ตอนที่ 2: เงาทมิฬและชะตาเืกลางหิมะ
มวลอากาศภายในห้องขังแคบคล้ายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น แรงกดดันอันหนักหน่วงและน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านมาจากร่างสูงตระหง่านที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เสิ่นเยว่รู้สึกราวกับมีฝ่ามือที่มองไม่เห็นบีบรัดลำคอจนแทบขาดใจ ร่างกายของนางแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็ศิลา แม้แต่ปลายนิ้วก็ยังสั่นสะท้านจนไม่อาจควบคุม นางทำได้เพียงเบิกตากว้าง จ้องมองเงาดำทะมึนของบุรุษผู้ยืนปิดกั้นแสงสว่างและทางรอดเพียงหนึ่งเดียวเอาไว้
‘เซียวเหยียน เขามาทำสิ่งใดที่นี่’
ตามพล็อตเื่ในหนังสือนิยายที่นางอ่าน บทบาทของอ๋องทมิฬผู้นี้สมควรจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อนางร้ายอย่างเสิ่นเยว่ถูกศาลตัดสินโทษปะาชีวิตไปแล้ว เหตุใดเขาจึงฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเื่ราว มาปรากฏตัวในคืนที่นางเพิ่งจะถูกจับกุมตัวเช่นนี้ การก้าวล่วงเข้ามาของเขาเปรียบเสมือนก้อนหินที่โยนลงไปในสระน้ำ กำลังบิดเบือนเนื้อเื่ที่นางรู้จักให้ผิดเพี้ยนไป และนั่นคือสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าคมดาบใดๆ
ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาจับจ้องทะลุผ่านความมืดมิดมายังร่างของนาง แม้แสงสลัวจะทำให้มองเห็นสีหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เสิ่นเยว่กลับรู้สึกราวกับถูกสายตาคู่นั้นกรีดแทงทะลุเสื้อผ้า เปลื้องเปลือยจนถึงจิติญญา ไร้ซึ่งความลับใดที่จะซุกซ่อนจากแววตาของนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่ออันโอชะได้
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดโรยตัวปกคลุมไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกของบุรุษตรงหน้าจะขยับเปิดออก เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นราวกับลมเหมันต์พัดผ่านโสตประสาท
“สตรีขององค์รัชทายาท”
เพียงประโยคสั้นๆ หากแต่แฝงเร้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งการดูแคลนและหยามเหยียดอย่างไม่คิดจะปิดบัง
เสิ่นเยว่กลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวจนเจ็บร้าว ในสมองประมวลผลอย่างบ้าคลั่งเพื่อเค้นหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด นางตระหนักดีว่าบุรุษเบื้องหน้าเกลียดชัง ‘เสิ่นเยว่’ เข้ากระดูกดำ ไม่ใช่เพียงเพราะภาพลักษณ์ของสตรีโง่งมที่คอยตามหึงหวงและสร้างความวุ่นวายให้แก่องค์รัชทายาท หากแต่รากฐานแห่งความบาดหมางที่แท้จริงคือ ‘ตระกูลเสิ่น’ ซึ่งเป็ขั้วอำนาจทางการเมืองที่คอยงัดข้อและยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขามาโดยตลอด
“หม่อมฉัน ไม่ใช่สตรีของเขา” นางเค้นเสียงตอบแ่เบา พยายามขบกรามแน่นเพื่อควบคุมไม่ให้น้ำเสียงสั่นพร่า
‘บ้าที่สุด! ในสถานการณ์ที่ดาบพาดคอเช่นนี้ จะให้นางหาข้อแก้ตัวใดมาตอบโต้ได้อีก!’
เซียวเหยียนหรี่ดวงตาคมปลาบลงเล็กน้อย แสงจันทร์สีเงินซีดเซียวที่สาดส่องเข้ามาทางช่องหลังคา เผยให้เห็นประกายเยียบเย็นในหน่วยตาคู่นั้นได้รางๆ เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องขังอย่างเชื่องช้า กระนั้นทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นดุดัน ราวกับกำลังเหยียบย่ำลงบนจังหวะการเต้นหัวใจของนาง
กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมกรุ่นอันเป็เอกลักษณ์ประจำกายของเขา โชยระคนมากับกลิ่นอายคาวเืและจิตสังหารที่แผ่ออกมา ทำเอาเส้นขนอ่อนบนร่างของเสิ่นเยว่ลุกชัน
“โอหัง” เขาแค่นเสียงเรียบสนิท ขณะหยุดยืนห่างจากร่างบอบบางเพียงไม่กี่ก้าว “หลักฐานมัดตัวแ่าถึงเพียงนี้ เ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ”
“หม่อมฉันหมายความว่า…หม่อมฉันไม่ใช่สตรีขององค์รัชทายาทเพคะ” นางรีบเอ่ยแย้งเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า การก้มหน้ายอมรับว่าเป็คนของรัชทายาทในยามนี้ มีแต่จะยิ่งสุมไฟแค้นให้เขาชิงชังนางมากขึ้นเป็เท่าทวีคูณ
คิ้วเข้มดุจกระบี่ของเซียวเหยียนเลิกขึ้นเล็กน้อย ร่องรอยแห่งความประหลาดใจพาดผ่านั์ตาเพียงชั่วประกายไฟแลบก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขากวาดสายตาคมกริบสำรวจสตรีตรงหน้าั้แ่เส้นผมจรดปลายเท้าอย่างพิจารณา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาหงส์คู่งาม
ดวงตาคู่นี้ ที่ในอดีตเคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความคลั่งไคล้และลุ่มหลงในตัวองค์รัชทายาทจนดูน่าสมเพช บัดนี้กลับหลงเหลือเพียงความเยือกเย็นและความระแวดระวังที่ซุกซ่อนอยู่ลึกสุดหยั่ง มันคือแววตาของสุนัขจิ้งจอกที่กำลังประเมินทิศทางลมเพื่อหาทางเอาชีวิตรอด มิใช่แววตาของสตรีโง่งมที่กำลังจะเสียสติเพราะความรักอย่างที่เคยเป็
ช่างน่าสนใจ
“เช่นนั้นรึ” เขากล่าวเสียงเรียบเรื่อย หากแต่น้ำเสียงยังคงปราศจากระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ “แต่ไม่ว่าเ้าจะเป็สตรีของสุนัขตัวใด โทษทัณฑ์ของการลอบวางยาเชื้อพระวงศ์ ก็มีเพียงสถานเดียว”
ถ้อยคำเ่าั้ตอกลิ่มลงบนชะตากรรมของนางอย่างเืเย็นที่สุด
สิ้นประโยคนั้น เสิ่นเยว่เผลอกำหมัดแน่นจนปลายเล็บจิกลงบนฝ่ามือจนห้อเื ภาพฉากจบในนิยายที่ถูกบรรยายไว้อย่างวิจิตรบรรจง หากแต่อาบชุ่มไปด้วยเื พลันหวนกลับมาหลอกหลอนกระชากิญญาของนางอีกครั้ง
ในวันนั้น ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้มสีทะมึน ลมเหมันต์พัดกระโชกแรง หิมะตกหนักโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายจนทั่วทั้งแผ่นดินต้าฉู่ขาวโพลนราวกับภาพวาดสีหมึก ร่างของเสิ่นเยว่ในชุดนักโทษสีขาวซอมซ่อถูกลากถูลู่ถูกังออกมายังลานปะาศิลาแลงกลางจัตุรัสเมืองหลวง สายตาของผู้คนนับหมื่นที่ล้อมรอบต่างจับจ้องมาที่นางด้วยแววตาสมเพชเวทนา ระคนเกลียดชัง
นางกรีดร้องโวยวายจนคอโป่งพอง น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลอาบแก้ม อ้อนวอนขอความเมตตาจากองค์รัชทายาทผู้เป็ที่รักสุดหัวใจ หวังเพียงให้เขาช่วยเหลือนางสักครั้ง หากแต่บุรุษสูงศักดิ์ผู้นั้นกลับยืนตระหง่านอยู่บนแท่นสูง ไม่แม้แต่จะปรายตาลงมามองสตรีที่ยอมทำลายทุกสิ่งเพื่อเขา
และในเสี้ยววินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง เซียวเหยียนก็ปรากฏตัวขึ้น
เขาสวมชุดเกราะสีนิลสนิท เดินฝ่าพายุหิมะเข้ามาอย่างองอาจดุจเทพแห่งความตาย ในมือแกร่งกำด้ามกระบี่ยาวที่สะท้อนประกายแสงสีเงินเยียบเย็น เขาไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดแม้แต่ครึ่งคำ ทำเพียงก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง สายตาทอดมองลงมาราวกับมองมดปลวกไร้ค่า จากนั้น… ท่อนแขนแกร่งก็ตวัดกระบี่ในมือลงมาอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด
ความเย็นเฉียบแล่นผ่านลำคอ ก่อนที่โลกทั้งใบจะหมุนเคว้ง ศีรษะของนางหลุดกระเด็นออกจากบ่า โลหิตอุ่นจัดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ สาดกระเซ็นย้อมหิมะขาวบริสุทธิ์ให้กลายเป็สีแดงเถือก เป็การปิดฉากชีวิตของสตรีร้ายกาจอย่างสมบูรณ์แบบ...
ความทรงจำจากตัวอักษรเ่าั้ฉายชัดในห้วงสมองราวกับนางเพิ่งถูกบั่นคอมาด้วยตนเอง ลมหายใจของเสิ่นเยว่ติดขัดและหอบสะท้านขึ้นมาในทันที นางไม่อยากตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด นางจะไม่มีวันยอมทอดร่างไร้หัวให้หิมะกลบฝังเช่นนั้นเด็ดขาด!
นางสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด บังคับตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษมัจจุราชตรงๆ แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด
“หากหม่อมฉันสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองเป็ผู้บริสุทธิ์เล่าเพคะ”
“เ้ามีปัญญาทำเช่นนั้นหรือ” เขาเลิกคิ้วถามกลับ มุมปากกระตุกเป็รอยยิ้มหยันที่มองแทบไม่เห็น
“นั่นย่อมเป็เื่ของหม่อมฉัน” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เอ่ยตอบอย่างไม่ยอมจำนน “แต่ในเมื่อยังไม่มีการเปิดศาลไต่สวน ยังไม่มีราชโองการตัดสินความผิดชี้ขาดจากเบื้องบน การที่ติ้งอ๋องผู้สูงศักดิ์ลอบเสด็จมาเยือนเรือนคุมขังของสกุลเสิ่นในยามวิกาลเช่นนี้ หากเื่ราวแพร่งพรายออกไปให้ผู้คนล่วงรู้ เกรงว่า…อาจจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามของพระองค์ได้นะเพคะ”
นางกำลังข่มขู่เขา! เสิ่นเยว่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ หากแต่เมื่อถูกต้อนจนตรอก สัญชาตญาณดิบก็กรีดร้องสั่งให้นางต้องสู้ยิบตา
เซียวเหยียนนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ดวงตาสีนิลของเขาหรี่แคบลงจนฉายแววอันตราย บรรยากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนแทบกลายเป็น้ำแข็ง เขายกมือขวาขึ้นมาเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า
ก้อนเนื้อในอกของเสิ่นเยว่แทบจะหยุดเต้น นางหลับตาปี๋ เตรียมรับความเ็ปจากการถูกบีบคอหรือทำร้ายร่างกาย!
กระนั้น…สิ่งที่ััลงบนผิวแก้มกลับไม่ใช่ความรุนแรง ปลายนิ้วสากที่เย็นเฉียบราวกับหยกน้ำแข็งของเขา ทำเพียงแค่ปัดไล้เศษฝุ่นผงที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพวงแก้มของนางออกให้อย่างแ่เบา ััเพียงผิวเผินนั้นกลับรุนแรงดุจกระแสอสนีบาตที่ฟาดฟันลงกลางร่าง ทำเอานางสะดุ้งสะท้านไปทั้งตัว
“ปากดี”
เขาเอ่ยเพียงคำเดียวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะลดมือลงและหมุนตัวหันหลังกลับ ก้าวเดินออกจากห้องขังไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่ปรายตามองนางอีกเลย
เสิ่นเยว่ยืนแข็งทื่อเป็รูปปั้นหิน ทอดสายตามองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืดมิดยามราตรี กระทั่งเสียงโซ่ตรวนและสลักกลอนประตูดังกระทบกันอีกครั้ง ร่างที่เคยหยัดยืนอย่างเย่อหยิ่งก็คล้ายกับถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดสิ้น นางทรุดฮวบลงนั่งกองกับพื้นแข็งกระด้างอย่างหมดสภาพ เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมจนชื้นเต็มแผ่นหลังและหน้าผาก
‘รอดแล้ว…อย่างน้อยนางก็ยังมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งคืน’
ถึงกระนั้น ประโยคสุดท้ายที่หลุดออกจากปากของเขายังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ‘โทษทัณฑ์ของการลอบวางยาเชื้อพระวงศ์มีเพียงสถานเดียว’
เขากำลังส่งคำเตือน ไม่ว่านางจะดิ้นรนตะเกียกตะกายสักเพียงใด จุดจบของเส้นทางนี้ก็ยังคงเป็ความตายที่ไม่อาจหลีกหนี
ไม่ได้! ข้าจะไม่มีวันยอมก้มหัวรับชะตากรรมบัดซบเช่นนั้น!
เสิ่นเยว่กัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเืจางๆ ดวงตาหงส์ฉายแววดุดันและเด็ดเดี่ยว การฝากความหวังไว้กับการต่อสู้คดีในศาลหลวงนั้นเป็เื่ที่เสี่ยงเกินไป นางไร้ซึ่งความทรงจำที่แน่ชัดว่าใครคือผู้อยู่เื้ัการจัดฉากใส่ร้ายนี้อย่างแท้จริง อีกทั้งอำนาจของบิดาผู้เป็เสนาบดีสกุลเสิ่นในยามนี้ ก็สั่นคลอนง่อนแง่นราวกับไม้ใกล้ฝั่ง
หนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือการหนี!
นางต้องหนีออกจากเมืองหลวงอันโสมมแห่งนี้ให้รวดเร็วที่สุด หลบหนีไปให้ไกลแสนไกลจากวังวนความขัดแย้ง ไกลจากเซียวจิ่น ไกลจากไป๋ลั่วอิง และที่สำคัญที่สุด ต้องหนีให้พ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชอย่างเซียวเหยียน!
สตรีบอบบางพยุงร่างลุกขึ้นยืนอีกครั้ง นางเริ่มเดินสำรวจห้องขังซอมซ่อนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกตารางนิ้วเพื่อเสาะหาช่องทางหลบหนี หน้าต่างไม้บานเล็กบนกำแพงฝั่งทิศตะวันตกถูกแผ่นกระดานตอกปิดตายเอาไว้ แต่เมื่อสังเกตดูให้ดี เนื้อไม้บางส่วนก็เริ่มผุกร่อนตามกาลเวลา
“รอให้แสงแรกของวันใหม่มาเยือนก่อนเถิด ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ”
นางกระซิบสัญญากับตนเองแ่เบาพลางกำหมัดแน่นชูขึ้น อนาคตที่นางจะต้องคุกเข่ารอรับคมดาบให้หัวหลุดจากบ่ากลางหิมะ นางจะใช้สองมือนี้ฉีกกระชากมันทิ้ง และไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด!