เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของชั้นปีที่หนึ่งโดยปกตินักศึกษาของสุ่ยมู่จะต้องเดินทางไปยังเขตทุ่งร้างเพื่อทำภารกิจล่าสัตว์
ทางมหาวิทยาลัยตั้งใจปล่อยภารกิจที่ให้คะแนนสะสมสูงปรี๊ดออกมาเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาออกไปเผชิญประสบการณ์จริงในสนามรบให้มากขึ้น
การเอาแต่หมกตัวฝึกฝนอยู่คนเดียวหรือต่อให้เอาชนะด่านในหอพิชิตดาวได้ ก็เป็นได้แค่พวกเก่งทฤษฎีทว่าไร้ประสบการณ์มีเพียงการผ่านการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างไม่หยุดหย่อนเท่านั้นจึงจะสามารถหลอมรวมพลังเลือดทั้งหมดให้ผสานเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้บรรยากาศบนรถไฟที่มุ่งหน้าสู่เขตทุ่งร้างจึงดูเหมือนทุกคนจะคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดีแถมยังดูสงบนิ่งกันจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ
บางคนกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการบุกเบิกแดนเร้นลับบางคนกำลังเช็กราคาประมูลสมุนไพรวิญญาณระดับสูงจากบริษัทประมูลยักษ์ใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในขณะที่บางคนก็หลับตาพักผ่อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าหลับจริงหรือแกล้งหลับกันแน่
หลังจากขึ้นรถไฟมาแม้ในใจไป๋ฉางเซิงจะแอบเสียดาย แต่เขาก็จำต้องเอ่ยลาซวนหนีหยกทมิฬเพราะหลังจากนี้เขาต้องตามเจียงจืออวี๋เข้าไปในแดนเร้นลับการจะมัวเนียนอาศัยอยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนต่อไปคงดูไม่ค่อยเข้าทีนัก
ทว่าก่อนจะจากมาไป๋ฉางเซิงก็ไม่ลืมที่จะขอแบ่ง ‘ยาเลือดพยัคฆ์’จากลูกพี่ใหญ่มาหนึ่งเม็ดเพื่อกินจนอิ่มแปล้
จากนั้นเขาจึงค่อยๆ เลื้อยผ่านตู้ขบวนรถไฟอย่างเชื่องช้าแกะรอยตามกลิ่นอายวิญญาณมาจนพบเจียงจืออวี๋
“ค่าพลังเลือดของเสี่ยวไป๋เพิ่มขึ้นไวมากเลยนะเนี่ยขนาดตัวก็โตขึ้นตั้งเยอะ แถมเขาสองข้างบนหัวนี่... เป็นเขามังกรใช่ไหม?”
เจียงจืออวี๋เม้มปากเล็กน้อยพลางส่งเสียงรับในลำคอ
“คณบดีเฉียนแห่งคณะควบคุมสัตว์อสูรมอบวาสนาให้เสี่ยวไป๋น่ะค่ะทำให้เขาได้รับเลือดมังกรเพิ่มขึ้นมาส่วนหนึ่ง”
เจียงจืออวี๋ไม่สะดวกที่จะลงรายละเอียดมากนักแต่ซินซวงเองก็ดูไม่มีเจตนาจะซักไซ้ไล่เลียงต่อเช่นกัน จากการที่ได้รู้จักกันมาเธอรู้ดีว่าซินซวงเป็นคนที่มีความเกรงใจและรู้ขอบเขตเป็นอย่างดี
“ความเร็วในการเพิ่มพลังเลือดระดับนี้ เกรงว่าไม่เกินครึ่งเดือนค่าพลังเลือดของเสี่ยวไป๋คงแซงหน้าฉันกับจางสิงไปแล้วล่ะมั้ง ยังจำได้รางๆเลยว่าตอนเจอกันครั้งแรก พลังเลือดของเสี่ยวไป๋ยังดูอ่อนแออยู่เลย”
พอพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่จางสิงก็ยังอดแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมาไม่ได้
มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าไป๋ฉางเซิงเติบโตมายังไงกันแน่ใช้เวลาเพียงสองสามเดือนกลับไล่กวดการฝึกฝนอย่างหนักตลอดหนึ่งปีเต็มของเขากับซินซวงได้ทันเสียแล้ว
อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นถึงนักศึกษาของสุ่ยมู่ เป็นยอดอัจฉริยะในหมู่คนนับหมื่นยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของพวกเขาทั้งสองต่อให้อยู่ในสุ่ยมู่ก็ไม่ได้ถือว่าด้อยเลยแม้แต่น้อยแต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงกลับมีความรู้สึกท้อแท้ผุดขึ้นมาในใจว่า ‘เอาของไปเทียบของมีแต่จะต้องทิ้งเอาคนไปเทียบคนมีแต่จะช้ำใจตาย’ เสียอย่างนั้น
“รุ่นพี่ซิน รุ่นพี่จาง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
ตั้งแต่ออกเดินทางจากสุ่ยมู่ปกติไป๋ฉางเซิงจะเอาแต่หมกตัวอยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนไม่ค่อยโผล่หน้าออกมา จึงย่อมไม่มีโอกาสได้พบกับซินซวงและจางสิง
ทว่าเสียงทักทายนี้กลับทำเอาซินซวงและจางสิงถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
“เสี่ยวไป๋ นายพูดได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
การที่สัตว์อสูรจะเอ่ยปากพูดภาษามนุษย์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่นั่นมันเป็นเรื่องหลังจากที่บรรลุถึงระดับราชาอสูรและจำแลงกายได้แล้วไม่ใช่หรือไงแล้วตอนนี้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงมีอยู่เท่าไหร่กันเชียว?แม้แต่ระดับแม่ทัพอสูรยังไปไม่ถึงด้วยซ้ำ
“ค่ะ คณบดีเฉียนสอนทักษะวิญญาณให้เขาบทหนึ่งการที่เสี่ยวไป๋พูดภาษามนุษย์ได้ ถือเป็นผลพลอยได้จากทักษะนี้ค่ะ”
เจียงจืออวี๋อธิบายสั้นๆโดยไม่ได้ขยายความชัดเจนว่าเป็นทักษะอะไร หรือมีผลลัพธ์หลักอย่างไรแน่
แต่เรื่องพวกนั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไปความสนใจของทั้งคู่ถูกไป๋ฉางเซิงดึงดูดไปจนหมดสิ้นเห็นได้ชัดว่าการได้พูดคุยสนทนากับสัตว์อสูรสร้างความแปลกใหม่ให้กับพวกเขาอย่างมาก
พวกเขาพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยเปื่อยเวลาหลายชั่วโมงผ่านไปเพียงชั่วพริบตาจนกระทั่งรถไฟเคลื่อนขบวนเข้าจอดเทียบท่าที่สถานีทุกคนจึงลุกขึ้นเก็บข้าวของของตนเอง
“เมืองผู้ฝึกยุทธ์แห่งนี้คือเมืองหมายเลข 033 ฉันเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง”
“แถวๆ เมืองนี้มีเหล้าวิญญาณเลื่องชื่อที่บ่มจาก ‘ใบอ่อนเขียวมรกต’นานๆ ดื่มสักแก้วจะช่วยชะล้างพลังเลือดที่อุดตันได้มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนไม่น้อยเลยล่ะ เดี๋ยวพอจัดแจงเรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วฉันจะเลี้ยงพวกเธอเองสักแก้วนะ” จางสิงสะพายกระเป๋าเฉียงไว้บนไหล่พลางชี้มือไปยังบรรดาโรงเตี๊ยมที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านนอกสถานี แล้วเสริมต่อว่า“ดูแค่จำนวนร้านเหล้าพวกนี้ก็รู้แล้วว่าใบอ่อนเขียวมรกตเป็นที่นิยมแค่ไหนถ้าไม่ได้ลองชิมต้องเสียใจแน่นอน”
ประโยคนี้เขาตั้งใจพูดกับซินซวงโดยเฉพาะ
เจตนาของเขานั้นเรียกได้ว่า‘ความตั้งใจไม่ได้อยู่ที่รสสุรา’ อย่างเห็นได้ชัดความในใจของจางสิงนั้นต่อให้เป็นไป๋ฉางเซิงที่ซ่อนตัวอยู่ในถุงกักวิญญาณก็ยังดูออก
ทว่าซินซวงกลับหันไปมองเจียงจืออวี๋แทน
“อยากลองชิมดูหน่อยไหม?”
เดิมทีเจียงจืออวี๋คิดจะปฏิเสธเพราะพรุ่งนี้เช้าพวกเขาต้องเข้าแดนเร้นลับแล้วคืนนี้จึงควรพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อปรับสภาพร่างกายให้อยู่ในจุดสูงสุดเสียก่อนแต่เพราะพวกเขาออกเดินทางกันมาตั้งแต่หัววันตอนนี้จึงยังพอมีเวลาเหลืออีกไม่น้อยก่อนจะค่ำ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้นเธอจึงพยักหน้าตอบตกลง
“งั้นกลับไปพักผ่อนสักครู่ เปลี่ยนเสื้อผ้ายืดเส้นยืดสายสักหน่อยแล้วเดี๋ยวค่อยส่งข้อความมาหาฉันนะ”
ซินซวงโบกมือลาพลางรับกระเป๋าจากไหล่ของจางสิงมาถือไว้ แล้วลากเจียงจืออวี๋ไปลงทะเบียนเข้าที่พัก
เหล่านักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกมือใหม่ที่เพิ่งเคยมาเขตทุ่งร้างเป็นครั้งแรกเรื่องพื้นฐานอย่างที่พัก ทางมหาวิทยาลัยจึงปล่อยให้จัดการกันเอง
หลังจากเปิดห้องพักไว้สองห้องเจียงจืออวี๋ก็วางถุงกักวิญญาณทิ้งไว้ด้านนอก แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปไม่นานนักก็มีเสียงน้ำไหลซู่ซ่าดังออกมา ผ่านไปสิบกว่านาทีเจียงจืออวี๋ก็เดินออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว
เส้นผมของเธอยังชื้นอยู่เล็กน้อยแต่เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป่าให้แห้ง หญิงสาวเดินเท้าเปล่าไปที่เตียงเอนหลังพิงพนักเตียงแล้วเริ่มเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์หาข้อมูลอะไรบางอย่าง
ว่ากันตามตรงตั้งแต่เริ่มพูดภาษามนุษย์ได้ไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกว่าสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ในตัวเขามันเริ่มพรั่งพรูออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างน้อยที่สุดก็ในวินาทีนี้...ที่ได้เห็นเจียงจืออวี๋ในสภาพเพิ่งอาบน้ำเสร็จเขาก็รู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพราะฉะนั้นในตอนนี้มันจึงเด่นชัดและสมจริงอย่างยิ่ง
และเจียงจืออวี๋ก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเธอเอียงคอหันมามองที่ถุงกักวิญญาณแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแล้วหันกลับไปสนใจหน้าจอโทรศัพท์ต่อ
เวลาล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมงจนกระทั่งอากาศเริ่มเย็นสบายขึ้น ซินซวงจึงเดินมาเคาะประตูห้องของเจียงจืออวี๋
ทั้งสามคนพร้อมด้วยไป๋ฉางเซิงที่นอนนิ่งอยู่ในถุงกักวิญญาณเดินออกจากประตูโรงแรมมุ่งหน้าไปตามทางอีกไม่กี่ร้อยเมตรจากนั้นจึงมองหาร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
มันเป็นร้านสไตล์โบราณแถมยังมีระเบียงไม้ยื่นออกไปรับลมริมแม่น้ำ ทัศนียภาพจัดว่าสวยงามน่านั่งทีเดียว
“เถ้าแก่ ขอเหล้าใบอ่อนเขียวมรกตสูตรเด็ดของที่นี่กาหนึ่งแล้วก็กับแกล้มอีกนิดหน่อยนะครับ”
เพียงไม่กี่นาทีต่อมาพนักงานเสิร์ฟก็นำขวดกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตขนาดประมาณหนึ่งลิตรมาเสิร์ฟพร้อมกับอาหารกับแกล้มจานเล็กอีกหกอย่าง
ไม่รู้เหมือนกันว่าดีกรีของเหล้าใบอ่อนเขียวมรกตนี้จะแรงแค่ไหนแต่ด้วยระดับพลังเลือดที่พวกเขามี ความต้านทานต่อแอลกอฮอล์ย่อมพุ่งสูงปรี๊ดดื่มแบ่งกันสามคนยังไงก็ไม่มีทางเมามายแน่นอน
และเมื่อจุกขวดถูกเปิดออกกลิ่นหอมสดชื่นก็พลันพวยพุ่งออกมาเตะจมูก
น้ำเหล้าที่รินออกมานั้นใสแจ๋วต่างจากเหล้าขาวทั่วไปตรงที่เหล้าใบอ่อนเขียวมรกตนี้ไม่มีกลิ่นฉุนรุนแรงบาดจมูกยิ่งไปกว่านั้น เมื่อลองจิบเข้าไปคำหนึ่ง ยังทิ้งรสหวานปะแล่มๆไว้ที่ปลายลิ้นอีกด้วย
“น้ำเหล้าหอมสดชื่นหวานชุ่มคอพอตกถึงท้องก็เหมือนมีกระแสความร้อนกำลังชะล้างเส้นสายวิญญาณอยู่อย่างต่อเนื่องเลย”
“ได้นั่งอยู่ในตึกโบราณ ริมแม่น้ำแบบนี้ แถมยังมีลมพัดเอื่อยๆ อีก...ความรู้สึกนี้มันช่างรื่นรมย์จริงๆ”
“ถ้าวันหลังฉันเริ่มเบื่อการฝึกฝน หรือสู้รบปรบมือไม่ไหวแล้ว ฉันจะมาที่นี่แล้วเปิดร้านเหล้าเล็กๆ สักร้าน” ซินซวงพูดพลางหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อรับลม
“งั้นวันหลัง ผมจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณเปิดร้านเหล้าที่นี่เอง”
“ถึงตอนนั้นผมจะรับหน้าที่หมักเหล้าให้คุณเอง”
จางสิงรีบพูดแทรกขึ้นมาทันควันแต่สิ่งที่ได้รับตอบกลับมามีเพียงสายตาเรียบเฉยที่ซินซวงปรายตามองมาแวบหนึ่งเท่านั้น
จางสิงเกาหัวแกรกๆแก้เก้อ ก่อนจะรินเหล้าอีกแก้วแล้วเลื่อนไปตรงหน้าเจียงจืออวี๋
“รุ่นน้องเจียง ลองชิมดูสิ”
เจียงจืออวี๋พยักหน้าขอบคุณจากนั้นจึงยกแก้วเหล้าขึ้นจิบเบาๆ
“ไม่มีที่นั่งงั้นเหรอ? พวกเราอุตส่าห์ถ่อมาตั้งไกลเพื่อจะมาชิมเหล้าใบอ่อนเขียวมรกตสักคำแต่แกกลับมาบอกว่าโต๊ะเต็มเนี่ยนะ?!”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าบรรยากาศร้านแกดี พวกเราไม่เหยียบเข้ามาหรอกเว้ย!”
“รีบหาทางเข้าสิ จะไล่โต๊ะไหนออกหรือทำยังไงก็ได้แต่ไปหาที่นั่งมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้!”