'กรุงเทพมหานครยุคปัจจุบัน'
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เมืองที่มีความเจริญล้ำหน้าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกันไปไกล ใจกลางเมืองหลวงหัวใจเศรษฐกิจของประเทศ ตึกสูงระฟ้ามากมายที่ถูกนายทุนแข่งกันสร้าง จนกลายเป็ป่าคอนกรีตไปแล้ว
ภายในห้องประชุมอันหรูหราทันสมัย บนตึกสูงกว่า 100 ชั้น
“ เอาละ.. เลิกประชุมแค่นี้..”
เสียงหวานใสดังออกมาจากหัวโต๊ะ ซึ่งเป็ตำแหน่งประธานในที่ประชุม
บุษยา หรือ คุณบุษของทุกคน สาวสวยวัย 35 ปี ประธานบริหารของกลุ่มบุษยาคอเปอเรชั่น ซึ่งมีบริษัทชั้นนำในเครือมากมาย ไม่ว่าจะเป็อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ภาคการเกษตร ขายตรง เรียกได้ว่าทุกอย่างที่สามารถทำเงิน กลุ่มบุษยาคอปฯ จะต้องเข้าไปมีส่วนแบ่งทางตลาดอยู่เสมอ
หลังจากบุษยากล่าวปิดการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ผู้เข้าร่วมประชุมเกือบหนึ่งร้อยคน ทั้งผู้บริหารทั้งเลขาลุกเดินออกไปจากห้องด้วยรอยยิ้ม ปีนี้คุณบุษของพวกเขาสร้างผลกำไรให้กับบริษัทอย่างมากมาย ส่งผลให้ปันผลประจำปีมากขึ้นตามไปด้วย
เมื่อทุกคนออกไปจากห้อง บุษยาบอกให้เลขาสาวทั้งสองคนเก็บเอกสาร ระหว่างนั้นร่างงามหมุนเก้าอี้ไปยังหน้าต่าง บุษยามองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจก
ภาพที่ปรากฏเป็หญิงสาวแสนสวย รูปหน้าที่ลงตัวสวยงาม สายตาคมกริบ จมูกเล็กๆโด่งสวยโดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้ม ผมยาวดำขลับถูกมวยเป็ทรงสูง สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวไว้ใน ทับด้วยเสื้อสูทสีดำ กางเกงทรงเฉี่ยวสีดำ ชุดสีดำเกือบทั้งชุดเป็เสื้อผ้าที่เธอชอบใส่ที่สุด
บุษยามองตัวเองแล้วถอนหายใจเบาๆ เธอเองก็อยากจะเป็ผู้หญิงธรรมดา แต่สภาพการณ์มันบังคับให้เธอต้องทำตัวแบบนี้ มันเริ่มั้แ่ตอนที่จบมหาลัยใหม่ๆ เธอสูญเสียพ่อกับแม่ไปจากอุบัติเหตุรถยนต์ ทิ้งเธอให้อยู่กับน้องชายวัย 18 ปี และหุ้นของบริษัทใหญ่ ซึ่งพ่อของเธอเป็ประธานก่อนจะเสียชีวิต
ท่ามกลางฝูงหมาป่าคอนกรีตที่รุมทึ้งหุ้นของบริษัท เพื่อจะแย่งตำแหน่งประธานของพ่อ ซึ่งตกเป็ของเธอจากจำนวนหุ้นที่อยู่ ทำให้เธอต้องบังคับตัวเองให้ต่อสู้กับคนพวกนั้น
ในตอนนั้น บุษยาเดินทางไปพบเพื่อนสนิทของพ่อกับแม่ ร่วมวางแผนต่อสู้กันไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งเธอสามารถปกป้องหุ้นในบริษัท และตำแหน่งประธานของตนเองเอาไว้ได้
ผ่านมาหลายปี ตอนนี้บริษัทที่เธอเป็ประธาน กลับเจริญรุ่งเรือง แผ่ขยายธุรกิจออกไปครอบคลุมทั่วประเทศ จนคนที่อยากแย่งตำแหน่งประธาน ต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย
แต่การที่ต้องมุ่งมั่นทำงาน และไม่อาจไว้ใจใครได้มากนัก นอกจากน้องชายสุดที่รักคนเดียว ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของเธอไร้ซึ่งคนรู้ใจ หรือที่เรียกได้เต็มปากว่าแฟน ไม่มีผู้ชายสักคนเดียวที่สามารถทำให้เธอรู้สึกไว้ใจ ผู้ชายที่เข้าหาเธอแต่ละคน มีเหตุผลทางธุรกิจแทบทั้งสิ้น จนวัยสาวล่วงเลยมาถึงวัยเกือบกลางคน ในวันครบรอบวันเกิด 35 ปี ในวันนี้
“ เฮ้อออ..”
เสียงทอดถอนใจ เรียกให้เลขาสาวสวยทั้งสองของเธอหันมามอง
“ ท่านประธานมีอะไรหรือปล่าวคะ”
“ ไม่มีอะไรหรอก พวกเธอเก็บของเสร็จรึยัง”
บุษยาตื่นจากภวังค์จึงถามเลขาสาวแก้เก้อ
“ เรียบร้อยแล้วค่ะ”
เลขาสาวตอบพร้อมกับวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ บุษยาเปิดอ่านเนื้อหาการประชุมอย่างละเอียด แล้วก็ค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา
“ อืม เรียบร้อยดี ไปทำงานกันต่อเถอะจะได้เสร็จไวๆ ฉันอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว”
“ วันนี้วันเกิดท่านประธาน.. จะไปฉลองที่ไหนหรือปล่าวคะ พิมจะได้จองโต๊ะไว้ให้”
เลขาสาวสวยพูดเสียงหวาน
“ ไม่ละ.. วันนี้น้องชายจะมาฉลองวันเกิดด้วยกันที่บ้าน ใครอยากไปก็ไปได้นะ”
บุษยาเอ่ยยิ้มๆ มองไปยังเลขาสาวหนึ่งในสอง ที่คบหาดูใจกับน้องชายเธออยู่
“ เอ่อ..ค่ะ ” พิมผกาตอบรับหน้าแดงก่ำ
ห้าโมงเย็น บุษยานั่งเซ็นเอกสารสำคัญ อยู่ที่โต๊ะตนเองในห้องประธานบริษัท โดยมีเลขาสาวทั้งสองวุ่นอยู่กับการเคลียเอกสาร ซึ่งเลขาทั้งสองคนเป็รุ่นน้องที่มหาลัยของเธอนั่นเอง สองสาวเป็ลูกของเพื่อนเก่าของพ่อแม่ ที่ช่วยให้เธอได้นั่งตำแหน่งประธาน บุษยาจึงไว้ใจสองสาวมาก อีกทั้งพิมผกาหนึ่งในเลขาส่วนตัว เป็แฟนของน้องชายเธอ ทำให้เธอไว้ใจมากขึ้นไปอีก
“ พิม.. เอาเอกสารนี้ไปเก็บไว้ที่บ้านตัวเอง ไม่ต้องถามอะไร.. แล้วอย่าให้ใครรู้เป็อันขาด จะเปิดได้เมื่อไหร่ ถึงเวลาพิมจะรู้เอง.. พี่ไว้ใจพิมมากรู้ใช่มั้ย”
บุษยาพูดพร้อมกับส่งซองเอกสารที่เพิ่งเซ็นเสร็จเมื่อสักครู่ ยื่นให้แฟนสาวของน้องชาย
“ ค่ะ”
“ ทั้งสองคนก่อนออกไปล๊อคทุกอย่างให้เรียบร้อย ฉันจะกลับบ้านเลยแล้วกัน”
“ ค่ะ.. โชคดีนะคะ”
เลขาสาวสวยทั้งสองพูดพลางเอาแฟ้มเอกสารเก็บเข้าเซฟ บุษยาเดินออกจากห้องตรงไปยังลิฟท์ส่วนตัว ร่างสูงเพรียวสมส่วนสวมสีดำเกือบทั้งชุด แม้กระทั่งรองเท้าก็ยังเป็รองเท้าส้นสูงสีดำ
เมื่อออกจากลิฟท์ที่จอดรถชั้นใต้ดิน เธอเดินไปยังรถตัวเองก่อนจะขับออกไป หากไม่ใช่งานของบริษัท บุษยาชอบขับรถด้วยตัวเอง จึงไม่มีคนขับรถให้เหมือนคนอื่นๆ
บุษยาขับรถไปได้ครึ่งทาง เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เมื่อดูชื่อคนโทรเข้าเห็นเป็น้องชาย จึงกดรับแล้วเอ่ยถามขึ้นก่อนเลย
“ น้องรัก มีอะไรเปล่าจ๊ะ”
“ ผมโทรหาพี่ต้องมีเื่งั้นเหรอครับ..”
เสียงชายหนุ่มจากปลายสายดังออกมา
“ … ” บุษยา
“ อ้าว.. สตั้นท์ไปเลยเหรอพี่.. 5555.. ไม่มีอะไรหรอก แค่โทรมาเช็คว่าพี่ออกมายัง..”
เสียงหัวเราะกวนๆดังจากปลายสาย
“ ออกมาแล้วจ้าๆๆ.. งั้นเดี๋ยวเจอกันน่ะจ๊ะ พี่ขับรถก่อน..”
บุษยาพูดจบก็ตัดสาย พร้อมกับเอี้ยวตัวไปวางโทรศัพท์ที่เบาะข้างคนขับ
‘เอี๊ยดดด’
ทันใดนั้น เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดั่งลั่น บุษยาเห็นรถคันหน้าเบรกอย่างกระทันหัน จึงรีบเหยียบเบรกรถตนเองอย่างแรง เพื่อลดความเร็วของรถ
‘กึก’
แต่.. เบรกที่เธอตั้งใจเหยียบลงไปอย่างแรง กลับไม่ลงไปตามที่มันควรจะเป็
‘กึกๆๆๆ’
บุษบากระทืบลงไปซ้ำๆกลับมีผลเช่นเดิม จนสุดท้ายรถของเธอที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง ชนท้ายรถคันหน้าอย่างเต็มที่
‘โคร๊มมม’
การปะทะอย่างแรงของเหล็กทั้งสองชิ้น ทำให้ถุงลมนิรภัยในรถของบุษยาเปิดออก กระแทกเข้ากับใบหน้าและหน้าอกของเธออย่างจัง จนร่างสมส่วนของเธอเอนล้มลงไปด้านข้าง
‘อึกก’
บุษยารู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนจะหายใจไม่ออก พยายามตะเกียกตะกายปลดล๊อคเข็มขัดนิรภัย เพื่อ้าออกจากรถให้เร็วที่สุด แต่ไม่สามารถทำได้อย่างที่หวัง เพราะร่างกายไม่ตอบสนองคำสั่งใดๆจากสมอง มีเพียงดวงตาเท่านั้น ที่ยังกลอกกลิ้งไปมาได้
ในวินาทีนั้นเอง.. สายตาของเธอเหลือบมองไปยังส่วนที่เป็เบรกของรถ ในครั้งแรกที่เบรกไม่ทำงาน เธอคิดว่ามีใครพยายามฆ่าตนเองหรือปล่าว แต่เมื่อเห็นสาเหตุด้วยตาตัวเอง ก็รู้ถึงตัวการที่ทำให้เบรกใช้การไม่ได้
‘ ที่ไม่สามารถเหยียบเบรกลงไปได้ เป็เพราะมีของบางอย่างไปอัดอยู่ข้างใต้’
‘ มันเป็..’
‘ รองเท้า..’
‘ รองเท้าส้นสูงสีดำ.. ของเธอเอง..’
‘ เพราะรองเท้าของฉันเองเหรอนี่..’
‘ ไม่ๆๆๆๆ ..’
บุษยากรีดร้องลั่นรถ แล้วสติของเธอก็ดับวูบไปทันที
…………………………………………….