ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 78 ใบอ่อนเขียวมรกตและร้านเหล้าเล็กๆ

            เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของชั้นปีที่หนึ่งโดยปกตินักศึกษาของสุ่ยมู่จะต้องเดินทางไปยังเขตทุ่งร้างเพื่อทำภารกิจล่าสัตว์

            ทางมหาวิทยาลัยตั้งใจปล่อยภารกิจที่ให้คะแนนสะสมสูงปรี๊ดออกมาเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาออกไปเผชิญประสบการณ์จริงในสนามรบให้มากขึ้น

            การเอาแต่หมกตัวฝึกฝนอยู่คนเดียวหรือต่อให้เอาชนะด่านในหอพิชิตดาวได้ ก็เป็นได้แค่พวกเก่งทฤษฎีทว่าไร้ประสบการณ์มีเพียงการผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างไม่หยุดหย่อนเท่านั้นจึงจะสามารถหลอมรวมพลังเลือดทั้งหมดให้ผสานเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างแท้จริง

            ด้วยเหตุนี้บรรยากาศบนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่เขตทุ่งร้างจึงดูเหมือนทุกคนจะคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดีแถมยังดูสงบนิ่งกันจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ

            บางคนกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการบุกเบิกแดนเร้นลับบางคนกำลังเช็กราคาประมูลสมุนไพรวิญญาณระดับสูงจากบริษัทประมูลยักษ์ใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในขณะที่บางคนก็หลับตาพักผ่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหลับจริงหรือแกล้งหลับกันแน่

            หลังจากขึ้นรถไฟมาแม้ในใจไป๋ฉางเซิงจะแอบเสียดาย แต่เขาก็จำต้องเอ่ยลาซวนหนีหยกทมิฬเพราะหลังจากนี้เขาต้องตามเจียงจืออวี๋เข้าไปในแดนเร้นลับการจะมัวเนียนอาศัยอยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนต่อไปคงดูไม่ค่อยเข้าทีนัก

            ทว่าก่อนจะจากมาไป๋ฉางเซิงก็ไม่ลืมที่จะขอแบ่ง ‘ยาเลือดพยัคฆ์’จากลูกพี่ใหญ่มาหนึ่งเม็ดเพื่อกินจนอิ่มแปล้

            จากนั้นเขาจึงค่อยๆ เลื้อยผ่านตู้ขบวนรถไฟอย่างเชื่องช้าแกะรอยตามกลิ่นอายวิญญาณมาจนพบเจียงจืออวี๋

            “ค่าพลังเลือดของเสี่ยวไป๋เพิ่มขึ้นไวมากเลยนะเนี่ยขนาดตัวก็โตขึ้นตั้งเยอะ แถมเขาสองข้างบนหัวนี่... เป็นเขามังกรใช่ไหม?”

            เจียงจืออวี๋เม้มปากเล็กน้อยพลางส่งเสียงรับในลำคอ

            “คณบดีเฉียนแห่งคณะควบคุมสัตว์อสูรมอบวาสนาให้เสี่ยวไป๋น่ะค่ะทำให้เขาได้รับเลือดมังกรเพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่ง”

            เจียงจืออวี๋ไม่สะดวกที่จะลงรายละเอียดมากนักแต่ซินซวงเองก็ดูไม่มีเจตนาจะซักไซ้ไล่เลียงต่อเช่นกัน จากการที่ได้รู้จักกันมาเธอรู้ดีว่าซินซวงเป็นคนที่มีความเกรงใจและรู้ขอบเขตเป็นอย่างดี

            “ความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดระดับนี้ เกรงว่าไม่เกินครึ่งเดือนค่าพลังเลือดของเสี่ยวไป๋คงแซงหน้าฉันกับจางสิงไปแล้วล่ะมั้ง ยังจำได้รางๆเลยว่าตอนเจอกันครั้งแรก พลังเลือดของเสี่ยวไป๋ยังดูอ่อนแออยู่เลย”

            พอพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่จางสิงก็ยังอดแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมาไม่ได้

            มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าไป๋ฉางเซิงเติบโตมายังไงกันแน่ใช้เวลาเพียงสองสามเดือนกลับไล่กวดการฝึกฝนอย่างหนักตลอดหนึ่งปีเต็มของเขากับซินซวงได้ทันเสียแล้ว

            อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นถึงนักศึกษาของสุ่ยมู่ เป็นยอดอัจฉริยะในหมู่คนนับหมื่นยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของพวกเขาทั้งสองต่อให้อยู่ในสุ่ยมู่ก็ไม่ได้ถือว่าด้อยเลยแม้แต่น้อยแต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงกลับมีความรู้สึกท้อแท้ผุดขึ้นมาในใจว่า ‘เอาของไปเทียบของมีแต่จะต้องทิ้งเอาคนไปเทียบคนมีแต่จะช้ำใจตาย’ เสียอย่างนั้น

            “รุ่นพี่ซิน รุ่นพี่จาง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”

            ตั้งแต่ออกเดินทางจากสุ่ยมู่ปกติไป๋ฉางเซิงจะเอาแต่หมกตัวอยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนไม่ค่อยโผล่หน้าออกมา จึงย่อมไม่มีโอกาสได้พบกับซินซวงและจางสิง

            ทว่าเสียงทักทายนี้กลับทำเอาซินซวงและจางสิงถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง

            “เสี่ยวไป๋ นายพูดได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”

            การที่สัตว์อสูรจะเอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่นั่นมันเป็นเรื่องหลังจากที่บรรลุถึงระดับราชาอสูรและจำแลงกายได้แล้วไม่ใช่หรือไงแล้วตอนนี้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงมีอยู่เท่าไหร่กันเชียว?แม้แต่ระดับแม่ทัพอสูรยังไปไม่ถึงด้วยซ้ำ

            “ค่ะ คณบดีเฉียนสอนทักษะวิญญาณให้เขาบทหนึ่งการที่เสี่ยวไป๋พูดภาษามนุษย์ได้ ถือเป็นผลพลอยได้จากทักษะนี้ค่ะ”

            เจียงจืออวี๋อธิบายสั้นๆโดยไม่ได้ขยายความชัดเจนว่าเป็นทักษะอะไร หรือมีผลลัพธ์หลักอย่างไรแน่

            แต่เรื่องพวกนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไปความสนใจของทั้งคู่ถูกไป๋ฉางเซิงดึงดูดไปจนหมดสิ้นเห็นได้ชัดว่าการได้พูดคุยสนทนากับสัตว์อสูรสร้างความแปลกใหม่ให้กับพวกเขาอย่างมาก

            พวกเขาพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อยเวลาหลายชั่วโมงผ่านไปเพียงชั่วพริบตาจนกระทั่งรถไฟเคลื่อนขบวนเข้าจอดเทียบท่าที่สถานีทุกคนจึงลุกขึ้นเก็บข้าวของของตนเอง

            “เมืองผู้ฝึกยุทธ์แห่งนี้คือเมืองหมายเลข 033 ฉันเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง”

            “แถวๆ เมืองนี้มีเหล้าวิญญาณเลื่องชื่อที่บ่มจาก ‘ใบอ่อนเขียวมรกต’นานๆ ดื่มสักแก้วจะช่วยชะล้างพลังเลือดที่อุดตันได้มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนไม่น้อยเลยล่ะ เดี๋ยวพอจัดแจงเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วฉันจะเลี้ยงพวกเธอเองสักแก้วนะ” จางสิงสะพายกระเป๋าเฉียงไว้บนไหล่พลางชี้มือไปยังบรรดาโรงเตี๊ยมที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านนอกสถานี แล้วเสริมต่อว่า“ดูแค่จำนวนร้านเหล้าพวกนี้ก็รู้แล้วว่าใบอ่อนเขียวมรกตเป็นที่นิยมแค่ไหนถ้าไม่ได้ลองชิมต้องเสียใจแน่นอน”

            ประโยคนี้เขาตั้งใจพูดกับซินซวงโดยเฉพาะ

            เจตนาของเขานั้นเรียกได้ว่า‘ความตั้งใจไม่ได้อยู่ที่รสสุรา’ อย่างเห็นได้ชัดความในใจของจางสิงนั้นต่อให้เป็นไป๋ฉางเซิงที่ซ่อนตัวอยู่ในถุงกักวิญญาณก็ยังดูออก

            ทว่าซินซวงกลับหันไปมองเจียงจืออวี๋แทน

            “อยากลองชิมดูหน่อยไหม?”

            เดิมทีเจียงจืออวี๋คิดจะปฏิเสธเพราะพรุ่งนี้เช้าพวกเขาต้องเข้าแดนเร้นลับแล้วคืนนี้จึงควรพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในจุดสูงสุดเสียก่อนแต่เพราะพวกเขาออกเดินทางกันมาตั้งแต่หัววันตอนนี้จึงยังพอมีเวลาเหลืออีกไม่น้อยก่อนจะค่ำ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นเธอจึงพยักหน้าตอบตกลง

            “งั้นกลับไปพักผ่อนสักครู่ เปลี่ยนเสื้อผ้ายืดเส้นยืดสายสักหน่อยแล้วเดี๋ยวค่อยส่งข้อความมาหาฉันนะ”

            ซินซวงโบกมือลาพลางรับกระเป๋าจากไหล่ของจางสิงมาถือไว้ แล้วลากเจียงจืออวี๋ไปลงทะเบียนเข้าที่พัก

            เหล่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกมือใหม่ที่เพิ่งเคยมาเขตทุ่งร้างเป็นครั้งแรกเรื่องพื้นฐานอย่างที่พัก ทางมหาวิทยาลัยจึงปล่อยให้จัดการกันเอง

            หลังจากเปิดห้องพักไว้สองห้องเจียงจืออวี๋ก็วางถุงกักวิญญาณทิ้งไว้ด้านนอก แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปไม่นานนักก็มีเสียงน้ำไหลซู่ซ่าดังออกมา ผ่านไปสิบกว่านาทีเจียงจืออวี๋ก็เดินออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว

            เส้นผมของเธอยังชื้นอยู่เล็กน้อยแต่เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป่าให้แห้ง หญิงสาวเดินเท้าเปล่าไปที่เตียงเอนหลังพิงพนักเตียงแล้วเริ่มเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์หาข้อมูลอะไรบางอย่าง

            ว่ากันตามตรงตั้งแต่เริ่มพูดภาษามนุษย์ได้ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกว่าสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ในตัวเขามันเริ่มพรั่งพรูออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

            อย่างน้อยที่สุดก็ในวินาทีนี้...ที่ได้เห็นเจียงจืออวี๋ในสภาพเพิ่งอาบน้ำเสร็จเขาก็รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพราะฉะนั้นในตอนนี้มันจึงเด่นชัดและสมจริงอย่างยิ่ง

            และเจียงจืออวี๋ก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเธอเอียงคอหันมามองที่ถุงกักวิญญาณแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแล้วหันกลับไปสนใจหน้าจอโทรศัพท์ต่อ

            เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมงจนกระทั่งอากาศเริ่มเย็นสบายขึ้น ซินซวงจึงเดินมาเคาะประตูห้องของเจียงจืออวี๋

            ทั้งสามคนพร้อมด้วยไป๋ฉางเซิงที่นอนนิ่งอยู่ในถุงกักวิญญาณเดินออกจากประตูโรงแรมมุ่งหน้าไปตามทางอีกไม่กี่ร้อยเมตรจากนั้นจึงมองหาร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ

            มันเป็นร้านสไตล์โบราณแถมยังมีระเบียงไม้ยื่นออกไปรับลมริมแม่น้ำ ทัศนียภาพจัดว่าสวยงามน่านั่งทีเดียว

            “เถ้าแก่ ขอเหล้าใบอ่อนเขียวมรกตสูตรเด็ดของที่นี่กาหนึ่งแล้วก็กับแกล้มอีกนิดหน่อยนะครับ”

            เพียงไม่กี่นาทีต่อมาพนักงานเสิร์ฟก็นำขวดกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตขนาดประมาณหนึ่งลิตรมาเสิร์ฟพร้อมกับอาหารกับแกล้มจานเล็กอีกหกอย่าง

            ไม่รู้เหมือนกันว่าดีกรีของเหล้าใบอ่อนเขียวมรกตนี้จะแรงแค่ไหนแต่ด้วยระดับพลังเลือดที่พวกเขามี ความต้านทานต่อแอลกอฮอล์ย่อมพุ่งสูงปรี๊ดดื่มแบ่งกันสามคนยังไงก็ไม่มีทางเมามายแน่นอน

            และเมื่อจุกขวดถูกเปิดออกกลิ่นหอมสดชื่นก็พลันพวยพุ่งออกมาเตะจมูก

            น้ำเหล้าที่รินออกมานั้นใสแจ๋วต่างจากเหล้าขาวทั่วไปตรงที่เหล้าใบอ่อนเขียวมรกตนี้ไม่มีกลิ่นฉุนรุนแรงบาดจมูกยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลองจิบเข้าไปคำหนึ่ง ยังทิ้งรสหวานปะแล่มๆไว้ที่ปลายลิ้นอีกด้วย

            “น้ำเหล้าหอมสดชื่นหวานชุ่มคอพอตกถึงท้องก็เหมือนมีกระแสความร้อนกำลังชะล้างเส้นสายวิญญาณอยู่อย่างต่อเนื่องเลย”

            “ได้นั่งอยู่ในตึกโบราณ ริมแม่น้ำแบบนี้ แถมยังมีลมพัดเอื่อยๆ อีก...ความรู้สึกนี้มันช่างรื่นรมย์จริงๆ”

            “ถ้าวันหลังฉันเริ่มเบื่อการฝึกฝน หรือสู้รบปรบมือไม่ไหวแล้ว ฉันจะมาที่นี่แล้วเปิดร้านเหล้าเล็กๆ สักร้าน” ซินซวงพูดพลางหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อรับลม

            “งั้นวันหลัง ผมจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณเปิดร้านเหล้าที่นี่เอง”

            “ถึงตอนนั้นผมจะรับหน้าที่หมักเหล้าให้คุณเอง”

            จางสิงรีบพูดแทรกขึ้นมาทันควันแต่สิ่งที่ได้รับตอบกลับมามีเพียงสายตาเรียบเฉยที่ซินซวงปรายตามองมาแวบหนึ่งเท่านั้น

            จางสิงเกาหัวแกรกๆแก้เก้อ ก่อนจะรินเหล้าอีกแก้วแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเจียงจืออวี๋

            “รุ่นน้องเจียง ลองชิมดูสิ”

            เจียงจืออวี๋พยักหน้าขอบคุณจากนั้นจึงยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเบาๆ

            “ไม่มีที่นั่งงั้นเหรอ? พวกเราอุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลเพื่อจะมาชิมเหล้าใบอ่อนเขียวมรกตสักคำแต่แกกลับมาบอกว่าโต๊ะเต็มเนี่ยนะ?!”

            “ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าบรรยากาศร้านแกดี พวกเราไม่เหยียบเข้ามาหรอกเว้ย!”

            “รีบหาทางเข้าสิ จะไล่โต๊ะไหนออกหรือทำยังไงก็ได้แต่ไปหาที่นั่งมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้!”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน