ล้อแม็กซ์สีดำขลับของมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ชะลอความเร็วลง ก่อนจะเลี้ยวตามท้ายรถเก๋งสปอร์ตซีดานสีขาวของหยกนภา เข้ามายังพื้นที่ของโกดังขนาดมหึมาแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง ซึ่งภายนอกดูเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ทว่าเมื่อขับผ่านป้อมยามที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดเข้ามาด้านใน ธีร์ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้คือสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่ถูกดัดแปลงมาเป็อย่างดี
ธีร์ดับเครื่องยนต์และจอดบิ๊กไบค์ของตนเองไว้ในโซนที่จัดเตรียมไว้ ชายหนุ่มถอดหมวกกันน็อกออก วางพาดไว้บนเบาะรถ ก่อนจะก้าวเดินตามแผ่นหลังของหญิงสาวในลุคทอมบอยที่กำลังเดินล้วงกระเป๋านำหน้าเขาเข้าไปในตัวอาคาร
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเหล็กบานใหญ่ทะลุเข้ามาด้านใน บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเงียบสงบภายนอก กลายเป็ความวุ่นวายที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ภายในโกดังถูกปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ เสียงพูดคุยสั่งการ เสียงะโโหวกเหวก เสียงฝีเท้าที่เดินกันขวักไขว่ และเสียงการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ดังระงมไปทั่วบริเวณ
ทีมงานหลายสิบชีวิต ทั้งช่างไฟ ช่างกล้อง ฝ่ายศิลป์ และฝ่ายเสื้อผ้า กำลังเดินสวนกันไปมาด้วยท่าทีเร่งรีบและยุ่งจนหัวหมุน สายไฟเส้นหนาหลายสิบเส้นถูกลากโยงไปตามพื้น โดยมีแผ่นยางสีดำปิดทับเอาไว้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แสงไฟจากสปอตไลต์ดวงใหญ่ส่องสว่างจ้าจนแทบจะกลบแสงอาทิตย์ด้านนอก
"ตามมาทางนี้เลยธีร์ ระวังสะดุดสายไฟด้วยล่ะ"
หยกหันมาบอกชายหนุ่มที่เดินตามหลังมาติดๆ หญิงสาวชี้มือไปยังโครงสร้างเหล็กและผืนผ้าใบสีเขียวสว่างขนาดมหึมาที่ถูกขึงเอาไว้รอบทิศทาง
"นายเห็นผ้าสีเขียวๆ พวกนั้นไหม?" หยกเอ่ยถามพลางอธิบายด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ "ต้องขอบคุณเทคโนโลยี 'กรีนสกรีน' (Green Screen) เลยนะเนี่ย ที่ทำให้พวกเราสามารถสร้างสรรค์ฉากถ่ายทำภาพยนตร์ได้แทบจะทุกที่ในโลก... ไม่สิ ทุกที่ในจักรวาลเลยต่างหาก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว พวกเราแค่ยืนติดแหง็กอยู่ในอาคารโกดังเก่าๆ แบบนี้แท้ๆ แต่พอผ่านกระบวนการทำซีจี (CG) ฉากรอบๆ ตัวก็จะเปลี่ยนเป็ยอดตึกระฟ้า ูเาไฟ หรือแม้แต่ยานอวกาศก็ได้... มหัศจรรย์ดีใช่ไหมล่ะ?"
ธีร์พยักหน้ารับเบาๆ สายตาคมกริบของเขากวาดมองผืนผ้าใบสีเขียวและโครงสร้างฉากที่ถูกตีขึ้นมาด้วยไม้อัดอย่างพิจารณา แม้เขาจะไม่ค่อยสันทัดเื่วงการบันเทิงเท่าไหร่นัก แต่เขาก็พอจะเข้าใจหลักการทำงานของการใช้เทคโนโลยีสร้างภาพเสมือนจริงเหล่านี้อยู่บ้าง ชายหนุ่มเดินกอดอกตามหญิงสาวไปเงียบๆ ปล่อยให้เธอทำหน้าที่ไกด์ทัวร์กองถ่ายต่อไป
หยกพาธีร์เดินลัดเลาะผ่านดงกล้องและขาตั้งไฟ จนกระทั่งมาถึงบริเวณโถงกว้าง ซึ่งเป็พื้นที่หลักในการถ่ายทำของวันนี้ มีฉากกรีนสกรีนขนาดั์ตั้งตระหง่านอยู่เป็ฉากหลัง มีโครงสร้างเหล็กและกล่องไม้ที่ถูกจัดวางเรียงรายคล้ายกับสิ่งกีดขวาง และมีกล้องบันทึกภาพตัวใหญ่ติดตั้งอยู่บนเครนและรางสไลด์ตามมุมต่างๆ
ที่บริเวณหน้าจอมอนิเตอร์ มีชายวัยกลางคนสวมหมวกแก๊ปและแว่นสายตา ท่าทางดูเคร่งเครียดกำลังยืนถือม้วนกระดาษบทภาพยนตร์ สั่งการทีมงานผ่านโทรโข่งขนาดเล็กในมือ เขาคือ 'ผู้กำกับ' ของภาพยนตร์เื่นี้นั่นเอง
หยกเดินตรงเข้าไปหาผู้กำกับด้วยท่าทีสบายๆ เป็กันเอง "อ้าว! หวัดดีค่ะผู้กำกับ เป็ไงบ้างคะวันนี้ เตรียมตัวถึงไหนแล้ว?"
ผู้กำกับวัยกลางคนละสายตาจากจอมอนิเตอร์ หันมามองตามเสียงเรียก ทันทีที่เห็นว่าเป็ใคร รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเครียดนั้นทันที
"อ้าว! มาแล้วเหรอหยก! กำลังรออยู่พอดีเลยเนี่ย!" ผู้กำกับเอ่ยทักทายด้วยความโล่งใจ "ทีมงานฝ่ายอื่นๆ เตรียมตัวเซตแสงเซตกล้องใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ กำลังจะเริ่มงานกันพอดีเลย... วันนี้เป็คิวบู๊ฉากใหญ่ซะด้วย ยังไงก็ฝากด้วยนะหยก เื่แอ็กชันนี่ พี่ไว้ใจทีมงานของเธอที่สุดแล้ว"
"แหม ระดับหยกซะอย่าง ไว้ใจได้เลยค่ะผู้กำกับ รับรองว่าคิวบู๊วันนี้ออกมาสวย ดุดัน และสมจริงแน่นอน" หยกตอบรับด้วยความมั่นใจเกินร้อย
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สายตาของผู้กำกับก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำ ที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ด้านหลังของหยก รูปร่างที่สูงโปร่ง มัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้า และใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ดูนิ่งสงบจนเดาอารมณ์ไม่ออก ทำให้ผู้กำกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสนใจ
"แล้วนั่น... พ่อหนุ่มหน้าหล่อที่ยืนอยู่ข้างหลังนั่น ใครกันล่ะหยก? สตันต์แมนคนใหม่ในทีมของเธอเหรอ? หน่วยก้านดีใช้ได้เลยนี่ หน้าตาก็หล่อพอจะเป็พระเอกได้เลยนะเนี่ย"
หยกหันไปมองธีร์ที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ ก่อนจะหันกลับมาฉีกยิ้มกว้าง และเป็ฝ่ายแนะนำตัวชายหนุ่มด้วยประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับต้องขมวดคิ้ว
"อ๋อ... นี่เหรอคะ? เขาชื่อ 'ธีร์' น่ะค่ะ... เป็ 'เพื่อน' ของหยกเอง"
หญิงสาวลุคทอมบอยเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะปรายตามองธีร์ด้วยแววตาซุกซนและมีเลศนัย "แต่ว่า... เป็เพื่อนกันก็แค่ 'ตอนนี้' เท่านั้นแหละนะคะ... เพราะใน 'อนาคต'... เขาจะต้องกลายเป็ 'อย่างอื่น' สำหรับหยกอย่างแน่นอนค่ะ"
คำแนะนำตัวที่แฝงความนัยอย่างโจ่งแจ้ง ทำเอาธีร์ถึงกับต้องชะงัก ชายหนุ่มหันขวับมามองเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิทคู่หมั้นด้วยความสับสนและงุนงง
ให้เป็เพื่อนแค่ตอนนี้ ต้องเข้าใจ... แล้วที่บอกว่า อนาคตจะเป็อีกอย่าง... มันคืออะไรกันแน่?
ธีร์ตั้งคำถามในใจ ประโยคแปลกๆ ของหยกทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อเย็นวาน ที่หญิงสาวคนนี้ฝากข้อความไปบอกเพียงฟ้าว่า ถ้า 'งาบ' เขาสำเร็จเมื่อไหร่ให้บอกด้วย เพราะเธอกับโรสกำลัง 'รอต่อคิว' อยู่... และตอนนี้ เธอก็มาพูดจาทิ้งปมเื่สถานะในอนาคตต่อหน้าคนอื่นอีก ผู้หญิงพวกนี้กำลังวางแผน หรือเล่นตลกอะไรอยู่เื้ัเขากันแน่?
ทว่า ผู้กำกับที่กำลังมีเื่ให้ต้องคิดและกังวลอยู่เต็มหัว กลับไม่ได้ใส่ใจ หรือตีความหมายลึกซึ้งในคำพูดหยอกล้อของหยกเลยแม้แต่น้อย เขาทำเพียงแค่พยักหน้ารับส่งๆ ไปอย่างนั้น
"อ้อๆ เพื่อนเธองั้นเหรอ... โอเคๆ" ผู้กำกับโบกมือผ่านประเด็นนี้ไปอย่างรวดเร็ว "เอาล่ะ ในเมื่อทีมงานของเธอมากันพร้อมแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะมาเริ่มบล็อกกิ้ง (Blocking) และซ้อมคิวกันเลยนะ จะได้ไม่เสียเวลา"
"จัดไปค่ะผู้กำกับ!"
หยกตอบรับด้วยน้ำเสียงร่าเริงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน หญิงสาวหันมากวักมือเรียกธีร์ ก่อนจะเดินนำเขาแยกตัวออกมาจากหน้าจอมอนิเตอร์ พาเดินไปที่มุมพักผ่อนอีกฝั่งหนึ่งของสตูดิโอ
ตรงบริเวณนั้น มีกลุ่มคนทั้งชายและหญิงในชุดกีฬาที่ดูทะมัดทะแมงประมาณเจ็ดถึงแปดคน กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุย ดื่มน้ำ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อเตรียมความพร้อมกันอยู่
"ไง! ทุกคน!" หยกส่งเสียงทักทายลูกทีมของตนเองดังลั่น "รอนานไหมพวกเรา!?"
กลุ่มสตันต์แมนและสตันต์วูแมนหันมามองตามเสียงเรียก ทันทีที่เห็นหัวหน้าทีมของพวกเขาก้าวเข้ามา ทุกคนก็พร้อมใจกันส่งยิ้มและเอ่ยทักทายด้วยความเคารพและสนิทสนม
"ไม่นานเลยครับคุณหยก! เพิ่งจะวอร์มอัปยืดเส้นยืดสายกันเสร็จพอดีเลยครับ" หนึ่งในชายหนุ่มรูปร่างกำยำเอ่ยตอบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังทักทายหัวหน้าทีมอยู่นั้น สายตาของหลายคนก็เหลือบไปเห็น 'ธีร์' ที่เดินตามหลังหยกเข้ามา ชายหนุ่มหลายคนในกลุ่มนั้นเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มบางๆ และพยักหน้าให้เขาราวกับคนคุ้นเคย
ธีร์มองปฏิกิริยาของพวกเขาก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาขึ้นมาทันที เมื่อสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ชายหนุ่มและหญิงสาวรูปร่างนักกีฬาสามสี่คนในกลุ่มนี้ คือบรรดาลูกศิษย์สายดำ ที่กำลังจับคู่ซ้อมทุ่มกันอยู่ที่ 'สำนักฝึกยูโด' ของหยกเมื่อ่เย็นวานนี้นั่นเอง
หยกสังเกตเห็นสายตาของธีร์ หญิงสาวจึงหันมายิ้มและอธิบายให้กระจ่าง "ไงล่ะ? คุ้นหน้าคุ้นตาพวกเขาไหม? บางคนที่นายเห็นเมื่อวานที่สำนักฝึกยูโดน่ะ นอกจากจะเป็ลูกศิษย์และคู่ซ้อมของฉันแล้ว พวกเขาก็ยังเป็ 'ลูกทีม' ของฉันด้วยนะ เป็สตันต์แมนมืออาชีพที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเลยล่ะ"
"มาๆ พวกเรา! เตรียมตัวเริ่มงานกันได้แล้ว! เรียกสมาธิกลับมา!" หยกหันไปตบมือเรียกความสนใจจากลูกทีมทุกคน ก่อนจะหันมาพูดกับธีร์เป็ประโยคสุดท้าย
"ส่วนนาย... ยืนอยู่ตรงนี้แหละ ถือซะว่ามาเป็ผู้ชมวีไอพี คอยดูพวกเราทำงาน และก็ฝากส่งกำลังใจมาให้พวกเราด้วยนะเออ!"
พูดจบ หยกก็ขยิบตาให้เขาหนึ่งที ก่อนจะเดินก้าวเข้าไปรวมกลุ่มกับลูกทีม ทิ้งให้ธีร์ที่ยังคงยืนงงกับสถานการณ์และคำพูดกำกวมของเธอ ได้แต่ยืนเอามือล้วงกระเป๋า พิงหลังเข้ากับลังไม้เก่าๆ ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็เพียงผู้ชมที่อยู่วงนอกอย่างสมบูรณ์แบบ
ทันทีที่หยกก้าวเข้าสู่วงล้อมของลูกทีม บรรยากาศของหญิงสาวลุคทอมบอยผู้ขี้เล่นและร่าเริงก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แววตาของเธอเปล่งประกายความมุ่งมั่นและจริงจังในระดับมืออาชีพ เธอหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดไฟล์สตอรี่บอร์ด (Storyboard) แล้วเริ่มกางแผนงานและแจกแจงรายละเอียดการถ่ายทำให้กับทีมงานฟังอย่างฉะฉาน
"เอาล่ะทุกคน ฟังให้ดีนะ..." หยกเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด "ฉากที่เราจะถ่ายทำกันในวันนี้ คือฉากไคลแมกซ์สำคัญ เป็ฉากแอ็กชันบนดาดฟ้าตึก สภาพแวดล้อมและสถานที่ (Location) จะถูกเซตให้เป็พื้นที่จำกัด มีสิ่งกีดขวางพวกแท็งก์น้ำ คอมเพรสเซอร์แอร์ และท่อระบายอากาศอยู่เต็มไปหมด"
หยกเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ต เพื่อให้ลูกทีมดูภาพจำลองของฉาก "พวกนายต้องจำไว้ว่า พระเอกของเื่นี้ รับบทเป็ 'ตำรวจฝ่ายสืบสวนฝีมือพระกาฬ' ที่กำลังตามล่า 'ฆาตกรต่อเนื่อง' สุดอำมหิต เพราะฉะนั้น สไตล์การต่อสู้ของพระเอก จะต้องไม่ใช่การต่อสู้แบบตีรันฟันแทงมั่วๆ หรือกังฟูสวยงาม... แต่มันจะเป็สไตล์การต่อสู้แบบ 'ผสมผสาน' (Mixed Martial Arts) ที่เน้นการควบคุมสถานการณ์ การล็อกข้อต่อ การจับทุ่ม และการปลดอาวุธแบบที่พวกตำรวจสายยุทธวิธีเขาชอบฝึกกัน"
"เราต้องทำให้การต่อสู้มันดูหนักแน่น รุนแรง และหวังผลในการจับกุมให้ได้มากที่สุด" หยกย้ำจุดประสงค์หลักของคิวบู๊
"ก็นับว่ายังโชคดีอยู่นะครับหัวหน้า..." สตันต์แมนคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา "ที่นักแสดงชายที่มารับบทพระเอกเื่นี้ แกเป็พวกชอบออกกำลังกาย และมีทักษะด้านกีฬาติดตัวอยู่บ้าง... ไม่อย่างนั้น ถ้าต้องมาสอนคิวบู๊ยากๆ หรือต้องใช้สแตนด์อิน (Stand-in) แทนทุกฉากทุกมุมกล้อง พวกเราคงได้เหนื่อยหอบกินกันไปทั้งวันแน่ๆ เลยครับ"
หยกพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่... ถือว่าโชคดีที่ดาราคนนี้พอจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง ทำให้เขาสามารถเล่นคิวบู๊เองได้ในบางฉาก โดยเฉพาะพวกฉากโคลสอัป (Close-up) ที่ต้องเห็นหน้าชัดๆ หรือพวกฉากออกหมัดเตะต่อยง่ายๆ... แต่ถึงอย่างนั้น พวกนายก็ห้ามประมาทเด็ดขาด เราต้องเตรียมความพร้อมสำหรับจังหวะที่ต้องสับเปลี่ยนตัว เพื่อเข้าทำฉากเสี่ยงตายแทนเขาอยู่ดี เข้าใจไหม!?"
"เข้าใจครับ/ค่ะ หัวหน้า!"
ลูกทีมทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียงและแข็งขัน ก่อนที่วงสนทนาจะเริ่มลงลึกไปสู่การวิเคราะห์รายละเอียดในแต่ละท่วงท่า การกำหนดจังหวะการหลบหลีก และการสร้างสรรค์คิวบู๊ให้สอดคล้องกับมุมกล้องของผู้กำกับ เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด
ธีร์ยืนทอดสายตามองการทำงานของเพื่อนสนิทคู่หมั้นอยู่อย่างเงียบๆ ชายหนุ่มยอมรับเลยว่า แม้ภายนอกหยกจะดูเป็ผู้หญิงที่ชอบหยอกล้อและดูไม่ค่อยจริงจังกับอะไร แต่พอถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง เธอกลับสามารถเปล่งประกายความเป็ผู้นำ และบริหารจัดการทีมงานได้อย่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติ... สมแล้ว ที่ผู้หญิงระดับนางพญาอย่างเพียงฟ้า จะยอมรับและยกให้เธอเป็เพื่อนสนิทที่สุดในชีวิต
การวางแผนงานดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น หยกกางแบบแปลนสถานที่จำลองบนแท็บเล็ตให้ลูกทีมดู พร้อมกับอธิบายจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างละเอียด การบล็อกกิ้ง (Blocking) หรือการกำหนดจุดยืนและทิศทางการเคลื่อนที่ของนักแสดงถูกกำหนดขึ้นอย่างรัดกุม
"ตรงจุดนี้... ตัวร้ายจะใช้อาวุธเป็ท่อนเหล็กยาวพุ่งเข้าฟาดพระเอก" หยกชี้ไปที่จุดมาร์กบนหน้าจอ "จำไว้นะว่าอาวุธที่เราใช้เข้าฉากเป็พรอพยาง (Rubber Prop) ก็จริง แต่น้ำหนักและจังหวะการเหวี่ยงมันต้องดูสมจริงและมีน้ำหนัก สตันต์ที่เล่นเป็ตัวร้ายจะต้องกะระยะให้พอดี อย่าให้พลาดไปโดนหน้านักแสดงเข้าล่ะ"
"ส่วนจังหวะนี้..." เธอเลื่อนนิ้วไปอีกจุด "พอพระเอกหลบได้และสวนกลับด้วยการเตะตัดขา ตัวร้ายจะล้มกลิ้งไปชนกับคอมเพรสเซอร์แอร์แอร์จำลอง... ตรงนี้แหละที่เราจะใช้มุมกล้องบังเพื่อเปลี่ยนตัวสลับเอาสตันต์แมนพระเอกเข้าไปเล่นฉากกระแทกแทน พอเสร็จแอ็กชันกระแทก เราค่อยคัตแล้วสลับตัวนักแสดงนำกลับเข้ามาเพื่อถ่ายโคลสอัปสีหน้า"
ในระหว่างที่ทีมสตันต์กำลังซักซ้อมความเข้าใจกันอยู่นั้น ผู้ช่วยผู้กำกับชายท่าทางกระฉับกระเฉงก็เดินถือวิทยุสื่อสารเข้ามาในวงสนทนา
"เป็ยังไงบ้างหยก? คิวบู๊ฉากนี้เซตกันไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?" ผู้ช่วยผู้กำกับเอ่ยถามพลางชะโงกหน้าดูสตอรี่บอร์ด
"ไม่มีปัญหาค่ะพี่ แผนการสับเปลี่ยนตัวเป๊ะมาก" หยกตอบอย่างมั่นใจ ก่อนจะชี้แจงรายละเอียด "หยกตกลงกับทีมแล้วว่า ฉากกระแทกแรงๆ ฉากที่ต้องะโข้ามสิ่งกีดขวางที่พื้นลื่นๆ รวมถึงจังหวะที่ต้องล้มกลิ้งคลุกฝุ่น หยกจะให้สตันต์แมนของทีมเราเป็คนเล่นเองทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยค่ะ ส่วนฉากที่ต้องโชว์ลีลาการต่อสู้แบบประชิดตัว การล็อกแขน การออกหมัดเตะต่อยที่ต้องเห็นหน้าชัดๆ หรือแอ็กชันที่ไม่ได้มีความเสี่ยงมาก หยกถึงจะปล่อยให้นักแสดงนำเขาเล่นเอง ตามนี้โอเคไหมคะ?"
"เยี่ยมมาก เอาตามที่เธอว่าเลย" ผู้ช่วยผู้กำกับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มที่ "เซฟนักแสดงนำเอาไว้ก่อนดีที่สุด ขืนปล่อยให้เล่นเองหมดแล้วเกิดพลาดเจ็บหนักขึ้นมา กองถ่ายเราได้หยุดชะงักยาวแน่ๆ ถ้างั้นเดี๋ยวพี่ไปสั่งให้ทีมอาร์ตเตรียมเบาะลมกับสลิงสแตนด์บายไว้ให้พร้อมเลยนะ"
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ทีมงานของหยกก็เริ่มกระจายตัวกันออกไปปฏิบัติหน้าที่อย่างรู้ใจ บางคนไปช่วยทีมอาร์ตจัดเตรียมเบาะนิรภัยซ่อนไว้หลังมุมกล้อง บางคนไปตรวจเช็กความเรียบร้อยของสลิงและอุปกรณ์เซฟตี้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ซ้อมคิวจังหวะการสับเปลี่ยนตัวนักแสดงให้ลื่นไหลที่สุด
ธีร์ยืนกอดอกพิงลังไม้มองดูภาพการทำงานเ่าั้อย่างเงียบเชียบ ั์ตาคู่คมจับจ้องไปที่ร่างเพรียวบางในชุดทะมัดทะแมงของหยกที่กำลังเดินสั่งงานคนนู้นทีคนนี้ทีอย่างคล่องแคล่ว
เขาแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยว่า ผู้หญิงที่ดูขี้เล่น ร่าเริง และชอบพูดจาหยอกล้อกวนประสาทเขามาตลอดสองวัน จะมีโหมดที่จริงจัง เด็ดขาด และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของความเป็ผู้นำได้ถึงขนาดนี้ รัศมีความกระตือรือร้นและพลังงานที่ล้นเหลือของเธอ มันช่างดึงดูดสายตาจนทำให้เขาเผลอมองตามทุกการเคลื่อนไหวของเธอไปโดยไม่รู้ตัว
"เป็ไงล่ะครับ... ยอดเยี่ยมไปเลยใช่ไหม หัวหน้าของพวกเราน่ะ?"
เสียงกระแอมไอดังขึ้นเบาๆ จากทางด้านข้าง ดึงสติของธีร์ให้หลุดออกจากภวังค์ ชายหนุ่มหันไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็สตันต์แมนหนุ่มรูปร่างกำยำคนหนึ่งในทีมของหยก ที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เขาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ สตันต์แมนคนนั้นกำลังส่งยิ้มกว้างที่ดูเป็มิตรและจริงใจมาให้
ธีร์จำได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้คือหนึ่งในคนที่สำนักฝึกยูโด ชายหนุ่มจึงคลี่ยิ้มตอบกลับไปบางๆ "ครับ... เธอเก่งมากจริงๆ บริหารจัดการคนในทีมได้อย่างยอดเยี่ยมเลย"
"พวกเราทุกคนเคารพและเชื่อฟังคุณหยกมากเลยนะครับ เธอไม่ได้เก่งแค่เื่ทฤษฎี แต่ฝีมือการต่อสู้ของเธอก็เป็ของจริง"
สตันต์แมนหนุ่มเอ่ยชื่นชมหัวหน้าของตนเองอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะหันมามองหน้าธีร์แล้วยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองข้าง "แต่ที่ผมยอมใจยิ่งกว่า ก็คือคุณนี่แหละ! เมื่อวานนี้ยอดเยี่ยมมากเลยนะครับ! ผมเกิดมาทำงานอยู่กับหัวหน้ามาตั้งหลายปี เพิ่งจะเคยเห็นคนจับคุณหยกทุ่มกระแทกพื้นจนแพ้ราบคาบได้แบบนั้นเป็ครั้งแรกเลย ไม่เลวจริงๆ ครับ!"
ธีร์หัวเราะในลำคอเบาๆ "คุณหยกเธอมีฝีมือดีมากครับ การทรงตัวและจังหวะการเข้าทำของเธอก็รวดเร็ว... เมื่อวานผมก็แค่โชคดี ที่จับจังหวะสวนกลับตอนที่เธอเผลอได้พอดีน่ะครับ"
"ถ่อมตัวจังเลยนะครับ ระดับนั้นไม่น่าจะเรียกว่าฟลุกแล้วล่ะครับ" สตันต์แมนหนุ่มยิ้มกว้าง ก่อนจะตบไหล่ธีร์เบาๆ "งั้นผมไม่รบกวนเวลาดูงานแล้วนะครับ ขอตัวไปเซตอุปกรณ์ตรงจุดล้มก่อน เดี๋ยวหัวหน้าจะดุเอา"
ธีร์พยักหน้ารับ สตันต์แมนคนนั้นชูนิ้วโป้งให้อีกครั้งก่อนจะวิ่งเหยาะๆ กลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมทีม
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมงานอยู่นั้นเอง บริเวณหน้าเซตถ่ายทำก็เกิดความฮือฮาขึ้นเล็กน้อย เมื่อมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินก้าวเข้ามาในบริเวณพื้นที่ของทีมคิวบู๊
"สวัสดีครับ คุณหยก..."
เสียงทุ้มหล่อที่ถูกดัดให้ดูนุ่มนวลและมีเสน่ห์ดังขึ้น หยกที่กำลังเช็กมอนิเตอร์อยู่หันไปมอง ก่อนจะพบกับชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็กเก็ตหนังทับเสื้อยืดสีเข้ม กางเกงยีนส์รัดรูป และรองเท้าบูตหนังที่ดูเท่สมส่วน การแต่งกายของเขาถูกจัดเซตมาอย่างจงใจให้ดูเหมือน 'ตำรวจนอกเครื่องแบบ' ที่มีความหล่อเหลาระดับพระเอกซีรีส์
เขาคือ 'ก๊อต' นักแสดงหนุ่มชื่อดังที่กำลังมาแรง และเป็ผู้รับบทพระเอกสายบู๊ของภาพยนตร์เื่นี้นั่นเอง
ก๊อตส่งยิ้มทรงเสน่ห์ที่ใช้มัดใจแฟนคลับมานักต่อนักให้กับหยก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "วันนี้ผมซ้อมคิวและฟิตร่างกายมาเต็มที่เลยนะครับ เมื่อคืนก็ทบทวนสเตปที่คุณหยกบรีฟไว้จนดึกเลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องสร้างความลำบากใจ หรือเป็ภาระให้กับทีมงานของคุณหยกครับ"
หยกคลี่ยิ้มตอบรับตามมารยาทของคนทำงาน "ดีแล้วล่ะค่ะที่เตรียมตัวมาพร้อม จะได้ทำงานกันง่ายขึ้น... แต่ก็ไม่ต้องกังวล หรือกดดันตัวเองมากเกินไปนะคะก๊อต ฉากไหนที่มันเป็จุดอันตราย หรือต้องมีการปะทะกันแรงๆ จริงๆ เดี๋ยวพวกฉันจัดการให้สตันต์แมนเข้าไปรับจบให้เองค่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด"
"โธ่ คุณหยกก็... ผมเป็ลูกผู้ชายนะครับ เื่เจ็บตัวแค่นี้สบายมากอยู่แล้ว"
ก๊อตหัวเราะร่วน ขยับตัวเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกก้าวหนึ่ง ั์ตาของนักแสดงหนุ่มทอประกายแพรวพราวอย่างปิดไม่มิด เจตนาของเขานั้นชัดเจนยิ่งกว่าไฟสปอตไลต์ในกองถ่ายเสียอีก ว่าเขากำลัง 'ตามจีบ' ผู้กำกับคิวบู๊สาวมาดเท่คนนี้อยู่
"ว่าแต่..." ก๊อตปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง แฝงไปด้วยความเว้าวอน "วันนี้... หลังจากที่เราถ่ายทำฉากนี้เสร็จ ปิดกล้องของวันแล้ว... คุณหยกพอจะมีเวลาว่าง ไปหาอะไรทานด้วยกันกับผมไหมครับ? ถือซะว่าเป็การเลี้ยงขอบคุณที่คุณหยกคอยช่วยเหลือผมมาตลอดการถ่ายทำไงครับ ร้านอาหารอิตาเลียนหรูๆ เปิดใหม่แถวนี้บรรยากาศดีมากเลยนะครับ"
ทว่า รอยยิ้มทรงเสน่ห์และคำชวนอันแสนหวานนั้น กลับไม่ได้ทำให้หัวใจของหยกเต้นผิดจังหวะเลยแม้แต่นิดเดียว หญิงสาวลุคทอมบอยทำเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งความลังเล
"ขอบใจมากนะก๊อต สำหรับคำชวน..." หยกตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แต่คงต้องเอาไว้วันหลังดีกว่านะ พอดีว่าวันนี้... ฉันมี 'คน' มาด้วยกันน่ะ"
หยกพยักพเยิดหน้าไปทางมุมพักผ่อนที่ธีร์ยืนอยู่
ก๊อตชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลงไปเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะหันขวับไปมองตามทิศทางนั้น
ความจริงแล้ว ั้แ่ตอนที่เดินเข้ามาในเซต ก๊อตก็สังเกตเห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนนี้ยืนอยู่ก่อนแล้ว เขามองประเมินธีร์ั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาของคนที่ถือดี เสื้อแจ็กเก็ตหนังธรรมดาๆ เสื้อยืดสีพื้น กางเกงยีนส์ที่ไม่มีแบรนด์เนมหรูหราประดับอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว รูปร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อนั้นก็ดูหนาเกินกว่าจะเป็นายแบบ หรือนักแสดง ดูยังไงก็เหมือนพวกคนใช้แรงงาน หรือไม่ก็พวกบอดี้การ์ดปลายแถวเสียมากกว่า
ก๊อตมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าไม่ว่าจะมองมุมไหน ประเมินจากฐานะ หน้าตา หรือชื่อเสียงทางสังคม ตัวเขาที่เป็ถึงนักแสดงระดับท็อป ก็ 'เหนือกว่า' ผู้ชายหน้าตายคนนี้อย่างเทียบไม่ติด!
ด้วยความทะนงตัวและอยากจะข่มคู่แข่งให้รู้สถานะ ก๊อตจึงตัดสินใจเดินอาดๆ ตรงเข้าไปหาธีร์ที่ยังคงยืนกอดอกนิ่งอยู่
นักแสดงหนุ่มคลี่ยิ้มกว้างที่ดูเสแสร้ง แววตาแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปตรงหน้าเพื่อทำความรู้จัก พร้อมกับเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด เพื่อให้คนรอบข้างได้ยินกันทั่ว
"สวัสดีครับ! ผมชื่อ 'ก๊อต' นะครับ..." ก๊อตเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ "คุณคงจะ 'รู้จัก' ผมอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ?"
ทว่า ปฏิกิริยาตอบรับที่เขาได้รับ กลับไม่ได้เป็ไปตามที่ดาราหนุ่มคาดหวังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
ธีร์ละสายตาจากการมองดูทีมงาน หันมามองใบหน้าของชายหนุ่มที่เพิ่งจะเดินเข้ามาแนะนำตัว ชายหนุ่มก้มลงมองมือที่ยื่นมาค้างไว้กลางอากาศ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับก๊อต
ั์ตาคมกริบของธีร์ว่างเปล่าและเรียบสนิท ไร้ซึ่งประกายความตื่นเต้น ไร้ซึ่งความประหม่า และที่สำคัญที่สุดคือ... ไร้ซึ่งความ 'รู้จัก' อย่างสิ้นเชิง
ธีร์ทำคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ชายหนุ่มไม่ได้ยื่นมือออกไปจับทักทายตอบ แต่เขากลับหันหน้าไปทางหยกที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะส่งสายตาและทำหน้าตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ราวกับจะถามว่า...
ไอ้หมอนี่... มันคือใครกันครับ?
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนอย่างจริงใจของธีร์ ทำเอาก๊อตที่ยื่นมือค้างอยู่ถึงกับหน้าเสีย อาการอ้าปากค้างและไปไม่เป็ของนักแสดงหนุ่มคนดัง เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบที่จู่ๆ ก็เข้าปกคลุมบริเวณนั้นไปชั่วขณะ!