ตอนที่ 15 วังฉิน (1)
คณะขององค์หญิงสวินนำราชสาส์นขอผ่านทางแคว้นเว่ย เดินทางข้ามวันข้ามคืน เร่งรถม้าไม่หยุดพักมาจนถึงเสียนหยาง
เพราะมีศึกสงครามตลอดปี ทั่วทุกหนแห่งตลอดทางมาจากชายแดนแคว้นฉิน จึงมองเห็นภาพบรรยากาศเงียบเหงาซบเซาและชาวบ้านที่อดอยากแร้นแค้น
คิดไม่ถึงแคว้นฉินอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรจะมีด้านทุกข์ยากหดหู่เช่นนี้ด้วย ครั้นเห็นภาพเหล่านี้แล้ว จ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์ต่างนึกถอนใจปลงอนิจจัง
ท่ามกลางกลียุค ชาวบ้านจะตั้งเรือนครองชีวิตอย่างสงบสุขได้อย่างไร เมื่อใดใต้หล้าจะสันติเจริญรุ่งเรือง…
รถม้ามุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เสวี่ยสวินก็ได้ยินเสียงผู้คนจอแจดังขึ้นนอกรถ คาดว่าคงจะเข้าสู่เมืองเสียนหยางแล้ว อดไม่ได้ที่จะแง้มม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นมองสำรวจเมืองหลวงของแคว้นฉินแห่งนี้
สิ่งที่สะท้อนสู่สายตาคือภาพบรรยากาศอันเจริญรุ่งเรือง หอสุราโรงน้ำชาตั้งขึ้นเรียงรายยาวเต็มริมถนน ผู้คนเดินจับกลุ่มกันบ้างสามคนบ้างห้าคนแต่งกายฉูดฉาดสดใส เมื่อเทียบกับเมืองเสียนหยางแล้ว แม้ซิ่นตูจะเป็นเมืองหลวงเหมือนกัน แต่กลับดูขาดสีสันด้อยกว่ามากอย่างยากปฏิเสธ
เพียงคิดไม่ถึงว่าความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเสียนหยางจะแตกต่างตรงข้ามกับภาพความทุกข์ยากแร้นแค้นของเมืองอื่นๆ ในแคว้นฉินโดยสิ้นเชิง!
ฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้ง เพื่อกวาดล้างแว่นแคว้นต่างๆ ให้ราบคาบแล้ว เขาไม่สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร มองเห็นเพียงความรุ่มรวยเบื้องหน้า กลับไม่เคยรับรู้เข้าใจความลำบากยากแค้นของชาวบ้านท่ามกลางไฟสงคราม!
เสวี่ยสวินปล่อยม่านหน้าต่างลง ปิดดวงตาพร้อมทอดอาลัยขึ้นภายในใจ
จางเอ่อร์แง้มเปิดม่านรถ เห็นเสวี่ยสวินขมวดคิ้วแน่น สีหน้าดูเศร้าหมอง ก็นึกแค่ว่านางคงจะไม่สบาย รีบเข้ามาถามด้วยความห่วงใยทันที “สวินเอ๋อร์ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ”
ครั้นได้ยินเสียง เสวี่ยสวินก็เปิดดวงตาใสกระจ่างขึ้น โคลงศีรษะบอก “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พักผ่อนสักประเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว...”
จางเอ่อร์เห็นนางร่างกายอ่อนแอซูบผอมลงทุกวันเพราะการเดินทางเหน็ดเหนื่อยและไม่คุ้นชินสถานที่ ในใจก็อดนึกสงสารไม่ได้ แต่เมื่อคิดว่าการเดินทางครั้งนี้ทำเพื่อช่วยผู้คนอีกหลายชีวิต ตลอดทางจึงไม่หยุดแวะพักมากนัก
องค์หญิงที่ได้รับการเลี้ยงดูในวังลึกมาตั้งแต่เด็กไหนเลยจะเคยพบเจอความลำบากเช่นนี้ ทว่าเพื่อให้ได้รับเทียบยารักษากาฬโรคแล้ว จ้าวเสวี่ยสวินกลับฝืนทนยืนหยัดผ่านมันมาได้!
…
เสียนหยางเป็นเมืองหลวงอันรุ่มรวยอุดมสมบูรณ์ ร้านรวงของที่นี่คึกคักมีชีวิตชีวากว่าที่อื่นมาก ข้าวของที่ขายก็เป็นของหายากมิใช่พบเห็นได้ง่ายๆ บนถนนผู้คนเดินพลุกพล่าน บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก
จ้าวเสวี่ยสวินตัดสินใจลงจากรถม้า เดินทอดน่องตามฝูงชนที่ไปมาขวักไขว่
“พี่ชาย ท่านไปซื้อของบางอย่างกับข้าได้หรือไม่! เย็นนี้เราจะไปเข้าเฝ้าวังฉินฮ่องเต้ในวัง จำเป็นต้องเตรียมตัวไว้สักหน่อย!”
“ได้” จางเอ่อร์เห็นนางชอบบรรยากาศเช่นนี้ก็ไม่ขัดขวาง ทว่าคอยตามติดไม่ห่างกาย
เห็นเพียงเสวี่ยสวินเดินเข้าร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง ตั้งใจเลือกผ้าคลุมหน้าผืนหนึ่งมาสวม ความจริงคือนางอยากใช้ผ้าคลุมปิดบังใบหน้า ขอเพียงไม่ถูกฉินฮ่องเต้มองเห็นรูปโฉม ก็คงพอจะหลบพ้นภัยไปได้เปลาะหนึ่ง!
ทว่านางรูปโฉมงดงามสวรรค์สรรค์สร้าง แม้จะสวมผ้าคลุมหน้าก็ยังไม่อาจซ่อนสง่าราศีเจิดจรัสบนเรือนกาย และประกายสุกใสที่ฉายส่องออกมาจากดวงตานั้นได้ ยังมีท่วงท่ากิริยาที่ปรากฏออกมา พานให้ผู้คนบนถนนพากันเหลียวมองหนแล้วหนเล่า
เสวี่ยสวินเลือกผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผืนหนึ่ง ขณะจะจ่ายเงินให้เถ้าแก่ สายตาก็เหลือบเห็นในกล่องเครื่องประดับด้านข้างมีปิ่นระย้าทองคำวางอยู่อันหนึ่ง
ปิ่นระย้านั้นล้อมด้วยเส้นริ้วทองคำทั้งอัน หัวปิ่นแกะสลักหยกชมพูเป็นรูปดอกท้อสองดอก ซ้อนทับลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ชูช่อร่วมก้านกันประชันความงาม ด้านล่างของกลีบดอกใช้เส้นทองคำขดพันเป็นฐานรองรูปดอกท้อ ส่วนที่ห้อยระย้านั้นยังเป็นไข่มุกสีชมพูเม็ดเล็กกลมมน!
จางเอ่อร์มองเสวี่ยสวินที่ก้มลงดูปิ่นระย้านั้นด้วยสายตาเอ็นดู ในหัวใจคล้ายมีส่วนที่แสนอ่อนนุ่มบริเวณหนึ่งถูกโจมตีเข้าอย่างจัง!
เรือนผมยาวดำขลับของเสวี่ยสวินสยายพลิ้วตามสายลม ปอยผมบางส่วนพัดมาโดนใบหน้าจางเอ่อร์ กลิ่นหอมจางๆ นั้นซึมซาบเข้าสู่หัวใจเขา
ปิ่นระย้าอันนั้น หากได้ปักประดับกลางเส้นผมดำสนิทดุจสีหมึกนี้ กลับจะคู่ควรกับคำว่า ‘งามล่มเมืองไร้ใดเปรียบ’ อย่างจริงแท้!
จางเอ่อร์เห็นเสวี่ยสวินถือปิ่นระย้าทองคำจับจ้องอยู่เนิ่นนานก็เรียกเถ้าแก่เข้ามา ต้องการจะซื้อปิ่นระย้าอันนี้ทันที
เถ้าแก่สังเกตเห็นคนทั้งคู่ดูเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง หัวใจย่อมเบิกบานดั่งบุปผาสะพรั่ง ปิ่นระย้านี้ราคาล้ำค่าควรเมือง คุณชายชนชั้นสูงในเมืองเสียนหยางมากมายเห็นแล้วทำได้เพียงมองและเดินถอยห่าง คิดไม่ถึงว่าคุณชายท่านนี้จะใจป้ำทุ่มทองคำพันชั่งในวันนี้!
คิดมาถึงตรงนี้ เถ้าแก่ก็เปิดปากเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชายท่านนี้สายตาแหลมคมยิ่งนัก ปิ่นระย้านี้ทำโดยช่างฝีมือเลื่องชื่อ บัดนี้ทั่วทั้งใต้หล้ามีเพียงอันนี้อันเดียว หากมอบให้คนในดวงใจ รับรองว่าแม่นางจะต้องชมชอบแน่นอน!”
พูดจบเถ้าแก่ยังไม่ลืมชำเลืองมองเสวี่ยสวินที่อยู่ข้างกัน
“เถ้าแก่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว!”
ตอนเสวี่ยสวินได้ยินคำว่า ‘คนในดวงใจ’ ประโยคนั้น ใบหน้ากลับแดงก่ำ รีบวางปิ่นระย้าลงแล้ววิ่งไปขึ้นรถม้าทันที