วันที่สิบเจ็ดของการเดินทาง…เส้นทางเลียบไหล่เขาในยามเช้า ลมพัดเย็นบ่ายหน้ามาจากทิศเหนือ หอบเอาเหน็บหนาวและกลิ่นดินชื้นหลังสายฝนเมื่อคืนวานติดมาด้วย
กู่ฉางเซิงยังคงก้าวเดินนำหน้าขบวนในความเงียบสงบตามปกติ ทว่าั้แ่รุ่งเช้า หลินชิงเสวียกลับรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่ผิดแปลกไป แม้จะไม่สามารถระบุชี้ชัดได้ก็ตาม
ชายชราก้าวเดินช้ากว่าปกติเล็กน้อย…มันเป็ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจนซิวเฉิงและผู้ติดตามไม่ทันสังเกต แต่สำหรับหลินชิงเสวียที่ก้าวตามหลังเขามาตลอดสิบเจ็ดวันเต็ม เธอจดจำก้าวเดินนั้นได้แม่นยำไม่ต่างจากจดจำน้ำเสียงของบิดาตนเอง
"ท่านตา" เด็กสาวเอ่ยเรียงเบา
"มีอะไรหรือ"
"วันนี้... ไหล่ซ้ายก็ขัดด้วยหรือ"
กู่ฉางเซิงหยุดก้าว หันกลับมามองหน้าเด็กสาวด้วยสายตาเรียบเฉย
"สังเกตจากสิ่งใด"
"ท่านตากระดิกแกว่งแขนน้อยกว่าปกติทั้งสองข้าง" เธอตอบเรียบๆ "มักจะเป็เช่นนี้เสมอ ยามที่ร่างกายของท่านอยู่ในสภาวะสงวนพลังงาน"
"สภาวะสงวนพลังงานอย่างนั้นหรือ" ซิวเฉิงซึ่งก้าวตามหลังมาเอ่ยทวนคำ เสียงประหลาดใจเล็กน้อย "ศิษย์ของท่านกู่ใช้คำพูดได้แปลกหูยิ่งนัก"
"ท่านพ่อเคยสอนไว้ว่า ร่างกายของคนเรามิ ต่างอะไรกับน้ำมันในตะเกียง" หลินชิงเสวียเอ่ยตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองซิวเฉิง "หากเปลวไฟสว่างโชติ่ น้ำมันย่อมหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว หากร่างกายเจ็บป่วย ตะเกียงจะหรี่แสงลงเองเพื่อรักษาน้ำมันส่วนที่เหลือไว้"
ซิวเฉิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลางพิจารณาคำพูดนั้น
กู่ฉางเซิงมองเด็กสาวอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันหลังออกก้าวเดินต่อ
"ไม่ได้เจ็บไหล่ ข้าเพียงแค่กำลังคิดบางสิ่งอยู่เท่านั้น"
หลินชิงเสวียก้าวตามไปติดๆ ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ ทว่าสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเขาอย่างไม่คลาดสายตา'ท่านตาโกหกไข้ออกจะเนียนแท้ๆ ทว่าแขนซ้ายยังคงแกว่งน้อยกว่าแขนขวาอยู่ดี'
ณ ที่พักกลางทางริมูเา…กู่ฉางเซิงนั่งลงพักผ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างทางเดิน ผู้ติดตามของซิวเฉิงแยกตัวออกไปจัดเตรียมอาหารยามบ่าย ขณะที่ซิวเฉิงเดินตรงไปยังหน้าผาเพื่อทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องล่าง
หลินชิงเสวียนั่งลงข้างกายกู่ฉางเซิงอย่างสงบ เธอวางตำรายาสมุนไพรไว้บนเข่าแต่ไม่ได้เปิดออกอ่าน กู่ฉางเซิงหยิบถุงผ้าปักลายเรียบๆ ออกมาจากอกเสื้อ
เด็กสาวจ้องมองถุงผ้านั้นในทันใด"เมล็ดพันธุ์..." เธอเอ่ยเสียงเบาหวิว
"ถูกต้อง"
"วันนี้เลยหรือ"
"ข้าตัดสินใจั้แ่เมื่อรุ่งเช้าแล้ว" กู่ฉางเซิงเอ่ย พลางคลี่ถุงผ้าออก เผยให้เห็นเมล็ดพันธุ์สีเทาเงินสองเมล็ดที่นิ่งสงบอยู่บนผืนผ้า "สภาวะร่างกายพร้อมสมบูรณ์แล้ว หากชักช้าและรอคอยต่อไป โอกาสที่ดีที่สุดย่อมหลุดลอยไป"
"เหตุใดต้องเป็วันนี้เล่า เหตุใดจึงไม่รอให้บรรลุถึงเรือนพักที่มีหลังคากันแดดกันฝนเสียก่อน"
"เพราะที่นี่มีลำธารอยู่ห่างออกไปเพียงห้าสิบก้าว" กู่ฉางเซิงชี้มือไปทางพุ่มไม้ทิศซ้าย เสียงสายน้ำไหลผ่านแก่งหินแว่วบ่นเข้าหู "อีกทั้งแมกไม้รอบกายยังมีพลังปราณธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ ทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยปรับสมดุลและพยุงสภาวะร่างกาย หากเกิดสิ่งผิดพลาดขึ้น"
หลินชิงเสวียเหลียวมองไปรอบตัว ทั้งต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้เล็ก ก้อนหิน และลำธารที่ส่งเสียงไหลระรอกจางๆ
"หาก... เกิดสิ่งผิดพลาดขึ้นจริง ข้าต้องกระทำสิ่งใดบ้าง" เธอถามช้าๆ
"หากข้าหมดสติ เ้ามิไม่ต้องทำสิ่งใด อย่าััตัวข้า จงรอคอยอย่างสงบ" กู่ฉางเซิงกล่าวอธิบายตรงไปตรงมา "แต่หากข้าเกิดอาการชักเกร็ง จงกดลงบนจุดหลิงไต้บริเวณหลังมือ กดเน้นแรงสิบวินาทีแล้วคลายออกสิบวินาที กระทำซ้ำไปเรื่อยๆ"
"แล้วหากร้ายแรงยิ่งกว่านั้นเล่า"
"เช่นนั้น... จงไปแจ้งแก่ซิวเฉิง"
เด็กสาวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ มือที่วางบนตำราเกร็งแน่นขึ้นเล็กน้อย "ท่านตา... มิเกรงกลัวบ้างหรือ"
กู่ฉางเซิงมองเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดในมือ"เกรงกลัวสิ" เขาตอบตรงๆ "ทว่าความกลัวมิใช่เหตุผลที่จะทำให้เราหลีกหนีการกระทำในสิ่งที่จำเป็ต้องทำ"
หลินชิงเสวียพยักหน้ารับคำอย่างเงียบงัน
กู่ฉางเซิงลุกขึ้น แล้วออกเดินมุ่งหน้าไปยังลำธารเพียงลำพัง หลินชิงเสวียก้าวตามไปห่างๆ ในระยะสิบก้าว เธอทอดกายลงนั่งบนก้อนหินริมน้ำ เฝ้ามองดูอยู่โดยไร้เสียงรบกวน สายน้ำใสไหลผ่านกรวดหินสีเทา กลิ่นชื้นของผืนดินโชยขึ้นมาผสมผสานกับกลิ่นใบไม้สด แม้อากาศจะเย็นสบายและสงบเงียบ ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียด
กู่ฉางเซิงทอดกายลงนั่งขัดสมาธิริมลำธาร เขาหลับตาลง รวบรวมสมาธิและโคจรลมปราณสิ่งที่เขากำลังจะกระทำนี้ ในโลกเดิมเรียกว่า High-Dose Exposure Therapy อันเป็การให้ร่างกายรับสารออกฤทธิ์ปริมาณสูงเพื่อกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูที่ปริมาณต่ำไม่สามารถทำได้ทันเวลา ส่วนในโลกแห่งการบ่มเพาะพลังนี้จะเรียกว่าสิ่งใดเขาก็ไม่อาจทราบ เพราะไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดหาญกล้าทำมาก่อน
เขาเอื้อมมือหยิบเมล็ดพันธุ์แรกขึ้นมามันเป็เพียงเมล็ดเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่ว แต่พลังงานอันมหาศาลที่เอ่อล้นซึมออกมากลับแผ่ความอบอุ่นเข้ามาสู่ฝ่ามือในทันใด
ขั้นตอนแรก — จัดเตรียมเส้นลมปราณเขากำหนดจิตโคจรลมปราณไปตามเส้นสายในร่างกายที่เพียรฟื้นฟูมาตลอดสองเดือนเต็ม แม้เส้นลมปราณจะสม่ำเสมอและเข้มแข็งขึ้นมาก แต่ก็ยังคง้ากำลังขับดันที่สูงกว่านี้เพื่อทลายอุปสรรค
ขั้นตอนที่สอง — เปิดจุดรับพลังกู่ฉางเซิงใช้นิ้วกดลงบนจุดสำคัญสามแห่งบริเวณหน้าท้องและหน้าอก จุดเหล่านี้เขาเรียนรู้จากการตรวจประเมินร่างกายตนเองอย่างละเอียด มันเป็จุดทางกายวิภาคที่ไร้การบันทึกไว้ในตำราของโลกใบนี้
ขั้นตอนที่สาม — ดูดซับเขาวางเมล็ดพันธุ์ลงบนตำแหน่งจุดตันเถียน พลางใช้นิ้วชี้กดทับไว้เบาๆ
ซู่!ความร้อนระอุพุ่งพล่านขึ้นในทันใด!มันไม่ใช่ความอบอุ่นแ่เบาที่คุ้นเคย แต่เป็มวลความร้อนหนักอึ้ง มวลน้ำร้อนเดือดพล่านที่ถูกเทพรวดลงในถังน้ำเย็น ทุกสรรพสิ่งภายในร่างกายปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในวินาทีแรก
กู่ฉางเซิงขบฟันแน่น บังคับตนเองไม่ให้แสดงอาการสะดุ้งขยับกาย สูดลมหายใจเข้าลึกช้าๆ'ยังคงควบคุมได้... ยังอยู่ในขอบเขตที่รองรับไหว'
คลื่นความร้อนแผ่กระจายออกจากจุดตันเถียน ลามไหลไปตามเส้นลมปราณทีละสาย คล้ายกับเปลวไฟที่ลุกไหม้ไปตามเชือกปานชโลมน้ำมันสิบวินาที... ยี่สิบวินาที... สามสิบวินาที...
หลินชิงเสวียนั่งอยู่บนก้อนหิน เฝ้ามมองกู่ฉางเซิงจากระยะสิบก้าวภายนอก ชายชรายังคงนั่งนิ่งสงบ หายใจเข้าออกสม่ำเสมอ แต่เธอกลับสังเกตเห็นรายละเอียดใต้ชั้นิั กล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรของเขาเกร็งแน่นแล้วค่อยๆ คลายออกเป็จังหวะ บ่งบอกว่าร่างกายกำลังแบกรับการปะทะอันหนักหน่วง
'หากเกินขีดจำกัด ข้าต้องรีบเข้าไปช่วยทันที'เด็กสาววางมือลงบนก้อนหิน พร้อมที่จะสปริงตัวลุกขึ้นทุกวินาทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
เวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า…กระทั่งเข้าสู่นาทีที่ห้า สายลมยังคงพัดผ่านใบไม้ไหวระริก ทว่าทันใดนั้น ร่างของกู่ฉางเซิงกลับเกร็งสะท้านขึ้นมาทั้งตัว!มันไม่อาการชักกระตุก แต่เป็การเกร็งตึงของคนที่กำลังเกร็งรับแรงปะทะมหาศาล เขาผ่อนลมหายใจยาวออกทางปากเบาๆ
หลินชิงเสวียลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ!
พลังงานในเมล็ดพันธุ์เข้มข้นกว่าเกสรเทพสังหารนับสิบเท่า'ข้าประเมินไว้แล้ว แต่การคำนวณกับการััจริงกลับแตกต่างกันยิ่งนัก'
กู่ฉางเซิงรับรู้ถึงเส้นลมปราณทุกสายในร่างที่กำลังลุกโชน ราวกับมีคนจุดโคมไฟทุกดวงในอาคารใหญ่พร้อมกันเพื่อทดสอบระบบไฟ เซลล์ทุกเซลล์ตอบสนองต่อพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง ผิวหน้าผากตื้นตึงขึ้น รอยย่นคล้ายถูกดึงรั้งจากภายใน ข้อต่อทุกส่วนเปล่งความอบอุ่นออกมาพร้อมกัน และเส้นผมขาวที่เคยหลุดร่วงทุกครั้งยามัั... บัดนี้กลับหยุดร่วงหล่นลงโดยสิ้นเชิง!
กายสังขารกำลังให้กำเนิดใหม่! ทว่า... ยังคงเหลืออีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์
"ท่านกู่กำลังกระทำสิ่งใดอยู่รึ"
เสียงของซิวเฉิงดังขึ้นมาจากเื้ั หลินชิงเสวียหันกลับไปมอง พบซิวเฉิงยืนอยู่ตรงพุ่มไม้สุดท้ายก่อนถึงริมน้ำ สายตาจับจ้องมองชายชราด้วยความประหลาดใจ
"อย่าได้เข้าใกล้!" เด็กสาวเอ่ยเสียงเรียบตึง แต่หนักแน่น
ซิวเฉิงชะงักก้าว "เกิดสิ่งใดขึ้น"
"ท่านตากำลังกระทำขั้นตอนสำคัญยิ่ง" เธอเอ่ยขัด ขยับกายยืนบังเส้นทางไว้อย่างไม่หวาดเกรง "หากไม่จำเป็ โปรดอย่าได้ก้าวเข้ามารบกวน"
ซิวเฉิงมองผ่านร่างเด็กสาวไปยังกู่ฉางเซิง เห็นกล้ามเนื้อทั่วร่างของชายชราเกร็งตึงราวกับคันศรที่ถูกรั้งจนสุด จากนั้นเขาก็มองลงมายังมือขวาของตนเองที่หายสะบั้นจากรอยแผลร้าย เขาเข้าใจในบัดดล
"ข้าจะอยู่ตรงนี้" ซิวเฉิงเอ่ยตอบเบาๆ ก่อนจะถอยกลับไปนั่งลงที่โคนต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ
กู่ฉางเซิงหยิบเมล็ดพันธุ์ที่สองขึ้นมาร่างกายดูดซับเมล็ดแรกจนเส้นลมปราณขยายกว้างและเดินพลังได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่บรรลุถึงขีดสุด เมล็ดที่สองนี้จะเป็ตัวขับดันระลอกสุดท้าย... หากกายสังขารนี้ต้านทานไหว!
เขาวางเมล็ดพันธุ์ลงบนตำแหน่งเดิมโดยไม่รีบร้อน
ตูม!ระลอกพลังระลอกสองไม่ได้ก่อให้เกิดการปะทะต้านทาน หากแต่หลอมรวมเข้ากับคลื่นพลังเดิม ขยายตัวขึ้นราวกับคลื่นั์สองลูกที่พุ่งทะยานไปในทิศทางเดียวกัน
กู่ฉางเซิงรับรู้ถึงกลไกภายในอย่างละเอียด เซลล์ที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลาฟื้นตัวและเร่งสร้างใหม่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติสิบเท่า ร่างกายกำลังเกิดกระบวนการย้อนวัยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มวลความร้อนพุ่งขึ้นสูงถึงขีดสุด กู่ฉางเซิงผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด
หลินชิงเสวียลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ความร้อนที่ไอออกจากร่างกู่ฉางเซิงััได้แม้ในระยะสิบก้าว ราวกับนั่งอยู่ข้างเตาหลอมยา และทันใดนั้น ปรากฏการณ์อันน่าเหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา!
โคนเส้นผมสีขาวโพลนของชายชรา เริ่มปรากฏเฉดสีดำเข้มซึมลามออกมาจากรากผมช้าๆ ราวกับหมึกดำที่ค่อยๆ หยดลงในสายน้ำใส
หลินชิงเสวียลืมหายใจไปชั่วขณะ"ซิวเฉิง..." เธอเอ่ยเรียกเสียงแ่
ซิวเฉิงที่นั่งอยู่โคนต้นไม้เงยหน้าขึ้น เด็กสาวชี้มือไปทางกู่ฉางเซิง ชายวัยกลางคนเพ่งมองตามทิศทางนั้น นาทีหนึ่งผ่านไปในความเงียบสงัด
"...ข้าเห็นแล้ว" เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำด้วยความตกตะลึง
กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็มกู่ฉางเซิงไม่ได้หมดสติ ไม่ไร้เรียงแรง ทันทีที่เขาลืมตาขึ้นและลุกขึ้นยืน เข่าสองข้างไม่ส่งเสียงร้องประท้วง หลังกายนั่งตรงผงาด เขาเดินตรงไปยังริมลำธาร ก้มลงตักน้ำขึ้นมาล้างหน้า เงาสะท้อนในน้ำเผยให้เห็นใบหน้าที่รอยย่นตื้นลง แก้มที่เคยตอบเริ่มมีเนื้อมีหนัง โคนผมเปลี่ยนเป็สีดำแทรกสลับ แม้จะยังคงดูเป็ชายชรา แต่ก็เป็ชายชราที่ดูเยาว์วัยลงไปถึงสิบห้าปี!
ซิวเฉิงยืนตัวตรง เพ่งมองกู่ฉางเซิงั้แ่ศีรษะจดเท้า"เปลี่ยนไปแล้ว..." เขาเอ่ยสั้นๆ
"ข้ารู้"
"ลมปราณของท่านกู่..." ซิวเฉิงชะงักไป "ท่านทราบหรือไม่ว่ายามนี้มันบรรลุถึงระดับใดแล้ว"
"สูงกว่าเมื่อวานราวสามเท่า" กู่ฉางเซิงตอบเรียบๆ "แต่ก็ยังคงห่างไกลจากท่านนัก"
ซิวเฉิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ใช่การดูแคลน แต่เป็ความทึ่งในหัวใจ "สามเท่าภายในชั่วโมงเดียว... ข้าต้องเพียรฝึกฝนถึงสามสิบปีจึงบรรลุถึงระดับนี้ได้"
"วิธีการย่อมแตกต่างกัน"
"ถูกต้อง..." ซิวเฉิงจ้องมองชายตรงหน้า "ด้วยระดับลมปราณในกายท่านยามนี้ หากเพียรบ่มเพาะต่ออีกสองเดือน... ย่อมเพียงพอสำหรับยืนหยัดร้อยนับลมหายใจในลานสอบได้อย่างแน่นอน!"
ยามบ่าย ขบวนเดินทางออกก้าวเดินต่อสองผู้ติดตาม ตันหมินและเส้าเหอ คอยเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง เส้าเหอจ้องมองแผ่นหลังของกู่ฉางเซิงแล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะสะกิดไหล่ตันหมินเบาๆ
"พี่ตัน... ท่านรู้สึกหรือไม่ว่า ตาแก่ผู้นั้นดูแปลกไปจากเมื่อเช้า"
ตันหมินเพ่งมอง แล้วกระซิบตอบ "ผิวพรรณและท่าทางการเดิน... มิเหมือนคนเดิมเลยสักนิด"
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความฉงน แต่ก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ
ณ ถ้ำหินริมทางยามค่ำคืน…ซิวเฉิงนั่งลงตรงข้ามกู่ฉางเซิง พลางเอ่ยขึ้นเสียงเบา "ท่านกู่ ข้ามีเื่สำคัญต้องแจ้งให้ท่านทราบ"
"ว่ามา"
"ผู้ดูแลการสอบเข้าสำนักโอสถในปีนี้ มีนามว่า 'เฉินปี้ซัน' เขาเป็ผู้ที่ยึดมั่นในความสามารถจริงของผู้เข้าสอบ แต่รองหัวหน้าของเขาที่ชื่อ 'เว่ยกวงจ่าย' กลับมีความคิดตรงกันข้าม เว่ยกวงจ่ายเชื่อว่าผู้ที่ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ไม่ควรได้รับโอกาส"
กู่ฉางเซิงนิ่งฟัง
"ยามทำการคัดกรองเบื้องต้น หากคนของเว่ยกวงจ่ายเป็ผู้ตรวจประเมิน ท่านและศิษย์อาจถูกปฏิเสธอย่างไร้เหตุผล"
"หากถูกปฏิเสธ มีช่องทางอุทธรณ์หรือไม่"
"มี... แตยากยิ่ง เพราะกฎไม่ได้บังคับให้แจ้งเหตุผล"
หลินชิงเสวียเอ่ยถาม "เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรเ้าคะ"
"ทำให้การปฏิเสธนั้นมีราคาสูงเกินกว่าที่พวกมันจะกล้าเสี่ยง" กู่ฉางเซิงเอ่ยตอบแทน "พยานคืออำนาจชนิดหนึ่ง หากการคัดกรองเกิดขึ้นต่อหน้าสายตาผู้คนจำนวนมาก ย่อมไร้ผู้ใดกล้าทุจริต"
ซิวเฉิงพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง "ข้าจะส่งข่าวถึงเฉินปี้ซัน ให้ทราบว่าท่านจะเข้าร่วมการสอบ"
"แต่ไม่ต้องระบุถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าในวันนี้" กู่ฉางเซิงกำชับ
"ข้ารู้ความ" ซิวเฉิงยิ้มบาง "ข้าจะแจ้งเพียงว่า มีนักโอสถฝีมือดีจากเมืองหยินฉวนกำลังเดินทางมาสมัคร"
สองวันต่อมา…ขบวนเดินทางบรรลุถึงโรงแรมในหมู่บ้านใหญ่ หลินชิงเสวียออกเดินสำรวจตลาดตามลำพัง เธอเดินผ่านร้านขายยาเก่าแก่แห่งหนึ่ง เห็นหมอยารูปร่างอ้วนทวนกำลังนอนหลับงีบอยู่หลังชั้นวางยา สมุนไพรจัดวางเกะกะไร้ระเบียบ
เด็กสาวก้าวเข้าไปตรวจพิเคราะห์ขวด ยาสมุนไพรในร้าน…'ขวดแรก ผงยาย้อมสี ไร้พลังปราณ... ขวดสอง คุณภาพต่ำ... ขวดสาม พอใช้ได้'
เธอก้าวออกจากร้านไปแล้ว ทว่าก้าวได้เพียงสามก้าวก็ชะงัก ย้อนกลับเข้ามาในร้าน นำกระดาษออกมาเขียนข้อความด้วยลายมืออ่านง่าย วางทิ้งไว้บนโต๊ะข้างหมอยาที่กำลังส่งเสียงกรน
บนกระดาษมีข้อความว่า:"รากหวงฉีในขวดที่สองชั้นบนสุด ไร้ซึ่งพลังลมปราณ เป็เพียงแป้งย้อมสี ควรตรวจสอบที่มา ชาวบ้านที่ซื้อไปย่อมไม่ได้รับผลการรักษา"
ยามเมื่อเธอกลับมาถึงโรงแรม กู่ฉางเซิงทักขึ้นทันที "ทิ้งกระดาษเตือนหมอยามาหรือ"
หลินชิงเสวียใเล็กน้อย "ท่านตาทราบได้อย่างไรเ้าคะ"
"เดาเอา... เ้าทำผิดหรือไม่เล่า"
"หนูเพียงทิ้งข้อความไว้ มิได้บังคับฝืนใจใคร"
กู่ฉางเซิงกัดขนมปิ้งเคี้ยวช้าๆ "มิได้ทำผิด อันใด... เพียงแต่แตกต่างจากวิธีที่ข้าทำเท่านั้น"
กลางดึกคืนนั้นเอง!เสียงโวยวายตื่นตระหนกดังขึ้นจากชั้นล่าง เ้าของโรงแรมหน้าซีดสั่นระริก "มีโจร! กลุ่มโจรออกปล้นตลาดในหมู่บ้าน!"
ซิวเฉิง กู่ฉางเซิง และผู้ติดตาม รุดหน้าไปยังตลาดกลางหมู่บ้านในทันทีไฟส่องสว่างส่องกระทบกลุ่มโจรหกคนกำลังพังประตูร้านค้า โจรหัวหน้าสวมเสื้อกั๊กหนัง มีแผลเป็ยาวที่คาง หันมาขู่เสียงห้าว "ไสหัวไป! คิดว่านักฝึกแก่ๆ กับคนไม่กี่คนจะสู้พวกเราหกคนได้รึ!"
เคร้ง!ไม่รอช้า ซิวเฉิงพุ่งตัวออกไปราวกับเกลียวคลื่น! เบี่ยงกายหลบไม้พลองที่หวดเข้ามา พลันยื่นมือขวาเข้าจับข้อมือโจรบิดอย่างรวดเร็ว
กร๊อบ!"อ๊ากกก!" เสียงกระดูกข้อมือบิดผิดรูปดังสะท้าน โจรคนแรกร้องลั่นปล่อยไม้หลุดมือ
ขณะเดียวกัน โจรอีกคนถือมีดสั้นพุ่งตรงเข้ามาหากู่ฉางเซิง หวังสังหารชายชราที่ดูอ่อนแอที่สุด!มีดสั้นแทงสวนลงมาเป็วงโค้ง!
ฟึ่บ!กู่ฉางเซิงเบี่ยงกายถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างเยือกเย็น ผสานพลังลมปราณลงสู่ฝ่ามือซ้าย แล้วสะบัดฟาดสวนเข้าที่ข้อมือของโจรอย่างแม่นยำ!
ผัวะ!แรงปะทะหนักหน่วงส่งผลให้มีดสั้นกระเด็นหลุดมือ! ลมปราณที่เพิ่มพูนขึ้นสามเท่าสร้างความต่างอย่างเห็นได้ชัด กู่ฉางเซิงสืบเท้าเข้าประชิด กดนิ้วลงบนจุดสลบบริเวณลำคอของโจรอย่างรวดเร็ว!
ตับ!ร่างของโจรหนุ่มกระตุกเกร็งก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น หมดสติในทันที!
ซิวเฉิงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งจิบชา จัดการโจรที่เหลือจนลุกไม่ขึ้น ก่อนจะสั่งให้จับมัดไว้กับเสาไฟกลางตลาด
เมื่อกลับถึงโรงแรม หลินชิงเสวียที่รออยู่เอ่ยขึ้นเบาๆ "ลมปราณของท่านตาเปลี่ยนไปแล้วนะเ้าคะ ข้าััได้จากระยะห้าเมตร"
ซิวเฉิงชะงักกึก "ศิษย์ของท่านกู่... ััรับรู้ลมปราณได้จากระยะห้าเมตรแล้วรึ"
หลินชิงเสวียหันมามองซิวเฉิงด้วยสายตาเรียบเฉย "สิบเก้าวันแล้วเ้าค่ะ... สิบเก้าวันที่ท่านตาสั่งสอนข้าทุกวัน"
ซิวเฉิงมองเด็กสาวด้วยความทึ่งในใจ 'ท่านกู่ผู้นี้... สั่งสอนศิษย์ได้ร้ายกาจยิ่งนัก'
วันที่ยี่สิบเอ็ดของการเดินทาง…กู่ฉางเซิงทำการรักษามือขวาให้ซิวเฉิงเป็รอบที่ห้า รอยแผลสีดำคล้ำที่ฝังลึกมานานห้าปี จางหายไปจนหมดสิ้นโดยไร้ร่องรอย!
ซิวเฉิงทดลองกำมือและหมุนข้อมือด้วยความอัศจรรย์ใจ "หายขาดแล้ว..."
"หนี้สินถือว่าสิ้นสุดกัน" กู่ฉางเซิงเอ่ย พลางเก็บเข็มเงิน
"ยังไม่สิ้นสุด" ซิวเฉิงตอบเสียงหนักแน่น "ข้าจะช่วยเป็คู่ซ้อมลมปราณให้ท่าน จนกว่าจะถึงวันสอบ!"
ตลอดแปดวันที่เหลือ ทั้งสองฝึกซ้อมปรับสภาวะลมปราณร่วมกันอย่างหนักหน่วง กู่ฉางเซิงเรียนรู้กลยุทธ์การต่อสู้และการผันพลัง ส่วนซิวเฉิงก็ได้เห็นความก้าวหน้าอันน่าสะพรึงกลัวของชายชราที่เรียนรู้ได้รวดเร็วราวกับฟองน้ำดูดซับน้ำ
แปดวันต่อมา…ขบวนเดินทางบรรลุถึงยอดเขา มองเห็นเมืองหน้าด่านของสำนักโอสถตั้งผงาดอยู่เบื้องล่างอย่างยิ่งใหญ่!
กู่ฉางเซิงยืนสงบนิ่งริมไหล่ทาง เส้นผมที่เคยขาวโพลน บัดนี้มีสีดำเข้มแทรกซึมขึ้นมาจากรากผมจนดูหนาดก รอยย่นบนใบหน้าตื้นลง แววตาสดใสทรงพลัง ร่างกายยืนตรงผงาดไร้แววโรยรา
เขามิใช่ชายชราผู้โรยราอีกต่อไป... แต่ก็ยังมิใช่ชายหนุ่มหากคือผู้ผ่านโลกที่เปี่ยมด้วยปัญญาและพลังชีวิตอันเรืองรอง!
"บรรลุถึงแล้ว... เมืองหน้าด่านสำนักโอสถ" ซิวเฉิงเอ่ยขึ้นข้างกาย
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง… การทดสอบอันแท้จริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!