เครื่องยนต์ของรถสปอร์ตคันหรูยังคงติดอยู่ เสียงครางกระหึ่มต่ำๆ ของมันสอดประสานไปกับจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึกของมินตรา
ผ่านกระจกหน้ารถที่ติดฟิล์มดำมืด ร่างสูงโปร่งของเตชินท์กำลังสาวเท้าก้าวตรงเข้ามาทางนี้ เขามองซ้ายมองขวาด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่สายตาของเขาจะหยุดชะงักเมื่อจำได้ว่ารถคันนี้เป็ของใคร
“ดูเหมือนหมาหวงก้างของเธอจะจมูกไวดีนี่” อาชวินแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบฉายแววอำมหิต เขากดปุ่มปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยของตัวเองจนเกิดเสียงดัง คลิก ท่ามกลางความเงียบ “ลงไปสิมินตรา... หรือจะให้ฉันทำตามที่พูดเมื่อกี้ โชว์ให้มันดูว่าเมียลับๆ ของฉันครางเก่งแค่ไหน”
“อย่านะคะ!” มินตราร้องเสียงหลง สองมือเล็กคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนแกร่งของเขาโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสั่นระริกเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา “ขอร้องล่ะค่ะคุณคินน์... อย่าทำแบบนั้น ฉันยอมแล้ว ฉันจะไล่เขาไปเอง”
อาชวินหลุบตามองมือเล็กที่เกาะกุมแขนเขาไว้ ก่อนจะปรายตามองใบหน้าตื่นตระหนกของเธอ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ดี... ลงไปบอกมันซะให้ชัดเจน ว่าอย่ามาสะเออะยุ่งกับคนของตระกูลฉันอีก ถ้าเธอแสดงละครไม่เนียน หรือทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอยังมีเยื่อใยกับมันแม้แต่นิดเดียว... ฉันจะลงไปกระชากหน้ากากเธอต่อหน้ามันเอง”
มินตรากลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปล่อยมือจากแขนเขาอย่างเชื่องช้า เธอผลักประตูรถก้าวลงไปยืนบนพื้นคอนกรีต ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบพยุงตัวไม่อยู่ ทว่าทันทีที่เธอปรากฏตัว เตชินท์ก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาหาด้วยสีหน้าโล่งใจ
“มิ้นท์! เต้เป็ห่วงแทบแย่ ทำไมไม่รับสาย ไม่ตอบไลน์เต้เลย” เตชินท์เอื้อมมือจะมาจับแขนเธอ แต่มินตรากลับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง
การกระทำนั้นทำให้เตชินท์ชะงัก มือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสน “มิ้นท์... เป็อะไรหรือเปล่า เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น เขา... เขาทำอะไรมิ้นท์หรือเปล่า” เขาปรายตาไปมองรถสปอร์ตสีดำที่จอดนิ่งสนิทกระจกปิดทึบอย่างไม่ไว้ใจ
“ไม่มีอะไรหรอกเต้ เราแค่... แบตหมดน่ะ” มินตราฝืนบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น เธอต้องทำตัวให้เ็าที่สุด แม้ว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายจะปวดร้าวที่ต้องทำร้ายความหวังดีของเพื่อนสนิท “แล้วเมื่อคืนคุณคินน์ก็แค่บังเอิญไปเจอเราที่งาน เขาเลยพาเรากลับบ้าน... ก็แค่นั้นเอง”
“แต่ทำไมท่าทางมิ้นท์ดู...”
“เต้” มินตราขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองสบตาเขาด้วยแววตาที่พยายามทำให้ว่างเปล่าที่สุด “ต่อไปนี้... เต้ไม่ต้องมาคอยรับคอยส่ง หรือส่งข้อความหาเราบ่อยๆ แล้วนะ”
“ทำไมล่ะมิ้นท์ เต้ทำอะไรผิดเหรอ หรือว่าผู้ชายคนนั้นมันขู่บังคับอะไรมิ้นท์!” เตชินท์เสียงดังขึ้น ขยับเข้าหาอีกก้าวด้วยความโกรธแทน
แกร๊ก...
ยังไม่ทันที่มินตราจะได้ตอบ ประตูรถฝั่งคนขับก็เปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดก้าวลงมายืนพิงประตูรถ อาชวินล้วงมือสอดกระเป๋ากางเกง ั์ตาสีรัตติกาลจ้องมองเตชินท์ราวกับราชสีห์ที่มองดูมดปลวก
“ดูเหมือนคำพูดของน้องสาวฉันจะยังไม่ชัดเจนพอสินะ” อาชวินเดินอ้อมหน้ารถมาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังมินตรา มือหนาเอื้อมมาวางแหมะลงบนเอวคอดของเธออย่างจงใจ นิ้วหัวแม่มือกดลงบนเนื้อผ้าสีขาว ตำแหน่งเดียวกับรอยช้ำที่เขาฝากไว้เมื่อคืน
มินตราสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งทื่อ แต่ไม่อาจขัดขืนได้
“แกบังคับมิ้นท์ใช่ไหม!” เตชินท์ชี้หน้าอาชวินอย่างลืมตัว “แกใช้อำนาจข่มขู่เธอ!”
“เต้! หยุดนะ!” มินตรารีบห้าม ขืนปล่อยให้เตชินท์หาเื่อาชวิน ชีวิตของเพื่อนเธอในรั้วมหาวิทยาลัยต้องพังพินาศแน่ “ไม่มีใครบังคับอะไรทั้งนั้น... ฉันแค่รำคาญ!”
คำว่า ‘รำคาญ’ หลุดออกจากปากมินตราเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจของเตชินท์ เขาชะงักค้าง แววตาที่เคยอบอุ่นสั่นไหวอย่างรุนแรง
“ฉันแค่อยากมีชีวิตส่วนตัว อยากเรียนให้จบเงียบๆ” มินตราเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองสายตาที่แตกสลายของเพื่อน “ความหวังดีของเต้มันทำให้ฉันอึดอัด... ได้โปรด เลิกยุ่งกับฉันเถอะนะ”
บรรยากาศเงียบสงัดลงจนได้ยินเพียงเสียงลมพัด เตชินท์เม้มริมฝีปากแน่น เขามองใบหน้าด้านข้างของมินตรา สลับกับแววตาเย้ยหยันของผู้ชายที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ ความพ่ายแพ้และน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาจนเขาต้องพยักหน้าช้าๆ
“เข้าใจแล้ว... ถ้าความหวังดีของเต้มันทำให้มิ้นท์อึดอัด เต้ก็จะไม่ยุ่งอีก ขอโทษที่ล้ำเส้นนะ”
เตชินท์หันหลังเดินจากไป ไหล่ที่เคยตั้งตรงลู่ตกลงอย่างน่าสงสาร มินตรามองตามแผ่นหลังนั้นด้วยขอบตาที่ร้อนผ่าว น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งหล่นลงมาอาบแก้ม เธอเพิ่งสูญเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไปเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของผู้ชายใจร้ายคนนี้
“เก่งนี่” เสียงทุ้มกระซิบเย้าที่ข้างหู ก่อนที่มือหนาจะบีบเอวเธอแรงๆ หนึ่งทีเป็การให้รางวัล “จำความรู้สึกนี้ไว้มินตรา... ถ้าเธอไม่อยากให้ใครต้องเดือดร้อน ก็จงเป็นกน้อยในกรงของฉันอย่างเชื่อฟัง”
อาชวินหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเธออีก มินตรายืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาเงียบๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างกัดกินหัวใจ เธอถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ และเหลือเพียงเขา... ปีศาจร้ายที่เป็ทั้งเ้าชีวิตและคนคุมขัง
เวลาล่วงเลยจนถึงยามวิกาล คฤหาสน์ตระกูลธนพเงียบสงัด ไฟในหลายห้องถูกดับลงเหลือเพียงไฟทางเดินสีส้มสลัว
มินตรานั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงนอนในห้องของตัวเอง แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงสาดส่องให้เห็นเงาทาบทับบนกำแพง หนังสือเรียนที่เปิดทิ้งไว้บนตักไม่เข้าหัวเธอเลยแม้แต่น้อย ั้แ่กลับมาจากมหาวิทยาลัย เธอก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง อ้างกับแม่ว่าปวดหัวเพื่อหลีกเลี่ยงการลงไปร่วมโต๊ะอาหารเย็น
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหมอนสั่นเตือน มินตราสะดุ้งสุดตัว เธอเอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบมันขึ้นมาดู หน้าจอแสดงข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์... ชื่อผู้ส่งคือ ‘คินน์’ เขาบันทึกเบอร์และแอดไลน์ตัวเองไว้ในเครื่องเธอั้แ่เมื่อเช้า
คินน์ : มาที่ห้องฉัน
คินน์ : เดี๋ยวนี้
หัวใจของมินตราหล่นวูบ เธอพิมพ์ตอบกลับไปด้วยนิ้วที่สั่นเทา
มินตรา : ฉันปวดหัวค่ะ ขอพักผ่อนได้ไหมคะ
ข้อความถูกอ่านแทบจะในทันที ก่อนที่ประโยคถัดมาจะปรากฏขึ้น ทำเอาเืในกายของเธอเย็นเฉียบ
คินน์ : ถ้าเธอไม่เดินมาหาฉันภายในสองนาที ฉันจะเป็คนเดินไปเคาะประตูห้องเธอเอง... และฉันรับรองว่าแม่เธอที่นอนอยู่ห้องถัดไป จะต้องได้ยินเสียง ‘การรักษา’ อาการปวดหัวของฉันแน่
ไม่มีทางเลือกอื่น กรงขังไร้เงากำลังบีบรัดเข้ามาจนเธอไร้ทางหนี มินตราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ลุกขึ้นจากเตียงในชุดนอนกระโปรงตัวยาวสีครีม เธอแง้มประตูห้องออกอย่างระมัดระวัง มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ ก่อนจะก้าวเท้าเปล่าลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ มุ่งหน้าไปยังห้องที่อยู่สุดทางเดิน
ห้องของอาชวิน
เธอเคาะประตูเพียงสองครั้งเบาๆ บานประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกเปิดออก มือหนาคว้าข้อมือเธอแล้วกระชากร่างเล็กลงไปในความมืด ก่อนจะปิดประตูล็อกกลอนเสียงดัง กริ๊ก
ความมืดและกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาปะทะจมูก ภายในห้องมีเพียงแสงสลัวจากไฟระเบียงที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา อาชวินอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีเข้มหลวมๆ เผยให้เห็นแผงอกกว้าง เขาดันร่างของมินตราไปชิดกับบานประตู แขนสองข้างยันกำแพงกักขังเธอไว้
“ทำไมต้องให้ขู่ ถึงจะยอมมา” เขาถามเสียงต่ำ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดหน้าผากมน
“ฉัน... ฉันปวดหัวจริงๆ ค่ะ” เธอโกหก ไม่กล้าสบตากับดวงตาที่วาวโรจน์ในความมืดของเขา
อาชวินแค่นหัวเราะ ปลายนิ้วหยาบกร้านเชยคางเธอขึ้นมาบังคับให้สบตา “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันมินตรา เธอเสียใจเื่ไอ้หน้าจืดนั่นจนกินไม่ได้นอนไม่หลับต่างหาก”
“ไม่ใช่นะคะ...”
“ช่างเถอะ” เขาตัดบท “ฉันไม่สนหรอกว่าเธอจะเสียใจแค่ไหน หน้าที่ของเธอตอนนี้... คือจ่ายค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่นี่ต่างหาก”
สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักก็โฉบลงมาบดขยี้กลีบปากของเธออย่างหิวกระหาย มันรุนแรงและเอาแต่ใจจนมินตราได้กลิ่นคาวเืจางๆ เธอพยายามผลักไส ทุบตีแผงอกกว้าง แต่เขากลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียว แล้วตรึงมันขึ้นเหนือศีรษะ
เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหวานอย่างตะกละตะกลาม มินตราครางประท้วงในลำคอ แต่ความช่ำชองของเขากลับปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเธอ ร่างกายที่เคยแข็งขืนเริ่มอ่อนระทวยลงอย่างน่าสมเพช เธอเกลียดเขา แต่ร่างกายนี้กลับจดจำััของเขาได้อย่างแม่นยำ
อาชวินผละริมฝีปากออก เลื่อนใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่น มืออีกข้างที่ว่างอยู่เลื่อนเข้าไปใต้กระโปรงชุดนอน ลูบไล้ไปตามเรียวขาเนียนอย่างถือวิสาสะ
“อ๊ะ... คุณคินน์... อย่านะ...” มินตราดิ้นรน ลมหายใจหอบถี่
ทว่าในจังหวะที่ไฟปรารถนากำลังจะถูกจุดให้ลุกโชน เสียง์—หรือเสียงจากนรก—ก็ดังขัดจังหวะขึ้น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงคุ้นเคยที่ทำเอามินตราเบิกตากว้าง หัวใจแทบหยุดเต้น
“คุณคินน์คะ... หลับหรือยังคะ” เสียงของคุณพลอย มารดาของเธอดังลอดเข้ามา “น้าเห็นไฟที่ระเบียงห้องคุณคินน์ยังเปิดอยู่... พอดีน้าไปเคาะห้องหนูมิ้นท์แล้วน้องไม่ตอบ น้าเลยจะมาถามว่าคุณคินน์เห็นน้องไหมคะ”
ร่างของมินตราแข็งทื่อราวกับถูกสาป เืในกายเย็นเฉียบ เธอมองหน้าผู้ชายที่ยืนแนบชิดอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตระหนกขีดสุด น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเอ่อล้นขึ้นมาทันที
ถ้าแม่รู้ว่าเธออยู่ในห้องนี้... ในสภาพนี้... ทุกอย่างจบสิ้นแน่!
อาชวินหยุดชะงักไปชั่ววินาที เขามองใบหน้าที่ซีดเผือดของมิ้นท์ แววตาของเขาปรากฏรอยยิ้มสนุกสนานและร้ายกาจอย่างปิดไม่มิด แทนที่จะรีบถอยออกไป เขากลับโน้มตัวลงมากระซิบชิดริมฝีปากเธอ เสียงเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยการคุกคาม
“เอาไงดีล่ะมินตรา... จะให้ฉันตอบแม่เธอไปว่ายังไงดี”
“อย่า... ขอร้อง...” เธอขยับปากส่งเสียงกระซิบไร้เสียง น้ำตาไหลพราก ส่ายหน้าไปมาอย่างอ้อนวอน
“คุณคินน์คะ?” เสียงคุณพลอยเรียกซ้ำ พร้อมกับลูกบิดประตูที่ถูกหมุนดัง แกร๊ก โชคดีที่อาชวินล็อกมันไว้จากด้านใน
อาชวินมองคนตัวเล็กที่สั่นเป็ลูกนก เขากระตุกยิ้ม ก่อนจะเปล่งเสียงทุ้มต่ำออกไปให้คนด้านนอกได้ยิน
“ยังไม่หลับครับคุณพลอย...”
มินตราหลับตาปี๋ กลั้นหายใจ รอรับคำพิพากษา
“มินตราไม่ได้อยู่กับผมครับ...” อาชวินพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบเป็ปกติ “สงสัยคงจะลงไปหาอะไรกินที่ครัวข้างล่างกระมังครับ ให้ผมลงไปดูให้ไหมครับ?”
“อุ๊ย ไม่เป็ไรค่ะๆ รบกวนคุณคินน์พักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวน้าลงไปดูน้องเอง ขอโทษที่มารบกวนดึกๆ นะคะ”
เสียงฝีเท้าของคุณพลอยค่อยๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท
มินตราทิ้งตัวพิงกำแพงอย่างหมดแรง เข่าทรุดลงจนเกือบจะร่วงลงไปกองกับพื้น หากไม่ได้ท่อนแขนแกร่งของอาชวินตวัดรั้งเอวเธอไว้เสียก่อน
เขาดึงร่างที่สั่นเทาของเธอให้เข้ามาแนบชิดอีกครั้ง ดวงตาคมกริบก้มลงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาด้วยสายตาที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา
“เห็นไหม... ว่าฉันมีอำนาจชี้เป็ชี้ตายชีวิตครอบครัวเธอแค่ไหน” เขากระซิบ เสียงทุ้มดังก้องอยู่ในความเงียบ “ดังนั้น... คืนนี้ ทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุด อย่าให้ฉันต้องอารมณ์เสียจนเดินไปบอกความจริงกับแม่เธอด้วยตัวเองล่ะ”
สิ้นประโยคที่เต็มไปด้วยการข่มขู่ อาชวินก็ช้อนร่างบางขึ้นอุ้มแนบอก ก้าวเดินตรงไปยังเตียงคิงไซส์กลางห้อง ทิ้งให้ความมืดมิดและเงาของปีศาจกลืนกินหยาดน้ำตาแห่งความจำนนของมินตราไปตลอดทั้งค่ำคืนนี้