช้เล่นสนุก ศิลาิญญาสามก้อนก็ทำให้พวกเขาสติหลุดได้
"ฆ่า!"
ศิษย์ระดับล่างนับร้อยคำรามลั่น เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับฝูงตั๊กแตนบุกถล่ม
"มดปลวกริอาจจะโค่นต้นไม้ใหญ่"
หลิงเทียนยิ้มอย่างดูแคลน เท้ากระแทกพื้นพุ่งตัวออกไปก่อนเพื่อชิงลงมือ โดยชูกระบี่พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนทันที เขาเปรียบดั่งั จะยอมถูกล้อมด้วยฝูงงูได้อย่างไร?
อ๊ากกก!
ฉากที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น หลิงเทียนราวกับพยัคฆ์ในฝูงแกะ ศิษย์ระดับล่างที่พุ่งเข้ามาไม่มีใครต้านทานได้เลยสักคน ทุกคนล้วนถูกซัดจนกระเด็นถอยหลัง พร้อมกับเสียงเืสาดกระเซ็นและเสียงกรีดร้องโหยหวน ก่อนจะค่อย ๆ ล้มลงกับพื้นทีละคน
การลงมือของหลิงเทียนโเี้ถึงที่สุด แม้จะไม่ถึงขั้นฆ่าคน แต่ก็เพียงพอที่จะทำลายจุดตันเถียนของอีกฝ่ายให้ย่อยยับ
ยิ่งกว่านั้น ความเร็วของหลิงเทียนนั้นรวดเร็วเกินไป เจตจำนงกระบี่สายฟ้าที่ซ่อนอยู่ในปราณกระบี่ ทุกครั้งที่ฟาดฟันลงมา เืจะพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทุกที่ที่เขาผ่านไป ศิษย์ระดับล่างเปรียบเสมือนไก่ดินสุนัขฟางที่เปราะบาง ไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย เวลาเพียงชั่วครู่ก็ทำให้หุบเขาศิษย์ระดับล่างเต็มไปด้วยแอ่งเื และกองร่างมนุษย์นอนระเกะระกะอยู่เป็จำนวนมาก
ศิษย์ระดับล่างที่เหลือ เมื่อมองเห็นหลิงเทียนที่ยืนตระหง่านอยู่บนแอ่งเืราวกับเทพสังหาร ต่างก็ตัวสั่นเทา ไม่กล้าบุกเข้าไปอีก ตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้สึกหวาดกลัวแล้ว
หลิงเทียนผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไป ทั้งที่ระดับการบ่มเพาะอยู่เพียงหลอมปราณขั้นสอง แต่ศิษย์ระดับล่างกลับไม่สามารถเข้าใกล้ตัวเขาได้เลย
"ยังมีใครอีกหรือไม่!?" หลิงเทียนะโลั่น ทำให้ศิษย์ระดับล่างเ่าั้สั่นสะท้าน แต่ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาแม้แต่คนเดียว
"หลิงเทียน เ้าเก่งเื่ต่อสู้มากสินะ!?"
ทว่าในขณะนั้น เสียงของหลิวจื่อเหยาก็ดังขึ้นจาก้าของหุบเขาศิษย์ระดับล่าง ครั้นหลิงเทียนตวัดสายตาขึ้นไปมอง ก็พบว่าซ่งหลิงเอ๋อร์ถูกศิษย์ระดับล่างหลายคนควบคุมตัวไว้ และกดร่างนางลงที่หน้าถ้ำกากโอสถ
"ต่อสู้เก่งแล้วจะมีประโยชน์อะไร? กฎก็คือกฎ ซ่งหลิงเอ๋อร์ยังคงต้องเข้าไปในถ้ำกากโอสถ!"
"นางเป็เพียงเด็กตัวเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เ้ากลับใจคออำมหิต ปล่อยนางเดี๋ยวนี้!" หลิงเทียนกำกระบี่หักในมือกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ฮ่า ๆ ๆ หลิงเทียน เ้ายังคิดจะทวงความยุติธรรมให้ลูกสาวของนักโทษอีกหรือ?" จ้าวคานหัวเราะเยาะ "เ้าก็เป็แค่ศิษย์ระดับล่าง เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก! และเ้าไม่ต้องจำเป็ต้องรีบร้อน เพราะคนต่อไปที่จะต้องเข้าถ้ำกากโอสถ ก็คือเ้านั่นแหละ!"
"ข้าจะเข้าไปแทนนางเอง!"
เมื่อสิ้นเสียงของหลิงเทียน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นในหมู่ศิษย์ระดับล่างที่อยู่ในบริเวณนั้น
อาสาเข้าถ้ำกากโอสถงั้นรึ? เ้านี่อยากตายเร็วขนาดนั้นเลยหรือ!?
แม้แต่หลิวจื่อเหยาและจ้าวคานยังหันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพียงเพื่อเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้จักกันเนี่ยนะ?
ทว่ายามนี้ หลิงเทียนได้ก้าวเท้าทีละก้าวตรงไปยังถ้ำกากโอสถเสียแล้ว
"พี่ชาย ไม่ได้นะเ้าคะ! ท่านอย่าเข้าไปเลย ข้ายินดีจะเข้าไปเอง" ซ่งหลิงเอ๋อร์ในตอนนี้ร้องไห้จนน้ำตาอาบแก้ม นางไม่อยากทำให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะนางอีก
"ปล่อยนาง"
ภายใต้สายตาที่คมกริบดั่งใบมีดของหลิงเทียน ศิษย์ระดับล่างที่กดตัวซ่งหลิงเอ๋อร์ไว้ต่างก็รีบปล่อยมือทันที
"ก่อนที่ข้าจะออกมา หากพวกเ้ากล้าแตะต้องนาง ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมด!"
น้ำเสียงอันเย็นะเือย่างถึงที่สุด ดังก้องไปทั่วบริเวณหน้าถ้ำกากโอสถ ทำเอาเหล่าศิษย์รับใช้บริเวณนั้นหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง จากนั้นภายใต้สายตาของทุกคนที่จับจ้องมา หลิงเทียนก็ออกแรงลากรถคันใหญ่ที่เต็มไปด้วยไหใส่กากโอสถ ก้าวเข้าสู่ค่ายกลของถ้ำกากโอสถ
"หึหึ นึกไม่ถึงว่าเ้านี่จะหาที่ตายเอง ช่วยประหยัดแรงพวกเราไปได้เยอะเลย!"
จ้าวคานมองตามแผ่นหลังของหลิงเทียนที่หายลับเข้าไปในถ้ำกากโอสถแล้วหัวเราะเยาะ เมื่อครู่ศิษย์ระดับล่างนับร้อยคนกลับทำอะไรชายผู้นี้ไม่ได้เลย ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ขอเพียงเข้าไปในถ้ำกากโอสถก็ย่อมต้องตายอย่างแน่นอน!
"น่าเบื่อ เ้าก็รอเก็บศพอยู่ที่นี่แล้วกัน! กลิ่นเหม็นของหุบเขาศิษย์ระดับล่างนี่ ข้าทนไม่ได้จริง ๆ " หลิวจื่อเหยาสะบัดมือและเดินจากไปด้วยท่าทางรังเกียจอย่างยิ่ง
วูบ!
ในขณะนั้น ม่านพลังค่ายกลภายในถ้ำกากโอสถก็สั่นะเื ร่างของหลิงเทียนก็ได้เข้ามาสู่พื้นที่ภายใน
"หึหึ เป็ไปตามที่ข้าคาดไว้จริง ๆ !"
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็อย่างที่คนภายนอกจินตนาการ หลิงเทียนไม่ได้รู้สึกเ็ปแม้แต่น้อยจากไอพิษของโอสถที่น่าสะพรึงกลัวภายในถ้ำกากโอสถ ในทางกลับกันมุมปากของเขากลับปรากฏรอยยิ้มเย็นเยือกอย่างผู้ชนะ
ในตอนนี้ แม้ภายในถ้ำกากโอสถจะเต็มไปด้วยพิษโอสถที่ร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิตคนได้ แต่เพราะหลิงเทียนฝึกฝนเคล็ดวิชาเบญจปฐมหลอม์ ดังนั้นไอปราณใด ๆ ก็ตาม ล้วนสามารถกลายเป็ทรัพยากรในการบ่มเพาะของหลิงเทียนได้ทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่า รวมถึงไอพิษจากโอสถนี่ด้วย!
ดังนั้น ไอพิษจากกากโอสถในถ้ำแห่งนี้ ที่เหล่าศิษย์ระดับล่างทุกคนต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ในสายตาของหลิงเทียน มันกลับไม่ต่างอะไรกับทรัพยากรอันล้ำค่าที่ช่วยเลื่อนระดับการบ่มเพาะ
หลิงเทียนเดินลึกเข้าไปในถ้ำกากโอสถ รอบบริเวณนี้เต็มไปด้วยค่ายกลที่กั้นไอพิษจากโอสถ บนพื้นมีเส้นชีพจรไฟที่ถูกทิ้งไว้ มีลาวากลิ้งไหล วิธีการทำงานปกติคือการเทกากโอสถลงในลาวา ถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น โดยจะทำเดือนละครั้ง
ทุก ๆ หนึ่งปี จะมีผู้าุโของสำนักใช้หินผลึกจำนวนมากกระตุ้นค่ายกล เพื่อชำระล้างไอพิษโอสถทั้งหมดที่สะสมอยู่ภายในออกไป
จนถึงตอนนี้ นับจากการชำระล้างครั้งล่าสุด ผ่านมาแล้วสิบเดือน
"แม้จะเป็ไอพิษโอสถที่เกิดจากกากโอสถระดับต่ำ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ข้าเลื่อนระดับไปสู่หลอมปราณขั้นหกได้!"
เมื่อััได้ถึงไอพิษในถ้ำ หลิงเทียนก็รู้สึกพอใจอย่างมาก จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิ กระตุ้นเคล็ดวิชาเบญจปฐมหลอม์ แสงดาวหมุนวนรอบกาย ด้วยความช่วยเหลือของวิชาและแผนที่ดาราโจวเทียน หลิงเทียนเริ่มดูดซับไอพิษโอสถที่นี่อย่างบ้าคลั่ง
ในขณะเดียวกัน มือของหลิงเทียนก็ไม่ได้ว่างเว้น เขาสำรวจกากโอสถที่ถูกขนเข้ามา ซึ่งทั้งหมดมาจากโอสถรวมปราณและโอสถบำรุงปราณ
โดยที่โอสถรวมปราณเป็โอสถจำเป็สำหรับการบ่มเพาะของผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณ ส่วนโอสถบำรุงปราณเป็แหล่งพลังงานหลักที่ศิษย์ฝ่ายในระดับสร้างรากฐานใช้ในการเลื่อนระดับ ซึ่งการจะหลอมให้สำเร็จนั้นไม่ใช่เื่ง่าย
แม้หลิงเทียนจะไม่เคยหลอมโอสถสามัญของโลกเบื้องล่างเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อแสงดาวในดวงตาของเขาเปล่งประกาย เพียงแค่กวาดสายตามองกากโอสถ วิธีการหลอมโอสถทั้งสองชนิดนี้ก็ปรากฏชัดแจ้งในใจ
ตูม!
ทันใดนั้น หลิงเทียนยกมือขึ้น กลางฝ่ามือพลันปรากฏเปลวไฟสีฟ้าครามเย็นเยียบลุกโชนขึ้นในพริบตา
เพลิงวิเศษ!
ในโลกมนุษย์ การหลอมโอสถหรือหลอมศัสตราจำเป็ต้องใช้อัคคีต้นกำเนิด ซึ่งแบ่งออกเป็สามชนิด ชนิดแรกคือเพลิงธรรมชาติระหว่างฟ้าดิน เช่น ชีพจรเพลิง หรือเพลิงอสูร ชนิดที่สองคือเพลิงตันเถียนที่ผู้ฝึกตนจุดขึ้นมาได้หลังบรรลุขั้นสร้างรากฐาน แต่เหนือกว่าสองชนิดนี้ ยังมีเปลวไฟอีกชนิดหนึ่งที่เหล่านักหลอมโอสถและนักหลอมศัสตราต่างยกย่องให้เป็ที่สุด
นั่นคือเพลิงวิเศษ!
เพลิงวิเศษนั้นหายากยิ่ง นอกจากจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ผู้ฝึกตนอาจจะมีเพลิงวิเศษกำเนิดมาพร้อมกับการปลุกิญญายุทธ์ แต่โอกาสเช่นนี้มีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าิญญายุทธ์เสียอีก เนื่องจากผู้ฝึกตนทุกคนที่มีเพลิงวิเศษจะสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดังในเส้นทางแห่งโอสถหรือศัสตราได้อย่างแน่นอน
ตัวอย่างเช่นหลิวจื่อเหยาแห่งตำหนักโอสถ นางมีเพลิงวิเศษระดับหนึ่งที่เรียกว่าเพลิงใบหลิว จึงสามารถครองตำแหน่งอัจฉริยะอันดับสามของตำหนักโอสถได้อย่างมั่นคง
ทว่ายามนี้ เพลิงเหมันต์ครามในมือของหลิงเทียนกลับซ้อนทับกันถึงสองชั้น ซึ่งนั่นคือเพลิงวิเศษระดับสองอย่างไม่ต้องสงสัย!