หยางซีห่าวมองภรรยาที่ทรุดกายร่ำไห้อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเ็ปก่อนนี้เขาตัดสินใจเข้ากรมเพื่อเป็ทหารก็เพราะอยากให้ภรรยาอยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องไปทนลำบากทำงานตากแดดในแปลงนา
แต่ดูสภาพเขาตอนนี้สิ แม้หมอที่ค่ายจะไม่ได้วินิจฉัยว่าเขาจะพิการเสียทีเดียวแต่ก็ไม่แน่ว่าจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิมจางซิ่วอิงคงเสียใจมากที่สุดท้ายแล้วสามีอย่างเขาก็ไม่อาจทำให้ชีวิตของเธอนั้นสุขสบายได้ตลอดแถมยังเจ็บหนักเข้าขั้นพิการกลับมาให้เธอดูแลต่อ สามีเช่นเขานี่มันไร้ประโยชน์เสียจริง
เสียงเอะอะโวยวายและถ้อยคำด่าทอรุนแรงของย่าสามีนั้นเรียกสติในตัวเธอให้กลับมาได้ทันเวลามือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาบนแก้มออก พลางตวัดตามองย่าของสามีด้วยความไม่พอใจ
“ซีห่าว!! แก!! แกมันตัวไร้ประโยชน์!”เหยียนเพ่ยแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดตีอกชกหัวทันทีที่ได้เห็นสภาพหลานชายที่เคยเป็คนหาเงินเข้าบ้านมากที่สุดตอนนี้หยางซีห่าวไม่ใช่ว่าคนไร้ประโยชน์ไปแล้วหรือ
คิดได้ดังนั้นร่างท้วมของผู้เป็ย่าก็ปรี่เข้าไปหาหลานชายคนเล็กด้วยความโมโหสุดขีดมืออวบหยาบกร้านเงื้อขึ้นสูงเตรียมจะลงมือทุบตีหลานชายให้ตายไปเสีย เพราะไหน ๆก็ไร้ค่าอยู่แล้ว แล้วไหนจากนี้ทั้งค่ารักษา ค่าหมอ ค่ายาไม่ใช่ว่าต้องเบิกเงินกองกลางหรอกนะ
“หยุด!! พอได้แล้วยายเฒ่าเหยียนเพ่ย!”เป็เสียงผู้นำหมู่บ้านที่เอ่ยห้ามเสียก่อนที่หยางซีห่าวจะถูกย่าทุบตีทั้งที่ยังาเ็
จางซิ่วอิงอาศัยจังหวะที่ทุกคนให้ความสนใจกับย่าสามีและผู้นำหมู่บ้านเดินไปหาสามีที่นั่งอยู่บนรถเข็นแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความเ็ปและผิดหวังอย่างไม่อาจปิดบัง
หยางซีห่าวหันมาสบตาภรรยาตรง ๆด้วยความรู้สึกผิดเอ่อล้น ทว่ามือนิ่มที่วางลงบนหลังมือพร้อมกับแววตาอ่อนโยนคู่นั้นทำให้จิตใจเขารู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด
“ภรรยาคือผม…ขอโทษ”
เสียงทุ้มแ่เบากล่าวกับภรรยา ใบหน้าหล่อคมเข้มก้มต่ำลงเล็กน้อยอย่างรู้สึกผิดเป็เขาไม่ใช่หรือที่ตัดสินใจเข้ากรม และสุดท้ายก็พิการกลับมาเช่นนี้ เขาเองที่พลาด
จางซิ่วอิงเห็นใบหน้าหม่นหมองของคนรักในชาติก่อนทั้งยังเป็สามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของเธอในชาตินี้ เธอรู้สึกถึงแรงบีบรัดในใจอย่างหนัก
มือเรียวตบลงบนหลังมือสามีเบา ๆ สองสามครั้งก่อนจะเอ่ยปลอบให้เขาคลายความรู้สึกผิด “คุณไม่ผิดเลยฉันไม่โทษคุณ”
เพราะหยางซีห่าวไม่ได้ผิดเลยจริง ๆมีใครบ้างอยากาเ็ แม้จะไม่แน่ชัดว่าอาการาเ็ของเขาจะหายหรือไม่เพราะเธอเองก็ยังไม่เห็นาแแต่เธอจะพยายามทุกทางเพื่อให้เขากลับมาเดินได้อีกครั้ง เธอเชื่อแบบนั้น
“คุณพร้อมจะตัดขาดกับครอบครัวของคุณไหมคะ?”เสียงใสพูดขึ้นเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคนเท่านั้น
ยอมรับว่าเธอคิดอยากจะให้สามีตัดขาดจากคนที่ชอบเอาเปรียบอย่างบ้านใหญ่ของเขาแต่ยังหาหนทางไม่ได้จึงคิดเผื่อว่าหากเขาไม่ยอมตัดขาดเธออาจจะเป็ฝ่ายตัดขาดจากเขาเอง
แต่นึกไม่ถึงว่าหยางซีห่าวจะกลับบ้านมาในสภาพนี้และหากเธอคาดเดาไม่ผิดทางนั้นก็คงคิดเื่ตัดขาดจากหลานชายคนนี้อยู่แน่ ๆ คนเหล่านี้เห็นแก่ตัวแค่ไหนในหมู่บ้านมีใครบ้างไม่รู้ถึงนิสัยของคนบ้านนี้บ้าง
หยางซีห่าวนิ่งคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับครอบครัวของผู้เป็พ่อก่อนนี้ตอนที่ปู่ยังอยู่เขามีชีวิตที่ดีกว่านี้มากแต่หลังจากที่ปู่จากไปหลานชังอย่างเขานั้นไม่ต่างจากทาสที่คอยรับใช้ทุกคนในบ้านโดยไม่มีข้อแม้พอโตพอที่จะหาเงินได้ ความสำคัญของเขาสำหรับคนบ้านนี้ก็ไม่ต่างจากเครื่องผลิตเงิน เขาต้องทำงานทุกอย่างแม้จะเหนื่อยยากแค่ไหนก็ต้องอดทน อาหารการกินก็ต้องรอให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนกินอิ่มเสียก่อนจึงได้กินเศษข้าวก้นชามที่เหลือ
หยางซีห่าวเคยคิดว่าหากเขาหาเงินเข้าบ้านได้เยอะคนในบ้านจะปฎิบัติต่อเขาเท่าเทียมกับหลานคนอื่นแต่เปล่าเลย…พอโตมากขึ้นเขาจึงได้ตระหนักว่าความคิดนั้นช่างไร้เดียงสาเหลือเกินไม่ว่าเขาจะหาเงินได้มากขนาดไหน คนเหล่านี้ก็ไม่เคยมองว่าเขาเป็คนด้วยซ้ำไป
แต่กลับกันภรรยาที่ไม่เคยเจอหน้ากันสักครั้งพอเธอแต่งให้เขาและแยกบ้านไปอยู่ลำพังสองคน จางซิ่วอิงในตอนนั้นแม้จะดูขลาดกลัวและเฉยชาต่อกันอย่างไร แต่จางซิ่วอิงไม่เคยปล่อยให้เขาต้องรู้สึกเหมือนตอนอยู่บ้านใหญ่
ในตอนนั้นแม้ว่าบรรยากาศระหว่างเขาและเธอจะเฉยชาแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เลิกงานจากแปลงนากลับบ้านมาแล้วจะไม่มีข้าวกินร่างกายผอมบางแม้จะอ่อนแอและมักเจ็บป่วยอยู่เสมอ พยายามทำอาหารให้เขาทานทุกวัน งานบ้านแม้ไม่ได้ดีเลิศแต่เขาก็มองเห็นความพยายามของเธอมาตลอด
ฉะนั้นตอนนี้เขาจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ครับ แต่ถ้าคุณอยากหย่า…”เขาตอบรับภรรยาในเวลาต่อมาโดยไม่ลืมหาทางออกให้กับเธอ ภรรยาของเขายังสาวและอายุน้อยหากหย่ากันไปเธออาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าการทนอยู่กับชายพิการอย่างเขาก็ได้
จางซิ่วอิงไม่รอให้สามีพูดจบใบหน้าได้รูปคลี่ยิ้มเบาบางพลางส่ายไปมาเล็กน้อยก่อนจะบีบมือของสามีครั้งหนึ่งแล้วตอบกลับไป
“เราจะผ่านมันไปด้วยกัน คุณเชื่อใจฉันนะคะ”
หยางซีห่าวรับรู้ได้ถึงความอุ่นซ่านที่ส่งผ่านมือนิ่มมายังเขาหากสังเกตุให้ดีภรรยาในตอนนี้ช่างแตกต่างจากครั้งสุดท้ายที่เจอกันก่อนที่เขาจะเข้ากรมไป
จางซิ่วอิงในตอนนี้ในแววตาไม่มีความขลาดกลัวอย่างเช่นเมื่อก่อนแววตาของเธอเด็ดเดี่ยวมั่นคง และยังอบอุ่นเมื่อมองมาที่เขาแต่ทว่าพอเธอหันไปเผชิญหน้ากับคนบ้านใหญ่ แผ่นหลังบอบบางนั้นกลับเหยียดตรงสง่าผ่าเผยไร้ความเกรงกลัวั์ตาวาวโรจน์แฝงไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ ในขณะที่ใบหน้านั้นกลับเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา
หยางซีห่าวพยายามคิดหาคำตอบของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภรรยาแต่ก็ไร้คำตอบ แต่หากจะว่าไปแล้วเขากลับชอบจางซิ่วอิงในตอนนี้มากทีเดียวไม่ใช่ว่าในอดีตไม่ดี แต่จางซิ่วอิงในตอนนั้นอ่อนแอเกินไปจนเขาเองนึกห่วงหญิงสาวอยู่ตลอดเวลาที่ห่างกันไปหลายเดือน
“พี่ซีห่าวเจ็บหนักขนาดนี้ คุณย่าจะใจร้ายใจดำทุบตีเขาอยู่อีกเหรอคะ?” ใบหน้าได้รูปเผยรอยยิ้มหยัน พลางปรายตามองญาติของสามีอย่างดูแคลน ก็แค่ยายแก่ที่รักลูกหลานลำเอียงจิตใจดำมืดคอยแต่จะเอาเปรียบสามีของเธออยู่ร่ำไป ยิ่งเห็นตอนที่คนเป็ย่ากำลังปรี่เข้าไปทุบตีสามีของเธอถึงรถเข็นในใจเธอยิ่งรู้สึกเกลียดมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
“แกเป็แค่สะใภ้ อย่ามาสอดปาก!!”เหยียนเพ่ยตวาดกร้าวเดินตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าของหลานชายคนเล็กกับสะใภ้ยืนอยู่ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว
จางซิ่วอิงจ้องมองย่าของสามีโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัวแต่อยากใดมุมปากผุดรอยยิ้มเ้าเล่ห์ พลันนึกแผนการเร่งเร้าเื่แยกบ้านได้พอดีจึงโต้ตอบกลับไป
“จะว่าไม่เกี่ยวก็คงไม่ได้หรอกค่ะคุณย่าเพราะหลังจากนี้พี่ซีห่าวจะต้องรักษาตัว ฉะนั้นเงินกองกลางที่เคยส่งให้ทุกเดือนฉันขอแบ่งสักห้าสิบหยวนเพื่อมารักษาพี่ซีห่าวได้หรือไม่คะ?”หญิงสาวพูดขึ้นเสียงดังฉะฉานก็เพื่อให้ชาวบ้านที่มุงดูและพยานคนสำคัญอย่างผู้นำหมู่บ้านได้ยินด้วย
“ไม่ได้! ยังต้องรักษาอะไรอีกในเมื่อมันพิการไปแล้ว”ผู้เป็ย่าขึ้นเสียงใส่หลานสะใภ้อย่างนึกโมโหเงินที่มีในบ้านเป็ของเธอและลูกหลาน เกี่ยวอะไรกับหลานชายนอกคอกที่เกิดจากสะใภ้ที่เธอไม่ยอมรับกันล่ะวันนี้หัวเด็ดตีนขาดแม้แต่เศษเงินก็ไม่มีทางกระเด็นออกจากมือเธอแน่นอน
จางซิ่วอิงเหยียดยิ้ม ก่อนจะหันไปหาผู้นำหมู่บ้านเพื่อหาพรรคพวกเพื่อให้สิ่งที่จะพูดต่อจากนี้มีน้ำหนักมากขึ้น
“ท่านผู้นำดูเอานะคะ พี่ซีห่าวเข้ากรมเสี่ยงชีวิตทุกวี่วันส่งเงินเข้ากองกลางเดือนละหลายร้อยหยวน แต่พอาเ็มาก็…”
“รักษาตัวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเงิน นี่มันเงินกองกลางแยกบ้านไปแล้วมีสิทธิ์มาทวงถามอะไรอีก ห๊ะ!!!”
“มีสิทธิ์หรือไม่ ก็ลองถามท่านผู้นำดูนะคะคุณย่า”จางซิ่วอิงเมินเฉยต่อน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของย่าสามีหญิงสาวหันไปหาขอความช่วยเหลือจากอีกคนแทน แต่ยังไม่ทันที่ผู้นำหมู่บ้านจะพูดอะไรหยางจางิ่ที่กลับบ้านมาพอดีก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่อน
“น้องสะใภ้พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกเพราะน้องสามมีเงินชดเชยติดตัวมาอยู่แล้ว จำต้องเบิกเงินกองกลางไปทำไมอีกเล่า?”เขาเรียนจบถึงมหาวิทยาลัย เื่เล็กน้อยเหล่านี้มีหรือจะไม่รู้ทันทีที่พูดเสร็จหลานชายคนโตของบ้านหยางก็ยืดตัวขึ้นพลางกอดอกอย่างผู้มีความรู้เหนือกว่า
แต่ทว่าสิ่งที่ผู้นำหมู่บ้านพูดต่อจากนั้นก็เป็สิ่งที่หยางจางิ่ไม่อาจแย้งได้อยู่ดี จึงได้แต่นิ่งฟังและเงียบไปปล่อยให้ผู้เป็ย่าจัดการดังเดิม
“ซีห่าวมีสิทธิ์ในเงินนั้นเพราะไม่ได้ตัดขาดกัน แล้วเงินนั้นก็เป็ซีห่าวที่หามาส่วนหนึ่งอีกอย่างาแใหญ่เช่นนี้ นอกจากค่าหมอค่ายา ค่าเดินทางค่าอาหารบำรุงก็ต้องซื้อหา หากจะเบิกเงินไปก็ไม่ผิด”โจวเหวินพูดขึ้นอย่างเป็กลางแม้จะเห็นใจลูกชายของสหายผู้ล่วงลับของตนไม่น้อยแต่ด้วยตำแหน่งที่ค้ำคอผิดถูกก็ต้องว่าไปตามนั้น
“อย่างนั้นก็…ตัดขาด!! ตัดขาดตอนนี้เลย!”