ทหารเสือราชินี

    บทที่ 3

    ออเบรย์ขยับปากจะพูด แต่ไม่มีเสียงหลุดลอดออกมาจากลำคอ ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ในยามนี้ มันช่างสงัดเสียจนเขาได้ยินเสียงสูดลมหายใจของตนเอง ลมหายใจที่ไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอและออกจะเร็วเกินไปเสียด้วยซ้ำ... หรือว่านั่นคือเสียงหายใจของจัสติน...?หลังจากเวลาผ่านไปนานพอควร จัสตินจึงได้เอากางเขนเก็บกลับไว้ในที่เดิม“ช่างเถอะขอรับ...” เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาในที่สุด “อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้คิดจะหลอกลวงพระเจ้า”“อันที่จริง มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจำเป็นต้องรู้เลย” เขาเอ่ยออกมาด้วยสุ้มเสียงแหบพร่า “ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า...ถึงยังไงฉันก็ได้เลี้ยงดูเจ้ามาอย่างดี ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เจ้าไม่อาจปฏิเสธได้อยู่แล้ว ฉันไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ความรับผิดชอบ เจ้ามีอาหารกินเต็มท้องเสมอ แล้วก็ยังมีหลังคาคุ้มหัวอีกด้วย...”“ใต้เท้าหมายความว่ายังไงที่พูดอย่างนี้หมายความว่ากระผมควรจะต้องขอบคุณที่ใต้เท้าไม่ปล่อยให้กระผมอดตายเช่นนั้นหรือขอรับ? ” หางเสียงนั้นเย้ยหยัน“ถึงยังไงฉันก็ยังได้ให้แก่เจ้ามากยิ่งกว่านั้น” ออเบรย์พูดห้วนๆ “ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เจ้าเองย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้วทั้งสิ้น ฉันส่งเสียให้เจ้าเล่าเรียนจริงไหมล่ะ...แล้วฉันปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือหรือเปล่าเมื่อเจ้าโตพอที่จะทำมาหาเลี้ยงชีวิตด้วยตัวเองได้ ถ้าไม่เป็นเพราะฉัน ลอร์ด ฟิทซ์ อแลน คงไม่รับเจ้าไว้เป็นต้นห้องคนสนิทหรอก... เพราะฉะนั้น เจ้าไม่มีอะไรที่จะมาตำหนิฉันได้เลยนะ จัสติน...ไม่มีเลย”“น่าเสียดายที่แม่ของกระผมไม่อาจพูดอย่างเดียวกับท่านได้”คราวนี้ออเบรย์เม้มริมฝีปากแน่น“มันไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก อีกอย่างหนึ่งแม่ของ เจ้าก็ตายไปตั้งยี่สิบปีแล้ว เพราะฉะนั้น ปล่อยให้จิตวิญญาณของเธอพักผ่อนอย่างสงบจะดีกว่า”ดวงตาของจัสตินเป็นประกายกร้าว ดุดันอย่างที่ออเบรย์ไม่เคยเห็นมาก่อน มันส่อเค้าว่าพายุร้ายกำลังจะเกิดตามมาแล้ว“ความตายของแม่ ทำให้ทุกอย่างมันสะดวกขึ้นยังงั้นใช่ไหมขอรับ...ท่านคงจะผิดหวังมากสินะ ที่กระผมยังอุตส่าห์ลืมตาขึ้นดูโลก นี่ถ้าตายเสียตั้งแต่อยู่ในท้อง ท่านก็ยังสามารถจะฝังความผิดบาปของตัวเองลงไว้ในหลุมพร้อมๆ กันโดยไม่มีใครรับรู้เรื่องราวได้อีกต่อไป จริงไหมล่ะขอรับ? ”มันเป็นคำพูดที่ทำให้ออเบรย์ถึงกับมีใบหน้าถอดสี“มันไม่เป็นความจริงเลยนะ เจ้าพูดจาแบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะจัสติน”“ท่านเรียกร้องหาความยุติธรรมเช่นนั้นหรือขอรับ...? ก็แล้วท่านเคยมอบความยุติธรรมอะไรให้กับแม่ของกระผมบ้าง แม้เธอจะตายไปแล้วก็ตาม...ท่านลืมสิ่งที่เคยพูดกับกระผมไว้ครั้งหนึ่งไปแล้วหรือยังไง...ตอนนั้นกระผมอายุสิบสี่ พยายามรวบรวมความกล้าถามท่าน เพื่อให้ท่านได้เล่าเรื่องแม่ให้กระผมฟังบ้าง และท่านก็ตอบกระผมว่า ผู้หญิงคนไหนก็ตามที่ให้กำเนิดทารกนอกกฎหมายหรือที่ถูกก็คือท้องลูกไม่มีพ่อ คือผู้หญิงที่ชอบมั่วโลกีย์ และยังสั่งกระผมไม่ให้ใช้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องแม่อีกด้วย เพราะแม่ของกระผมเป็นผู้หญิงคนชั่ว”“ที่ฉันพูดเช่นนั้นในตอนนั้นก็เพียงเพราะอยากจะให้แต่สิ่งที่ดีที่สุดแก่เจ้าเท่านั้น”“ดีที่สุดสำหรับท่านน่ะสิ” จัสตินสวนกลับไปทันที และยังสร้างความงุนงงให้กับออเบรย์ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการเดินดิ่งตรงไปยังประตู“จัสติน...เดี๋ยว...”จัสตินชะงักฝีเท้า มือแตะอยู่กับลูกบิดประตู หันมามองออเบรย์ช้าๆ“ยังมีอะไรที่เราจะต้องพูดกันอีกล่ะขอรับ? ”“ยังมีอีกมากทีเดียว” ออเบรย์ยืนยัน “เราจะต้องตัดสินใจกันเสียวันนี้เลย ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง เจ้าคิดจะกลับไปอยู่กับลอร์ด ฟิทซ์ อแลน อีกไหมล่ะ...แต่ฉันคิดว่า มันจะดีกว่านะถ้าฉันจะหางานใหม่ให้เจ้าทำ เจ้าอย่าวิตกไปเลย รับรองว่าการเปลี่ยนงานใหม่นี่จะไม่ทำให้เจ้าต้องสูญเสียอะไรแม้แต่น้อย...เอาอย่างนี้นะ...ฉันจะเขียนจดหมายไปยังวอลเตอร์ เดอ ฟอคอนเบิร์ก ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งลอร์ดออฟไรส์อยู่ที่โฮลเดอเนสส์ในยอร์คไชร์จะขอร้องให้เขารับตัวเจ้าไว้ทำงานด้วย”“ท่านคิดเช่นนั้นจริงๆ น่ะหรือขอรับ? ” ใบหน้าของจัสตินซ่อนอยู่ในเงามืด เนื่องจากเดินเลยรัศมีแห่งแสงเทียนออกไปแล้ว “ยอร์คไชร์มันไกลมากพอสำหรับท่านใช่ไหมล่ะขอรับ...ท่านแน่ใจหรือขอรับว่าไม่อยากส่งตัวกระผมไปอยู่สกอตแลนด์เสียเลย? ”ออเบรย์ถึงอัดลมหายใจ เพื่อระงับอารมณ์ไว้“แดมเนชั่น จัสติน นี่ฉันกำลังพยายามจะช่วยอยู่นะ”“นี่ท่านตาบอดจริงๆ น่ะหรือขอรับ? ” จัสตินย้อนถามด้วยน้ำเสียงแหบห้าว “นี่ท่านมองไม่เห็นเลยหรือขอรับ ว่ากระผมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือของท่าน ต่อให้กระผมกำลังจะจมน้ำตายก็จะไม่มีวันรับเชือกที่ท่านโยนลงไปช่วยชีวิตหรอก”ออเบรย์จ้องหน้าบุตรชายตาค้าง ก่อนจะกล่าวว่า“งั้นก็ตามใจ ถ้าเช่นนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไปฉันก็จะไม่แสดงความเอื้อเฟื้อ ไม่ว่าจะในเรื่องใดต่อเจ้าอีก แต่เจ้าจะต้องให้สัญญามาข้อหนึ่งก่อน ว่าเจ้าจะไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ให้ลอร์ด ฟิทซ์ อแลน รู้อย่างเด็ดขาด”“กระผมไม่เคยคิดที่จะเล่าให้ลอร์ด ฟิทซ์ อแลน ฟังอยู่แล้วละ ว่าท่านคือพ่อที่แท้จริงของกระผม” จัสติน กระชากประตูให้เปิดออก “ถ้าท่านไม่เข้าใจ กระผมก็ขอเติมคำอธิบายไว้ตรงนี้อีกสักนิดเถอะว่า...เพราะท่านไม่ใช่บุคคลที่กระผมภาคภูมิใจมากพอ ถึงขนาดที่กระผมจะต้องเที่ยวเอาไปเล่าให้ใครฟัง”ออเบรย์ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า ได้แต่กำมือและคลายออกสลับกันอยู่อย่างนั้น เขายืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา จับตามองเปลวเทียนที่พริ้วไหวอยู่กับลมแรงที่พัดผ่านมาทางช่องหน้าต่างอย่างกะทันหัน จนเมื่อเวลาผ่านไปเป็นครู่ จึงได้สัมผัสความหนาวเย็นที่ราวกับซึมแทรกเข้าไปในผนังทั้งสี่ด้าน ความหนาวเย็นที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ ราวห้องถูกหล่ออยู่ด้วยน้ำแข็ง ทั้งยังนำมาซึ่งความอ้างว้างว้าเหว่ใจเช่นคืนในเดือนธันวาคม...มันเป็นค่ำคืนแห่งเดือนมกราคมที่อากาศเลวร้ายที่สุด ไม่เพียงแต่จะเย็นเยือกแต่ทั่วทั้งท้องฟ้ายังปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆทึบทะมึน ลมแรงพัดกระโชกปะทะอยู่กับบานหน้าต่าง ขับไล่ผู้คนที่สัญจรอยู่ตามท้องถนนในเมืองวินเชสเตอร์จนหมดสิ้น และผู้คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะนั่งขดตัวอยู่เบื้องหน้าเตาผิงภายในบ้านเรือนของตนแต่สำหรับจัสติน ผู้ไม่มีทั้งเตาผิงทั้งบ้าน จำเป็นต้องแสวงหาความอบอุ่นอยู่ในร้านขายเหล้าชั้นต่ำบนถนนแทนเนอร์ ร้านขายเหล้าที่ตั้งอยู่ในถิ่นคนยากจนที่สุดของตัวเมืองก็ว่าได้ไม่เพียงแต่ในร้านจะหนาวเย็นเท่านั้นแต่ยังตามไฟไว้เพียงสลัวรางอีกด้วย อบอวลอยู่ด้วยกลิ่นสาบเหงื่อ ควันไฟ กลิ่นฉุนเฉียวของท่อนไม้ที่คุไหม้อยู่ในเตาผิง ผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ในร้านขายเหล้าแห่งนี้ ดูเต็มไปด้วยความเหงาหงอยเช่นเดียวกับสภาพบรรยากาศ เจ้าของร้านผู้มีรูปร่างอ้วนใหญ่ ท่าทางเคร่งขรึมไม่มีท่าว่าจะเอาอกเอาใจลูกค้าของตนแม้แต่น้อย เขาจะยกเหล้าที่สั่งมาตั้งให้ตรงหน้าด้วยท่าทางเหมือนคนเหล่านั้นเป็นแขกที่อยู่เกินเวลารับเชิญก็ไม่ปานตรงมุมห้อง คนขี้เมาส่งเสียงเอ็ดตะโร ขณะไขว่คว้าปลุกปล้ำสาวเสิร์ฟ ทั้งยังตะโกนเล่าความสำเร็จในการหลอกขายถุงแป้งที่มอดชอนไชจนพรุนแก่พวกโรคเรื้อนที่โบสถ์เซ้นท์ แมรี่ แม็กดาเลนให้ทุกคนฟังอยู่อึงอลฟากตรงข้ามกับจัสติน คือผู้ชายวัยกลางคน แต่งตัวปอนๆ เรือนผมสีเทาและมีดวงตาหม่นเศร้า ประคองเหยือกใส่เหล้าเอลไว้จนหยดสุดท้าย ใกล้กับเตาผิงมีผู้ชายผิวดำสองคนกำลังเล่นลูกเต๋ากันอยู่ มีผู้หญิงหากินหน้าอกใหญ่คอยเป็นกองเชียร์อยู่ข้างๆนอกนั้นก็มีเพียงตัวจัสตินเอง ที่นั่งหมกมุ่นอยู่กับความโชคร้ายของตนเอง ซึ่งเพียงชั่วข้ามคืนดูจะกระหน่ำเข้าใส่เขาอย่างปราศจากความเมตตาลอร์ด ฟิทซ์ อแลน ไล่เขาออกจากงาน ด้วยความโกรธที่จัสตินไม่ยอมอธิบายให้เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจึงไม่ตรงกลับบ้านภายหลังจากเสร็จธุระที่ชริวสเบอรีแล้ว ตามคำสั่ง อันที่จริงจัสตินก็ไม่ได้เสียอกเสียใจกับเรื่องนี้เท่าไรนัก เพราะถือว่าลอร์ด ฟิทซ์ อแลนนั้น เป็นส่วนหนึ่งแห่งอดีตที่เขาต้องการกำจัดออกไปให้พ้นตัวอยู่แต่ความเจ็บใจมันอยู่ตรงที่ว่า พอท่านบิชชัพรู้เรื่องนี้เข้ากลับคิดว่าการที่จัสตินปิดปากเงียบ เป็นเพราะต้องการรักษาเกียรติของท่านไว้ หารู้ไม่ว่าการที่เขาไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย เป็นเพราะบาดแผลในใจยังสดอยู่ ไม่มีสิ่งใดจะมาบังคับให้จัสตินเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลอร์ด ฟิทซ์ อแลนฟังได้ ว่าเขาได้หลั่งเลือดในหัวใจออกมามากเท่าไร