บทที่ 16 ออกเดินทาง
“ที่นี่จะใช้เป็ที่ทดสอบความเข้าใจและเข้าถึงในเพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้าของเ้า”
จินเยว่ถ่ายทอดกระแสเสียง พร้อมฝืนปลดปล่อยพลังจิติญญาที่พอจะทำได้ออกมา เพราะติดอยู่ภายในมิติของคันฉ่อง ประกอบกับอาการาเ็เมื่อคราช่วยสร้างการเพาะบ่มพลังจิติญญาให้แก่ชายหนุ่ม ทำให้พลังจิติญญาของนางที่ปลดปล่อยออกมาจากมิติดูอ่อนด้อยมิได้มีความน่ากลัวหรือน่าเกรงขามแต่อย่างใด ทว่าเพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้บังเกิดสายลมพัดหวนรอบบริเวณได้
สถานที่ที่เฉินซือหยางอยู่คือป่าไผ่สุดลูกตาที่อยู่รายล้อมตัวเมือง เพราะเมืองแห่งนี้ป่าไผ่คือสิ่งแรกที่คนจากภายนอกจะเห็นได้ทันทีเมื่อผ่านมา เมืองถึงได้ถูกตั้งชื่อว่าเป็เมืองไผ่เขียว จินเยว่ได้บอกให้เฉินซือหยางไปยังตำแหน่งป่าไผ่ที่ไร้ผู้คน ซึ่งบริเวณป่าไผ่แห่งนี้ก็อยู่ห่างไกลจากผู้คนมาก และก็เป็ที่แห่งนี้ที่จะใช้ทดสอบเพลงดาบของชายหนุ่ม
สายลมที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากจินเยว่ พัดพาให้ป่าไผ่ละแวกนี้ลู่ไหวไปคนละทิศละทาง จากนั้นนางก็ถ่ายทอดกระแสเสียงขึ้นว่า
“จงตัดต้นไผ่เหล่านี้"
เฉินซือหยางไม่ชักช้า ทะยานออกไปเบื้องหน้าด้วยท่าร่างที่ปราดเปรียวว่องไว การตวัดดาบยากคาดเดาว่าดาบจะถูกใช้เล่มไหน วิถีของดาบก็ฉับไวไร้ลังเล ระยะของดาบที่ใช้ต่อสู้ในแต่ละระยะที่ไผ่เอนลู่ก็เหมาะสม สับเปลี่ยนตามจังหวะได้อย่างลงตัว แถมท่วงท่ายังมีความดุดันซ่อนแฝง ทั้งดูงดงาม ล่อหลอก ขัดตา ชวนสงสัย สมดั่งเป็เพลงดาบที่ไร้อัตลักษณ์ตายตัวอย่างแท้จริง ทว่ายังมีสิ่งที่ชายหนุ่มดูแตกต่างไปจากที่บิดานางเคยร่ายรำเพลงดาบนี้
“ยังไม่ใช่"
เฉินซือหยางเปลี่ยนวิถีดาบ ไผ่สามลำไหวลู่เข้ามาหา มันก็หมุนตัวฟันสวนออกไปอย่างฉับไว ไผ่สามต้นก็ขาดจากกันอย่างพร้อมเพรียง
“นี่ก็ไม่ใช่"
แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงคำว่าไม่ใช่ขึ้นมาในหัว เฉินซือหยางคิดวิเคราะห์ มันได้ฟันดาบที่ไร้อัตลักษณ์ออกไปแล้วเหตุใดจึงยังไม่ใช่ ความพลิกแพลง ความล่อหลอก ความเด็ดเดี่ยวไร้ลังเล เหล่านี้ล้วนถูกมันแสดงออกไปผ่านหนึ่งดาบที่ฟาดฟันทั้งสิ้น
หัวครุ่นคิด ไผ่หลายลำที่ลู่ไปตามลมหวนก็เอนมา เฉินซือหยางหมุนควงดาบสองเล่มในมือ แต่มิได้ใช้สองเล่มนั้นตัด มันเพียงร่ายรำดาบสองเล่มหลอกล่อ ก่อนปล่อยมือให้ดาบสองเล่มลอยเคว้งกลางอากาศ พลางเอื้อมมือชักดาบอีกหนึ่งเล่มตวัดฟันต้านรับไผ่ที่ไหวลู่เข้ามาอย่างฉับไว พร้อมเก็บดาบนั้นคืนฝักก่อนคว้ามือสองข้างรับดาบที่ลอยเคว้งกลางอากาศ
“ไม่ถูกทั้งหมด"
ก็ยังเป็คำปฏิเสธจากปากของจินเยว่อยู่ดี เฉินซือหยางจึงมองไผ่ที่ไหวลู่รอบบริเวณ คิดถึงหลักการใดที่ตนบกพร่อง อัตลักษณ์ทั้งห้ารู้สึกว่าตนก็ใช้อย่างไม่ผิดพลาด ไม่รู้ ไม่มี ไม่หนี ไม่ขัด ไม่ลังเล อัตลักษณ์ที่ไร้อัตลักษณ์เหล่านี้มีที่ใดที่ตนมองตกไป จังหวะที่ครุ่นคิดหนัก ไผ่ลำหนึ่งก็ลู่มาจนประชิดร่างของชายหนุ่ม ด้วยระยะที่จวนตัว มันจึงไม่มีระยะที่จะฟันสวนออกไปได้ จึงปักดาบในมือเล่มหนึ่งลงดิน เอื้อมมือไปด้านหลังชักดาบที่สั้นที่สุดออกมาแล้วฟันแฉลบอาศัยการชักนำวิถีดาบให้ไปในทิศทางเดียวกับวิถีธรรมชาติของต้นไผ่ที่เอนลู่ วิธีการนี้นอกจากไม่เปลืองแรงเหวี่ยงดาบฟันต้าน มันยังสามารถเบี่ยงวิถีของไม้ไผ่ให้ลู่ผ่านกายได้ อีกทั้งยังสะบัดข้อมือพลิกคมดาบตวัดฟันตามการเอนลู่ของไม้ไผ่ได้อย่างแยบคายไม่ต้านแรง ด้วยการใช้เพลงดาบที่จวนตัวนี้ มันค่อยได้อุทานขึ้นมาอย่างเข้าใจ
“ไม่ขัด ที่แท้ข้ากลับะโข้ามการไม่ขัดต่อวิถีธรรมชาติไป เพลงดาบนี้ไม่เพียงแต่พลิกแพลง ล่อหลอก แต่ด้วยการที่ใช้ดาบถึงห้าเล่ม การผ่อนแรงในทุกการต่อสู้ให้เป็ไปตามวิถีธรรมชาติจึงนับว่าสำคัญ มันจะช่วยให้เราสู้ไม่เปลืองแรงและสู้ได้นานขึ้น”
จินเยว่ผงกศีรษะยอมรับ
“นับว่ามีความคล้ายคลึงเพลงดาบของบิดาข้าแล้ว…ถือว่าเ้าผ่านการทดสอบ"
“ง่ายอย่างนี้เลยหรือ"
จินเยว่ไม่ตอบคำ นางเพียงคิดถึงว่าเพลงดาบนี้นางเองก็พึ่งได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งก็ตอนที่บุรุษหนุ่มกล่าวออกมา ที่นางบอกว่าไม่ใช่ก่อนหน้า ไม่ได้แปลว่านางรู้อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่นางเคยเห็นท่วงท่าแลวิถีดาบบางจังหวะที่บิดาใช้ออกแตกต่างจากที่ชายหนุ่มใช้ นางจึงบอกว่าไม่ใช่ แต่เมื่อครู่เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นเงาของบิดากำลังร่ายรำเพลงดาบในร่างของชายหนุ่ม
“คงมีแต่เ้าแล้วที่เห็นว่าง่าย"
เฉินซือหยางยังคงร่ายรำเพลงดาบฝึกหนักต่อไปเพื่อให้เกิดความชำนาญ ส่วนจินเยว่ก็ได้ถ่ายทอดกระแสเสียงกับมันว่า
“ตอนนี้บทเรียนพื้นฐานสำหรับเ้าได้จบลงไปแล้ว ต่อไปข้างหน้าก็ขึ้นอยู่กับความมานะและวาสนาของเ้าว่าจะพานพบหนทางที่จะนำไปสู่การเป็ผู้มีพลังฝีมือหรือไม่ ด้วยตัวข้ายังหวังพึ่งพาเ้าอยู่ เช่นนั้นข้าเองก็จะส่งเสริมเ้าเท่าที่ความรู้และความสามารถที่ข้าจะมีได้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเ้าเองว่าจะทำได้ดีเพียงไหน"
เฉินซือหยางกล่าวอย่างจริงจัง
“ไม่ต้องห่วง ท่านคือผู้มีพระคุณสูงสุดของข้า ช่วยมาเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ไม่ต่างจากขยะของข้า เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าสัญญาว่าข้าจะเป็คนพาท่านออกมาจากมิตินั่นให้ได้"
วาจานี้ของชายหนุ่มทำให้แววตาของจินเยว่เลื่อนมามองมันอีกครั้ง ไม่รู้เป็เพราะเหตุใด ทั้งที่นางเป็ผู้ที่เกลียดและไม่ไว้ใจบุรุษเป็อย่างมาก แต่ตลอดระยะเวลาร่วมหนึ่งเดือนที่อยู่ด้วยกัน สิ่งต่างๆ ที่ร่วมคิดร่วมทำกันมา ทำให้นางมองบุรุษหนุ่มไม่เหมือนกับบุรุษผู้อื่น นางไม่รู้สึกถึงความเกลียดหรือไม่ไว้ใจชายหนุ่มผู้นี้เลยซักนิด
“ข้าจะลองเชื่อเ้าดู”
เฉินซือหยางยังไม่กล่าวอะไร มันเพียงทำจิตใจให้สงบว่างเปล่าราวกับไร้ตัวตน เมื่อเป็เช่นนี้มันก็สามารถเห็นและเชื่อมโยงกับมิติพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กายของคันฉ่องที่เป็อาวุธประจำตัวของจินเยว่ได้ เมื่อเข้าไปภายในมิติ คันฉ่องที่อยู่ในชุดคลุมของชายหนุ่มก็ร่วงตกลงบนพื้นในป่าไผ่ ส่วนร่างของชายหนุ่มก็หายไป ปรากฏอีกทีก็อยู่ต่อหน้าจินเยว่แล้ว มันมองสายตาที่สุกใสกลมโตคู่นั้น พลางกล่าวอย่างจริงใจและให้คำมั่น
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
จินเยว่หลบสายตา
“ออกไปได้แล้ว คันฉ่องที่อยู่เบื้องนอกหากมีปัญหาหรือมีสิ่งใดเอาไปอีกเดี๋ยวจะยุ่ง"
เฉินซือหยางยื่นผลไม้ลูกหนึ่งให้แก่นาง
“ข้าก็แค่เอาของกินมาให้…"
แล้วชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มนี้ช่างมีเสน่ห์และเป็ภาพที่ขลับเข้ากับความหล่อเหลาบนใบหน้าจนชวนกระชากจิตใจของสตรีมิน้อย
“…เกรงว่าท่านจะหิว"
จินเยว่รับผลไม้ลูกนั้นมา
“ไปได้แล้ว"
แล้วร่างของเฉินซือหยางก็ออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม
ในที่สุดหนึ่งเดือนที่เฉินซือหยางได้ขอกับบิดาก็ผ่านพ้น เช้าวันใหม่ชายหนุ่มได้ลุกขึ้นมาจัดแจงเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็ สำหรับมันการไปในครั้งนี้ไม่มีอะไรมาก เพียงดาบห้าเล่ม พร้อมกับตั๋วแลกเงินประจำตระกูลจำนวนหนึ่งก็พอแล้ว
ชุดคลุมดำที่มีลวดลายพยัคฆ์ปักด้ายสีดำสนิทคือชุดคลุมที่ชายหนุ่มเลือกสวม ผมยาวดำขลับถูกเกล้ามัดเป็มวยเล็กๆ ด้วยผ้าสีดำปักลวดลายพยัคฆ์เช่นเดียวกัน ให้ความรู้สึกหล่อเหล่าชวนค้นหา ทั้งแฝงความนิ่งขรึมดุดันยากหยั่งถึงราวกับพยัคฆ์ที่แสดงบนลวยลายในผืนผ้า ปกติชายหนุ่มไม่ค่อยชอบสีดำ เพราะมันพาให้นึกถึงความเป็อัปมงคลเสมอ ทว่านับั้แ่ฝันตื่นหนึ่งที่เกิดขึ้นทุกคืนค่ำ มันก็ค่อยๆ ซึมซับกับสีดำ และรู้สึกว่าสีดำคือสิ่งที่เหมาะกับมันมากที่สุด
เฉินซือหยางจัดแจงเสื้อผ้าและดาบเสร็จสรรพ ที่แรกที่มันไปก็คือเรือนพำนักของมารดา มันรู้ว่ามารดาต้องมาร่ำไห้ส่งมันเหมือนทุกครั้ง และครั้งนี้นางต้องกังวลเป็พิเศษเพราะที่หมายซึ่งตนจะไปเป็ที่ที่อันตรายซึ่งขึ้นชื่อของเมืองไผ่เขียว หากมิใช่คนงานเหมืองที่เหลือขอไร้หนทาง ก็ไม่มีผู้ใดที่จะกล้าย่างกรายไปที่แห่งนั้น
เพื่อให้เกิดความคลายใจของมารดา เฉินซือหยางจึงกล่าวออกไปว่า
“ท่านไม่ต้องห่วง หนึ่งเดือนมานี้มีสิ่งที่ทำให้ข้าได้คิด ข้าไม่อยากตายง่ายๆ ข้ายังอยากเห็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล และเพราะเช่นนั้นข้าจะลอบออกจากเหมือง และไปท่องเที่ยวอย่างอิสระทั่วปฐีอย่างที่ท่าน้าจะเห็น ข้าจะใช้ชีวิตที่เหลือให้สนุกอย่างสุดโต่งไปเลย"
ได้ยินเช่นนั้นเฉินจื่อรั่วก็รู้สึกทั้งยินดีและใจหาย นางยินดีที่บุตรชายตัดใจที่จะหลุดพ้นจากกรงทองที่คอยกักขังและเฉือดเฉือนมันเสียที มันจะได้ไปเห็นโลกกว้าง ได้มีชีวิตที่สามารถเลือกเส้นทางของตนเอง แต่นางก็รู้สึกใจหาย การที่บุตรชายตนคิดหนีคำสั่งของตระกูล นั่นย่อมหมายถึงการทำผิดกฎร้ายแรงของตระกูล ผลสุดท้ายต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูลมิอาจมาเหยียบที่นี่ได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่านางจะไม่มีโอกาสได้เห็นบุตรชายอีก โดยในทางเดียวกันหากนางอยากอยู่กับบุตรชายก็ต้องตัดขาดจากสามีผู้เป็ที่รัก
“เช่นนั้นแม่จะไปกับเ้า…"
เฉินซือหยางส่ายศีรษะ
“ที่นี่คือบ้านของท่าน ที่ของท่าน อยู่นี่แล้วท่านจะปลอดภัย อย่างน้อยอยู่กับผู้นำตระกูลก็ไม่มีใครทำอะไรท่านได้"
เห็นบุตรชายเรียกแทนบิดาว่าผู้นำตระกูล เฉินจื่อรั่วก็รู้สึกสะท้อนใจ บุตรชายตนเสมอมายากจะได้ความรักความชื่นชมจากบิดา แต่ละครั้งล้วนถูกบิดาขับไล่ไสส่ง มันคงจะเ็ปใจไม่น้อย นางจึงสวมกอดบุตรชาย
“เ้าอย่าได้โกรธหรือตัดพ้อบิดาของเ้าเลยนะ หากจะโทษต้องโทษแม่ที่มิสามารถให้กำเนิดบุตรชายอย่างที่มัน้าได้"
เฉินซือหยางสวมกอดมารดา
“ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ท่านเองมิได้ผิด และข้าเองก็มิได้กล่าวโทษท่าน แม้ข้าเกิดมาไร้วาสนา แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้ต่อวาสนา การไปของข้าครานี้ก็มิใช่การหนีตลอดชีวิต ข้าเลือกที่จะไปเพื่อการเปลี่ยนแปลง… ข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาหาท่าน และซักวันหนึ่ง วันที่ข้ากลับมา ข้าจะทำให้คนทุกผู้ที่เคยเหยียบย่ำพวกเราได้สำนึก!”
เห็นแววตาที่เข้มแข็งและหนักแน่นของบุตรชาย ความคลายใจ มั่นใจ และเชื่อใจก็เกิดขึ้นภายในความรู้สึกของเฉินจื่อรั่วอย่างบอกไม่ถูก นางรู้สึกว่าบุตรชายผู้นี้ของตนเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าจะเป็ความคิดและจิตใจ ดูมันเข้มแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมหาศาล ทำให้นางรู้สึกเชื่อมั่น นางเชื่อว่าซักวันหนึ่งมันจะต้องทำอย่างที่พูดได้
เฉินจื่อรั่วพยักหน้าสวมกอดบุตรชายทั้งน้ำตา
“แม่เชื่อมั่นในตัวเ้า เชื่อในการตัดสินใจของเ้า”
หลังกล่าววาจา นางก็มองดาบห้าเล่มที่บุตรชายพกสะพายติดตัว ราวกับคิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้จึงเดินเข้าไปในห้อง เปิดหีบไม้ที่ถูกซ่อนไว้เป็อย่างดีก่อนหยิบดาบเล่มหนึ่งออกมาจากหีบ
“นี่คือดาบประจำตัวของท่านตาเ้า ก่อนตายท่านตาได้ฝากฝังให้สืบทอดต่อลูกหลาน แม่เองก็ไม่รู้หรอกนะว่าดาบนี้ขึ้นชื่อหรือไม่ แต่คงดีกว่าดาบทั่วไปที่เ้าพกอยู่”
เฉินซือหยางรับมา ทันทีที่มือแตะดาบ มันก็ััได้ถึงแรงตอบรับของดาบขึ้นทันใด นี่เป็ความรู้สึกตอบรับจากพลังจิติญญาของท่านตาที่เป็อดีตเ้าของดาบ ดาบนี้คงเป็อาวุธประจำตัวที่เป็พลังจิติญญาสรรพสิ่งคู่กายของท่านแล้ว
เฉินซือหยางมองดาบในมือ ตัวด้ามและฝักดาบมีสีขาวแซมรอยขีดสีดำนิดๆ พอชักดาบออกจากฝัก ประกายเงินวาวของตัวดาบก็ปรากฏ ใบดาบสีเงินวาวสลักอักษรว่า จรดใต้หล้า นี่ก็คือชื่อของดาบ
ชายหนุ่มเก็บดาบคืนฝัก ก่อนนำไปพกแทนดาบเล่มหนึ่งที่มีขนาดความยาวทัดเทียมกัน
“ข้าจะรักษาและใช้มันอย่างดี ส่วนเล่มนี้ข้ามิได้ใช้แล้วคงฝากไว้ที่นี่"
เฉินจื่อรั่วรับดาบและมองบุตรชาย
“การไม่ใช้เลยจะดีกว่า เพราะการใช้ดาบหมายถึงการพบพานศัตรู”
“ข้าจะพยายามไม่มีศัตรู"
สองมารดาบุตรร่ำลากันครู่ใหญ่ก็ออกมา รถม้าคันสีดำพร้อมของใช้ที่จำเป็ล้วนถูกเตรียมไว้ให้แล้ว เฉินจื่อรั่วคลายใจที่รู้ว่าบุตรชายเลือกจะหนีไปใช้ชีวิตอย่างอิสระที่ภายนอก ไม่คิดไปสถานที่ที่อันตรายอย่างเหมืองภูพยัคฆ์ นางจึงมิได้ร่ำไห้ราวขาดใจดั่งที่ควรจะเป็ เฉินจือหานเห็นท่าทางของภรรยา มันก็ได้คิดตาม หากเป็อย่างที่มันคิดจริงๆ นี่ก็นับว่าเป็สิ่งที่มัน้าแล้ว
เฉินจือหานไม่กล่าวอะไร เพียงหันไปกล่าวกับผู้ติดตามคนสนิทของตนอย่างแ่เบา
“มันอยากไปที่ไหนก็ให้มันไป...คุ้มครองมันให้ถึงที่สุดก็พอ"
เฉินซางได้ยินเท่านี้ก็เข้าใจ
“คุณชายคงคิดได้แล้วสินะ ที่ที่เหมาะสมกับตนเองจริงๆ"
หลายคนล้วนเข้าใจว่าเฉินซือหยางเลือกที่จะหนีจากกรงทองแล้ว ทว่าแท้จริงชายหนุ่มมันเพียงบอกแก่มารดาเพื่อให้มารดาคลายใจไม่เป็ทุกข์ในเื่ของมันเท่านั้น จริงอยู่ที่หลังจากนี้ชายหนุ่มคิดออกไปท่องโลกกว้างเพื่อหาทางปลุกพลังจิติญญาของตนขึ้นมาจากการเพาะบ่มและเพิ่มพูนให้มีระดับพลังสูงขึ้น ทั้งยังคิดออกตามหาเบาะแสเกี่ยวกับมรกตที่หายไปของจินเยว่ แต่เป้าหมายแรกของมันก็ยังเป็เหมืองภูพยัคฆ์เช่นเดิม
นับแต่ได้ยินถึงชื่อเหมืองภูพยัคฆ์ ในใจของมันก็ได้กระตุ้นเตือนว่ามันต้องไป ตอนนั้นมันถึงได้รับปากทันทีอย่างไม่ลังเล!