เมื่อกำชับเื่ไฟแช็กเสร็จซินหยางเฟิ่งก็ทำเมนูไข่น้ำง่ายๆ กินกับแป้งย่างวัตถุดิบที่ใช้มีไม่มาก เพียงผงปรุงรสก้อน น้ำตาล ไข่ ต้นหอม น้ำเมื่อปรุงเสร็จก็มีกลิ่นหอมโชยมา รสชาติอร่อยละมุนลิ้น ซินกังไม่คิดเลยว่าไข่จะทำอาหารอร่อยแบบนี้ได้ด้วยปกติเขาเคยกินแต่ไข่ต้มแบบต้มทั้งฟองแล้วปอกเปลือกกิน
เมื่อกินเสร็จทั้งคู่ก็หาผักป่าและเก็บเห็ดต่อ จับไก่ป่าได้ตัวหนึ่งโดยซินหยางเฟิ่งใช้หินขว้างหัว จนไก่ล้มลงไปยังไม่ตาย แต่ก็ทำให้ซินกังวิ่งเข้าไปจับได้ เด็กหนุ่มดีใจมากเขารีบหาเถาวัลย์มามัดขาของมันไว้ ขณะที่กำลังสาละวนกับการมัดขาไก่ จู่ๆเขาก็ใจนชะงักมือเมื่อเห็นเส้นสีเงินแวบผ่านหน้าเขาไป
เมื่อหันหลังกลับไปมองก็เห็นงูตัวใหญ่ตัวหนึ่งนอนดิ้นขดตัวอยู่กับพื้น
“เฮ้ย!”
เด็กหนุ่มอุทานลั่น ะโห่างออกมาคว้าข้อมือของซินหยางเฟิ่งดึงให้ถอยห่างออกมาด้วยเช่นกันเขาทิ้งไก่ป่าที่ยังมัดไม่เสร็จหัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนมันจะกระเด็นหลุดออกมานอกอก
“เร็ว! บอกว่าให้ถอยออกมา”ซินกังะโบอกซินหยางเฟิ่งในขณะที่มือหนึ่งก็ดึงข้อมือของซินหยางเฟิ่งแต่นางรั้งแขนตัวเองไว้ไม่ยอมขยับ
“ใจเย็น ใจเย็นก่อนมันทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
ซินกังไม่ฟัง หันมาพูดเสียงดัง“นั่นมันงูนะ ถ้ามันกัดเ้าขึ้นมาล่ะจะทำเช่นไร”
“ดูให้ดีๆ ก่อน”หญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิมไม่ยอมขยับตาม
ซินกังทำอะไรไม่ได้เพราะนางดึงแขนไว้ไม่ยอมก้าวเท้าเขาจึงหันกลับมา จึงได้เห็นว่าตอนนี้เ้างูตัวนั้นยังพลิกตัวดิ้นไปมาต่ำกว่าหัวลงมาประมาณเจ็ดนิ้วมีมีดสั้นเล่มหนึ่งปักทะลุจนปลายมีดปักกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ เขารู้สึกแปลกใจไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ ตอนแรกเขายังไม่ทันดูให้ดีๆเห็นแค่ว่ามีงูตัวยาวอยู่ด้านหลังของเขา เขาจึงใะโออกมา
เมื่อแน่ใจแล้วว่างูไม่สามารถทำอะไรเขาได้เขาจึงวางใจยกมือที่ยังว่างอยู่ข้างหนึ่งขึ้นลูบอกตัวเอง
“ฮู่ ใหมด”
ซินหยางเฟิ่งยกแขนข้างที่ซินกังยังจับไว้ไม่ปล่อยขึ้น“ปล่อยได้แล้วกระมัง”
“โอ๊ะ ข้าขอโทษ ข้าลืม”ซินกังรีบปล่อยมือ ใบหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอาย
ซินหยางเฟิ่งไม่กล่าวสิ่งใดนางรีบไปจับไก่เพราะตอนนี้มันฟื้นแล้ว และกำลังลุกขึ้นเตรียมจะหนี
นางยื่นไก่และเชือกให้ซินกังแล้วกล่าว“วันนี้พอแค่นี้ก่อน กลับกันเถอะ”
ซินกังรับไก่และเชือกมา ตอบรับเบาๆ“อือ”
ซินหยางเฟิ่งหันไปจัดการกับงูจนมันตายแล้วดึงมีดออกมา นางหาเถาวัลย์มามัดคองูกับไม้ยาวๆ แล้วส่งให้ซินกังซินกังเอาไม้พาดไหล่ โดยมีงูตัวยาวที่เพิ่งตายใหม่ๆ อยู่ที่ปลายไม้ทั้งสองเดินลงเขาอย่างไม่เร่งรีบ
อาหารเย็นของวันนี้ก็เป็อีกวันที่แสนจะมีความสุขทุกคนพากันลูบท้องที่ยื่นออกมาเพราะกินมากเกินไป
วันนี้นอกจากผักป่า เห็ด และไก่ที่ครอบครัวซินคิดว่า์ทรงโปรดประทานอาหารอันสมบูรณ์มาให้แล้วยังมีเนื้องูมาเป็อาหารเพิ่มด้วย และทั้งที่ข้าวสารในครัวก็หายไปเพียงสองถ้วยแต่ซินหยางเฟิ่งก็หุงข้าวได้ขึ้นหม้อมากถึงกับทำให้ปริมาณข้าวที่หุงสุกออกมามีปริมาณมากกว่าที่ควรจะเป็ถึงสามเท่าแล้วไหนจะฝีมือทำอาหารที่หากใครได้กินแล้วจะวางตะเกียบไม่ลงของซินหยางเฟิ่งอีกเล่าทุกอย่างล้วนดีงาม แล้วพวกเขาจะไม่มีความสุขได้อย่างไร
หลังมื้ออาหารนางซินฟางและสะใภ้จางช่วยกันเก็บจานชามไปล้างทำความสะอาดเมื่อเห็นทุกคนแยกย้ายกันแล้ว เหล่าซินเรียกให้ซินหยางเฟิ่งอยู่ก่อนจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปคุยกันในบ้าน
“ท่านตาเรียกข้าไว้มีอะไรหรือเ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งเปิดปากถาม หลังจากที่เหล่าซินจ้องหน้านางนิ่งไม่ยอมเอ่ยอะไรเสียที
“บอกข้าได้หรือไม่ ว่าปริมาณข้าวที่เพิ่มขึ้นมามาจากที่ไหนข้าไม่เชื่อเลยสักนิดว่าอาหารอร่อยมากกินจนลืมตัวจนไม่รู้ว่ากินข้าวไปมากน้อยแค่ไหน”เหล่าซินเปิดปากถาม พยายามทำให้สายตาสงบไม่ให้ดูคาดคั้นจนเกินไปเนื่องจากเขาและนางยังไม่สนิทกัน แต่ถ้าเป็ไปได้ เขาก็อยากรู้ที่มาเพราะการที่พวกเขาจะอยู่ร่วมกับคนที่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ดูลึกลับเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ เกรงว่านางอาจจะคิดไม่ดีทำร้ายเขาและคนในครอบครัวก็ได้
ซินหยางเฟิ่งซึ่งเคยคิดว่านางจะต้องนำสิ่งของจากชิปมิติมาใช้เพื่อลดความยุ่งยากในการใช้ชีวิตอยู่แล้ว จึงไม่ปิดบังว่านางนำข้าวมาจากไหนแต่แน่นอนว่าสิ่งที่พูดจะเป็ความจริงเพียงสองในสิบส่วนร่วมกับการแต่งเื่ราวเสียเป็ส่วนใหญ่ เพื่อหาที่ไปที่มาของอาหารและสิ่งของ
ขณะเดียวกันก็อยากลองใจสมาชิกในครอบครัวนี้ด้วยหากคนเหล่านี้จริงใจไม่คิดร้ายต่อนาง นางก็จะอยู่ด้วยอย่างสันติและจะดูแลพวกเขาให้มีชีวิตที่กินดีอยู่ดีประหนึ่งญาติมิตรที่แท้จริงเพื่อตอบแทนบุญคุณแทนเ้าของร่าง แต่หากเื่ที่นางบอกเล่าแม้จะอำนวยผลประโยชน์แก่พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาไม่เห็นความดีและเต็มใจนำความเดือดร้อนมาให้นาง เชื่อถือไม่ได้ นางก็จะเลิกสนใจพวกเขาเพราะถึงอย่างไร ิญญาของนางก็ไม่ใช่คนในครอบครัวนี้จริงๆตอนนี้นางยังไม่ได้เกิดความผูกพันกับพวกเขาสักเท่าไร ยังไม่มีภาระทางจิตใจมากนักการที่นางจะละทิ้งพวกเขาโดยไม่ไยดี นางก็ทำได้
ซินหยางเฟิ่งทำท่าแสดงว่าคิดหนัก ว่าจะพูดดีหรือไม่เหล่าซินก็ไม่เร่งเร้าเพียงแค่มองหลานสาวตัดสินใจเงียบๆเมื่อเห็นว่าซินหยางเฟิ่งคิดนานเกินไป เขาจึงทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย แล้วกล่าว
“หากเ้ายังไม่พร้อม เ้าจะไม่พูดก็ไม่เป็ไร ตารอได้”
ซินหยางเฟิ่งถอนหายใจ คิ้วยังขมวดอยู่เล็กน้อย แล้วค่อยๆเปิดปากพูด “อันที่จริงข้าก็ไม่อยากปิดบังหรอกเ้าค่ะ เพียงแต่...”
เหล่าซินเลิกคิ้ว ใจเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อยเพราะแม้จะไม่สนิทกัน แต่นางก็อยากจะเปิดเผยหรือ แล้วทำไมนางยังลังเลเหล่าซินรอลุ้นคำตอบ
“เพียงแต่ว่า ข้าเคยรับปากไว้กับคนคนหนึ่งว่าจะไม่พูดถึงเขาให้คนอื่นฟัง” ในที่สุดนางก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงแ่เบา
“หือ ใครหรือ” เหล่าซินเลิกคิ้ว อดไม่ได้ที่จะถาม
ซินหยางเฟิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นราวกับกำลังตัดสินใจอย่างหนักว่าจะพูดดีหรือไม่แล้วในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจอย่างคนที่ตัดสินใจได้
“เอาเถอะ ท่านไม่ใช่คนอื่น แต่เป็ท่านตาของข้าเขาคงไม่ว่าอะไรกระมังหากเขารู้”
เหล่าซินตื่นเต้นมากขึ้น รอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
เมื่อซินหยางเฟิ่งปลุกระดมความลึกลับจนได้ที่แล้วนางจึงเล่าออกมาอย่างเป็ตุเป็ตะ
“จริงๆแล้ว ข้าเคยกราบอาจารย์เ้าค่ะเขามาจากแดนซ่อนเร้น”
คนฟังเริ่มตาโตั้แ่เปิดประโยค
“ท่านสอนสิ่งต่างๆ ให้ข้ามากมายก่อนที่ท่านจะจากไปยังให้วัตถุิญญาแก่ข้าชิ้นหนึ่งด้วยท่านบอกว่าแม้แต่ในแดนซ่อนเร้นที่ท่านพำนักอยู่ก็ยังนับว่าเป็ของหายากดังนั้นให้เก็บรักษาให้ดี และพยายามอย่าให้ใครรู้ เพราะคนไม่ผิด ผิดที่หยกท่านตาเข้าใจใช่หรือไม่”
เหล่าซินทั้งตื่นเต้น และกังวลในเวลาเดียวกันเขาพยักหน้าหงึกหงักเพื่อแสดงว่าเขาเข้าใจ
‘โอ้ แดนซ่อนเร้น แดนซ่อนเร้นมีอยู่จริงๆหรือนี่ข้าคิดว่ามันเป็เพียงแค่ตำนานเื่เล่าเสียอีก’ เหล่าซินคิดในใจสายตาเปล่งประกายความตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
“แดนซ่อนเร้น มันเรียกว่าแดนซ่อนเร้นเองหรือข้าเคยได้ยินบรรพบุรุษพูดต่อๆ กันมาเช่นกัน ข้าเคยได้ฟังตอนที่ข้ายังเด็กมากๆว่ากันว่าดินแดนนี้มีผู้ฝึกะอาศัยอยู่ พวกเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้มีพลังพิเศษ และมีอายุเป็พันเป็หมื่นปี บรรพบุรุษเรียกกันหลายชื่อเลยละบ้างก็เรียกสถานที่แห่งนั้นว่าแดนลึกลับ บ้างก็เรียกว่าแดนซ๋อนเร้นบางคนเรียกว่าแดนพรางซ่อนก็มี แต่มีบางคนเรียกมันว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ สรุปว่ามันเรียกว่าแดนซ่อนเร้นนี่เอง ข้าแทบจะลืมเื่นี้ไปแล้วไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเกี่ยวกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งนั้นอีก”
เหล่าซินก้มหน้าพึมพำแล้วเงยหน้าขึ้นเล่าให้ซินหยางเฟิ่งฟังพลางลูบเคราดำแซมขาวของตนเอง
‘เอ่อ ท่านตา ท่านหลงประเด็นไปหรือเปล่าเนี่ย อืมช่างเถอะ แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าชื่อที่ข้าตั้งมั่วๆ จะมีอยู่ในตำนานโลกนี้จริงๆช่างบังเอิญแท้ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายแล้ว’ ซินหยางเฟิ่งนึกกระหยิ่มในใจ แล้วพูดต่อ
“ใช่เ้าค่ะ ท่านอาจารย์ของข้าเรียกมันว่าแดนซ่อนเร้น”
“แล้วอาจารย์ของเ้าให้อะไรไว้หรือ”
“ให้สิ่งนี้เ้าค่ะ”
ซินหยางเฟิ่งพูดพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อหยิบถุงผ้าขนาดเท่าฝ่ามือถุงหนึ่งออกมา
“มันเรียกว่าถุงเฉียนคุนเ้าค่ะ”
“โอ้ นี่คือถุงเฉียนคุณในตำนานหรือ”
"เ้าค่ะ"ซินหยางเฟิ่งพยักหน้าแล้วยื่นถุงผ้าให้
เหล่าซินรับถุงผ้าในมือของนางไปดูด้วยความสนใจมันเป็เพียงถุงผ้าสีครีมธรรมดาๆ มีเชือกสีฟ้าสำหรับรูดเปิดปิดปากถุงกลางถุงผ้ามีรูปเสือการ์ตูนตาแป๋วน่ารักสีสันเหมือนจริงมากอยู่ตัวหนึ่งเป็ภาพที่คล้ายกับวาดขึ้นมา ไม่ใช่การปักซึ่งดูแปลกตาสำหรับเขามาก เมื่อเปิดดูภายในก็ไม่เห็นมีสิ่งใดเป็เพียงถุงผ้าที่ว่างเปล่า เขาได้กลิ่นหวานๆ หอมๆ ภายในถุงผ้าเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
ซินหยางเฟิ่งเม้มปากนางจะไม่ให้ใครรู้เด็ดขาดว่าถุงเฉียนคุนใบนี้ แท้จริงแล้วมันคือถุงใส่ลูกอมที่นางซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าในศตวรรษที่ 22 ตัวลูกอมก็เป็เพียงรสช็อกโกแลตธรรมดาแต่การที่มันถูกบรรจุหีบห่ออยู่ในถุงผ้าทำให้ดูน่ารัก อีกทั้งยังมีภาพเสือซึ่งตรงกับชื่อหน่วยพยัคฆ์คำรามของนางพอดี หลังจากกินลูกอมหมด นางก็ใส่คุกกี้ทำเองซึ่งนางเพิ่งกินหมดไปในป่าเมื่อวานนี้
นางทำไม่รู้ไม่ชี้กับกลิ่นที่ยังหลงเหลืออยู่
เหล่าซินส่งถุงผ้าคืนให้
“ไม่มีอะไรให้เห็นในนี้หรอกเ้าค่ะท่านอาจารย์บอกว่านี่เป็ถุงเฉียนคุณรุ่นล่าสุดที่มีการปรับปรุงแล้วรุ่นเก่าถ้ามีใครเอาถุงไป ก็สามารถเอาของออกมาได้เพราะมันแค่เอาไว้เก็บของเท่านั้นแต่รุ่นปรับปรุงนี้มันสามารถป้องกันขโมยไม่ให้มองเห็นของข้างในได้ มีแต่เ้าของถึงจะเห็นและนำมันออกมาได้เ้าค่ะและตอนนี้มันก็จำข้าเป็เ้าของมันแล้ว ตอนอยู่จวนโหวข้าล่ำซำ พอใจซื้ออะไรข้าก็ซื้อๆๆ เลยมีของอยู่ในนี้พอสมควรเ้าค่ะ”
ยิ่งพูด ก็ยิ่งคล่องปากขนาดตัวนางเองยังคิดว่าเื่ไร้สาระนี้เป็เื่จริง
“โอ้ อัศจรรย์เพียงนั้น” เหล่าซินอุทาน
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เห็นต้องกลัวใครจะขโมยเลยนี่เพราะถึงอย่างไรก็เอาของข้างในไปไม่ได้อยู่แล้ว” เหล่าซินแสดงความเห็น
“ก็คนอื่นไม่รู้นี่เ้าคะว่ามันไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา เห็นว่าเป็ของดีของวิเศษก็อาจจะอยากแย่งชิงไปต่อให้รู้ในภายหลังว่าใช้ไม่ได้ ก็คงไม่เอามาคืนให้เสียหน้า เสียเวลาแถมอาจจะคิดว่าเราเล่นกลหลอกลวงแล้วย้อนกลับมาทำร้ายเราอีกก็ได้”ซินหยางเฟิ่งอธิบาย
เหล่าซินคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วย
“อืม ก็จริงถ้าอย่างนั้นเ้าช่วยลองเอาของออกมาให้ดูได้หรือไม่”
ซินหยางเฟิ่งพยักหน้า นางรอคำนี้อยู่แล้วจากนั้นก็เปิดปากถุงแล้วโบกมือเหนือถุงผ้าทันใดนั้นข้าวสารหนึ่งกล่องขนาดสามร้อยกงเฉิง ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นข้างตัวนาง