สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 67 หลี่ซวน…แย่แล้ว

    เมื่อเห็นคนทั้งห้อง ไม่เว้นแม้แต่สหายที่เป็นดั่งพี่ชายทั้งสองต่างพากันฟุบลงสลบไสลไม่ได้สติ หลี่ซวนก็ตระหนักได้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เขาตวัดแขนปาจอกสุราในมือทิ้งลงพื้นอย่างแรง


    เพล้ง!


    จอกกระเบื้องแตกละเอียดกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับรังสีอำมหิตที่ระเบิดออกจากร่างของหลี่ซวน สีหน้าของเขาเดือดดาลจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นข้างขมับ พริบตาเดียวเขาก็พุ่งเข้าไปคว้าบีบคอของหญิงคณิกานางนั้น ยกตัวนางลอยขึ้นเหนือพื้น หมายจะบีบคอสตรีนางนี้ให้ตายคามือ!


    สตรีนางนั้นที่ถูกคว้าคออย่างกะทันหันถึงกับเบิกตากว้าง ตื่นตระหนกกับพละกำลังอันมหาศาลของหลี่ซวนที่บีบรัดลำคอโดยไม่มีท่าทีจะยอมปล่อย นางพยายามดิ้นรนพลางเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก


    "ทะ... ท่านอยากให้สหายของท่าน... ต้องตายอย่างงั้นหรือ? ค่อก... คิ... คิดดูให้ดี ๆ สิ..."


    หลี่ซวนชะงักงัน นัยน์ตาสีครามฉายแววครุ่นคิดอย่างเยือกเย็น ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ คลายมือออก


    ตุบ! ร่างของสตรีนางนั้นร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นทันที


    "พวกเจ้าทำเช่นนี้ทำไม?" หลี่ซวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง


    หลังจากนางหลุดพ้นจากพันธนาการ ก็รีบยกมือขึ้นกุมลำคอของตนเอง หอบหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแหบพร่า


    "แฮ่ก... เป้าหมาย... แค่ก... เป้าหมายของพวกเราคือเจ้าเพียงคนเดียว ไม่ใช่พวกเขา แฮ่ก ๆ... หากไม่อยากให้สหายของเจ้าต้องเดือดร้อน ก็แค่ตามข้าออกไปนอกเมืองเงียบ ๆ ก็พอ"


    "เหตุใดข้าต้องไป?" หลี่ซวนสวนกลับเสียงเรียบ


    "หึ ๆ... ท่านคิดว่าในที่แห่งนี้มีข้าอยู่เพียงคนเดียวงั้นหรือ?" นางแค่นหัวเราะ "แค่ก ๆ... ในสภาพที่สหายของท่านหลับใหลไม่ได้สติเช่นนี้ ลำพังตัวท่านคนเดียว... ปกป้องพวกเขาไม่ได้หรอก! แฮ่ก ๆ... และต่อให้ท่านฝืนพาพวกเขาหนีไปได้ พวกเขาก็ต้องโดนลูกหลงจากการไล่ล่าของพวกข้าอยู่ดี... ท่านลองคิดดูให้ดีเถิด"


    หลี่ซวนใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็เป็นจริงอย่างที่คนตรงหน้ากล่าว


    หากเขาตัวคนเดียว ลำพังแค่เผชิญหน้าหรือหาทางเอาตัวรอด ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด แต่หากต้องแบกหามสหายที่หมดสติถึงสองคน วิ่งหลบหนีสุดกำลังออกไปนอกเมืองที่ถูกปิดกั้นจิตสัมผัสเอาไว้... สถานการณ์เช่นนั้นก็คงไม่ต่างอันใดกับการวิ่งหนีพล่านอยู่ในกรงขังมืด ๆ ที่รอวันถูกเชือดเลยสักนิด


    "แล้วข้าจะมั่นใจได้เช่นไร ว่าพวกเจ้าจะไม่ย้อนกลับมาลงมือสังหารพวกเขาในภายหลัง?" หลี่ซวนเอ่ยถามพร้อมกับส่งสายตากดดันอย่างเย็นชา


    "แฮ่ก ๆ... เหตุใดข้าต้องทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นด้วยเล่า? การลงมือในเมืองมีแต่จะสร้างปัญหา อีกอย่าง... เท่าที่พวกข้าสืบมา สหายของท่านผู้นั้นเป็นถึงศิษย์หลักอันดับต้น ๆ ที่มักจะมาเยือนที่นี่เป็นประจำ เบื้องหลังของเขาย่อมไม่ธรรมดา หากสังหารเขาไป คนของพวกข้าคงไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวไปยั่วยุผู้อาวุโสเฒ่าพวกนั้นหรอกนะ"


    นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะกล่าวต่อ "ส่วนสหายอีกคน แม้จะเป็นเพียงศิษย์ธรรมดาที่ไม่มีเบื้องหลัง แต่หากไร้ซึ่งตัวท่าน พวกข้าย่อมไม่มีความจำเป็นต้องลดตัวไปสังหารให้เปลืองแรง และก่อปัญหามากมายภายหลัง แต่หากมันจำเป็นต้องทำพวกข้าก็จะต้องลงมือ แฮ่ก ๆ... 


    ทว่าสำหรับตัวท่าน แม้ตอนนี้จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักแล้ว แต่ก็เป็นเพียงศิษย์หลักธรรมดาที่ยังไร้อาจารย์หนุนหลัง ขอเพียงท่านยอมตามข้าไปแต่โดยดี... ข้าขอใช้การสาบานให้เต๋าเป็นพยาน ว่าข้าและพวกพ้องจะไม่แตะต้องสหายของท่านอย่างแน่นอน! แค่ก ๆ" 


    หลี่ซวนรับฟังจนจบและนำมาวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน... คำพูดของนางล้วนสมเหตุสมผล


    อวี่ฟ่านเป็นถึงศิษย์หลักอันดับต้น ๆ ที่อยู่ในสำนักมาหลายปี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีผู้อาวุโสระดับแก่นวิญญาณในสำนักคอยหนุนหลัง พวกมือสังหารย่อมไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน ส่วนจางเหว่ย แม้จะลอบสังหารได้ง่ายดาย แต่หากไม่มีตัวเขาอยู่ด้วย พวกมันก็คงไม่สนใจจะเสียเวลาไปลงมือให้เกิดร่องรอย ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ... พวกมันดูเหมือนจะรู้ข้อมูลทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่เขาเพิ่งขึ้นเป็นศิษย์หลักคนใหม่ และเรื่องที่เขายังไม่มีผู้บำเพ็ญระดับแก่นวิญญาณคอยปกป้อง


    ‘สืบเรื่องของข้ามาได้ทะลุปรุโปร่งดีนี่...’ 


    หลี่ซวนแค่นเสียงเย็นชา แววตาทอประกายสังหารวาบ


    "ย่อมได้... ในเมื่อต้องการตัวข้า ข้าก็จะไปกับเจ้า สาบานต่อเต๋าซะ"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางก็สูดลมหายใจเข้าลึกอีกครา ก่อนจะดึงผ้าขึ้นมาปกปิดรอยช้ำบริเวณลำคอ นางชูสามนิ้วชี้ขึ้นสู่ฟากฟ้า แล้วเอ่ยคำสาบานต่อเต๋าด้วยน้ำเสียงหนักแน่นให้หลี่ซวนได้ยิน


    "หากพวกข้าคนใดคนหนึ่งหวนกลับมาปองร้ายสหายของเจ้า ขอให้รากฐานเต๋าของข้าจงล่มสลาย และไม่อาจก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญได้อีกชั่วชีวิต!"


    สิ้นคำสาบาน พลันบังเกิดแสงสว่างเรืองรองวาบขึ้นที่ฝ่ามือของนาง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพันธสัญญาแห่งเต๋าได้ก่อตัวและส่งผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    หลี่ซวนเพิ่งเคยเห็นการสาบานเช่นนี้เป็นครั้งแรก แม้ในใจจะรู้สึกลอบประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าสีหน้าภายนอกกลับยังคงเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น 


    "ดี... แต่ถึงอย่างไรข้าก็ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะกล้าทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นอยู่แล้ว ในเมื่อต้องการเพียงตัวข้า ก็นำทางไปเสีย"


    สตรีนางนั้นลุกขึ้นยืน ก่อนจะร่ายอาคมบางอย่างเพื่อปิดกั้นเสียงในห้องนี้เอาไว้ จากนั้นจึงเดินนำหลี่ซวนออกมา พร้อมกับแขวนป้ายไม้ทิ้งไว้หน้าประตูว่า 'ห้ามรบกวนเด็ดขาด'


    ... หลี่ซวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าเมื่อคิดทบทวนดู เขาเองก็ไม่อยากให้ศิษย์พี่ทั้งสองต้องมาพัวพันกับภัยอันตรายของตน จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบและก้าวเดินตามไปโดยที่ยังคงสวมหมวกสานบดบังใบหน้า โดยไม่มีผู้ใดในหอคณิกาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ทิ้งให้คนนับสิบในห้องนั้นนอนหลับใหลไม่ได้สติอย่างสงบต่อไป


    หลี่ซวนและสตรีนางนั้นเดินออกมาจากหอคณิกา สตรีผู้นั้นได้เปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดสีดำขลับพร้อมปกปิดใบหน้ามิดชิด ทั้งสองค่อย ๆ เดินลัดเลาะออกจากตัวเมืองอย่างเงียบเชียบ เมื่อก้าวพ้นเขตประตูเมือง จิตสัมผัสของหลี่ซวนที่เคยถูกสะกดกั้นก็พลันคลายออกและกลับมาใช้งานได้ดังเดิมทันที


    เมื่อเดินตามลึกเข้าไปในป่าได้ไม่นาน ชายหนุ่มก็แผ่จิตสัมผัสออกไปตรวจสอบ และพบว่ามีกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายอีกห้าคนกำลังเร้นกายซุ่มซ่อนอยู่โดยรอบ เขาไม่คิดประมาทเลยแม้แต่น้อย แม้คนเหล่านี้จะไม่อาจทำอันตรายเขาได้ แต่การที่พวกมันมั่นใจถึงขั้นวางแผนล่อเขาออกมานอกเมือง ย่อมต้องมีไพ่ตายบางอย่างซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน 


    เขาค่อย ๆ ถอดหมวกสานออกก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับแฝงพลังวิญญาณดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ


    "ในเมื่อข้าก็มาถึงแล้ว เหตุใดพวกเจ้าจึงยังต้องมุดหัวซ่อนตัวกันอยู่อีก?" 


    สิ้นเสียงนั้น มือสังหารชุดดำสวมหน้ากากอีกห้าคนก็ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืดของต้นไม้และพุ่มไม้รอบทิศ ก่อนที่ชายผู้เป็นดั่งหัวหน้ากลุ่มจะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน


    "ทำได้ดีมาก ไม่คิดเลยว่าเจ้านี่จะยอมเดินตามออกมาจริง ๆ... หึ ๆ"


    หลี่ซวนกวาดสายตามองคนทั้งห้าที่โผล่มาสมทบด้วยแววตาฉงน 


    "มีแค่พวกเจ้า? คิดว่าจะเอาชนะข้าได้หรืออย่างไร?"


    ทว่ากลุ่มมือสังหารกลับไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยสิ่งใด พวกมันเพียงยืนนิ่งเงียบราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง


    หลี่ซวนชักหมดความอดทน ต่อให้จะมีคนระดับเดียวกันกับเจ้าพวกนี้โผล่มาเพิ่มอีกกี่สิบคน เขาก็มั่นใจว่าจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ชายหนุ่มก้าวเดินไปเบื้องหน้าทีละก้าว พร้อมกับตวัดมือเรียกกระบี่เล่มใหม่ออกจากกระเป๋ามิติ


    ทันใดนั้น จิตสังหารของเขาพลันปะทุขึ้น ระเบิดพลังวิญญาณทั้งหมดออกมาจากห้วงวิญญาณแปดสิบจั้ง กดดันพวกมือสังหารรอบข้างจนต้องคุกเข่าลงไปทันที


    ปั้ง!


    มือสังหารทั้งหกต่างตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของหลี่ซวน


    มือสังหารหน้ากากคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก "เฮือก! เหตุใดแรงกดดันมันถึงมีมากถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ในภารกิจบอกว่ามันอยู่เพียงลมปราณแรกเริ่มงั้นหรือ?"


    "ขะ... ข้าจะไปรู้ได้เช่นไร ก็เพิ่งมารู้พร้อมเจ้าเหมือนกัน ว่ามันจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!"


    หัวหน้ามือสังหารเองก็ไม่รอด เขายังต้องคุกเข่าต่อแรงกดดันของหลี่ซวนที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับยิ้มออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์


    "เฮือก... มะ... ไม่ต้องห่วง ฮ่า ๆ เพราะท่านผู้นั้นมาถึงแล้ว!"


    หลี่ซวนฟังบทสนทนาพวกนั้น พลันขมวดคิ้วเข้าหากัน


    "พวกเจ้าหมายถึงใค..."


    ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยจบประโยค ไอวิญญาณของหลี่ซวนโดยรอบที่กดดันเหล่ามือสังหารหน้ากากพวกนั้นอยู่ ก็พลันถูกลบล้างด้วยแรงกดดันอันมหาศาล แล้วพุ่งตรงถาโถมใส่ตัวเขาทันที


    ปั้ง!


    "ฮึก!" ร่างของหลี่ซวนราวกับจะถูกบดขยี้ เขารีบโคจรห้วงลมปราณแปดสิบจั้งแล้วยืนประคองตัวไว้!


    แต่แล้วก็มีเสียงของชายชราที่น่าขนลุกเสียงหนึ่งดังมาจากในเงามืดด้านหลังเขา


    "หืม... เจ้าไม่ล้มลงไปงั้นหรือ? น่าสนใจ"


    ตึก... ตึก... ตึก...


    เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้านั้น ชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง หลี่ซวนหันขวับกลับไปมองทันที เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่หนาหนักจนแทบทำให้หายใจไม่ออกจากหลังเงาต้นไม้นั้น เขารีบแผ่จิตสัมผัสอันแข็งแกร่งที่หาผู้ใดเปรียบได้ยากในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายออกไปตรวจสอบ และภาพที่สะท้อนกลับมาก็คือ...


    ร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท โพกศีรษะและสวมหน้ากากลวดลายประหลาด กำลังก้าวเดินตรงมาหาเขาอย่างเนิบนาบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแผ่ซ่านความกดดันอันมหาศาลออกมา!


    หลี่ซวนเบิกตากว้าง ดวงตาหดเล็กลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด แม้จะสัมผัสพลังได้เบาบางแต่แรงกดดันรอบๆที่แผ่ออกมานั้นเป็นของจริงแน่ เขาพลางอุทานขึ้นในใจอย่างอกสั่นขวัญแขวน


    ‘ระดับ... ฐานวิญญาณ! เหตุใดเจ้าพวกนี้จึงมีคนระดับนี้อยู่ด้วยกัน?’


    แม้เขาจะมั่นใจในฝีมือของตนเองมากแค่ไหน แต่หากต้องต่อสู้กับผู้ที่อยู่สูงกว่าตนถึงหนึ่งระดับขั้นใหญ่ เขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้เลย แต่หากตอนนี้ห้วงลมปราณของเขาขยายเพิ่มเป็นเก้าสิบจั้งล่ะก็ เขาก็ไม่เกี่ยงที่จะลองปะทะกับระดับฐานวิญญาณขั้นต้นดูสักตั้ง ทว่าในตอนนี้เขามีห้วงลมปราณเพียงแปดสิบจั้งเท่านั้น!


    สถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีผู้บำเพ็ญลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายถึงหกคน คอยคุมเชิงร่วมกับระดับฐานวิญญาณอีกหนึ่งคนด้านหลัง... เขาแทบจะมองไม่เห็นหนทางชนะในยามนี้เลย หลี่ซวนค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยหลังไปทีละก้าวอย่างระแวดระวัง เพื่อคอยดูเชิงฝ่ายตรงข้าม


    "คารวะผู้อาวุโส!" เสียงของมือสังหารสวมหน้ากากทั้งหกคนดังขึ้นพร้อมกัน


    "ไม่ต้องมากพิธี ข้ามาเพียงเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น" 'ซาอู๋เหิง' {ระดับฐานวิญญาณขั้นต้น} เอ่ยตอบเสียงเรียบ


    แรงกดดันที่กดตัวหลี่ซวนอยู่หายไป เขาสูดลมหายใจรวบรวมสติ กลับมายืนอย่างมั่นคงก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปเพื่อยื้อเวลาให้มากที่สุดและคอยเตรียมการหลบหนี


    "เหตุใดผู้อาวุโสถึงขั้นต้องลดตัวมาสังหารผู้น้อยอย่างข้าด้วยงั้นหรือ?"


    "หืม… สงสัยงั้นหรือ? ในเมื่อเจ้ากำลังจะตาย การบอกให้รู้สักนิดหน่อยก็คงไม่มีปัญหาอันใด ข้ามาที่นี่ก็เพียงเพราะถูกจ้างวานมาเท่านั้น"


    "เขาจ้างท่านด้วยราคาเท่าใด? หากข้าให้มากกว่า... ท่านจะยอมปล่อยข้าไปหรือไม่?" หลี่ซวนลองยื่นข้อเสนอ


    "หึ คนที่จ้างวานข้า ก็คือเจ้าพวกนั้น" ซาอู๋เหิงปรายตามองกลุ่มมือสังหารหน้ากากชุดดำ "และผู้ที่มอบหมายภารกิจให้เจ้าพวกนั้นแต่แรก ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก... อีกอย่าง หากข้าสังหารเจ้าทิ้ง ของทั้งหมดในตัวเจ้ามันก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่ดีมิใช่หรือ?"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองของหลี่ซวนก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว


    ‘ผู้ใดกัน? ที่มีอำนาจถึงขนาดจ้างวานระดับฐานวิญญาณให้มาสังหารข้าได้... หรือจะเป็นเจ้าพวกมือสังหารสามคนที่เคยลอบสังหารข้า? แต่ฟังจากที่สหายของพวกมันตอนนั้นเคยพูดไว้ อาจารย์ของพวกมันเป็นถึงระดับแก่นวิญญาณมิใช่หรือ! เหตุใดผู้ที่เป็นถึงศิษย์ระดับนั้น ต้องมาเดินป้วนเปี้ยนลอบสังหารผู้คนเพื่อชิงหินวิญญาณอันน้อยนิดด้วย? หากมีอาจารย์ระดับนั้นหนุนหลัง ก็ไม่ควรต้องกังวลเรื่องทรัพยากรจนถึงขั้นต้องมารับจ้างสังหารข้าสิ... หรือจะเป็นศัตรูที่ก่อไว้ตอนงานประลองพันธมิตรเมฆา? ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าไปล่วงเกินผู้ใดกัน’


    "เจ้าจะยืนคิดอีกนานหรือไม่?" เสียงเย็นชาของซาอู๋เหิงดังขัดจังหวะความคิด


    "ท่านไม่คิดจะให้โอกาสข้าเลยงั้นสินะ..." หลี่ซวนกระชับกระบี่ในมือแน่น


    "หึ ๆ... การที่ข้าใจปล่อยให้เจ้าพูดพร่ำมาได้จนถึงตอนนี้ นั่นก็ถือเป็นการให้โอกาสเจ้ามากพอแล้ว... ตายซะ!"

    ปั้ง!


    มือสังหารทั้งหกต่างตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของหลี่ซวน


    มือสังหารหน้ากากคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก "เฮือก! เหตุใดแรงกดดันมันถึงมีมากถึงเพียงนี้ ไม่ใช่ในภารกิจบอกว่ามันอยู่เพียงลมปราณแรกเริ่มงั้นหรือ?"


    "ขะ... ข้าจะไปรู้ได้เช่นไร ก็เพิ่งมารู้พร้อมเจ้าเหมือนกัน ว่ามันจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!"


    หัวหน้ามือสังหารเองก็ไม่รอด เขายังต้องคุกเข่าต่อแรงกดดันของหลี่ซวนที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับยิ้มออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์


    "เฮือก... มะ... ไม่ต้องห่วง ฮ่า ๆ เพราะท่านผู้นั้นมาถึงแล้ว!"


    หลี่ซวนฟังบทสนทนาพวกนั้น พลันขมวดคิ้วเข้าหากัน


    "พวกเจ้าหมายถึงใค..."


    ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยจบประโยค ไอวิญญาณของหลี่ซวนโดยรอบที่กดดันเหล่ามือสังหารหน้ากากพวกนั้นอยู่ ก็พลันถูกลบล้างด้วยแรงกดดันอันมหาศาล แล้วพุ่งตรงถาโถมใส่ตัวเขาทันที


    ปั้ง!


    "ฮึก!" ร่างของหลี่ซวนแทบจะเหมือนถูกกดจนบดขยี้ เขารีบโคจรห้วงลมปราณแปดสิบจั้งแล้วยืนประคองตัวไว้!


    แต่แล้วก็มีเสียงของชายชราที่น่าขนลุกเสียงหนึ่งดังมาจากในเงามืดด้านหลังเขา


    "หืม... เจ้าไม่ล้มลงไปงั้นหรือ? น่าสนใจ"


    ตึก... ตึก... ตึก...


    เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่างเข้ามาอย่างเชื่องช้านั้น ชวนให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง หลี่ซวนหันขวับกลับไปมองทันที เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่หนาหนักจนแทบทำให้หายใจไม่ออกจากหลังเงาต้นไม้นั้น เขารีบแผ่จิตสัมผัสอันแข็งแกร่งที่หาผู้ใดเปรียบได้ยากในระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายออกไปตรวจสอบ และภาพที่สะท้อนกลับมาก็คือ...


    ร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท โพกศีรษะและสวมหน้ากากลวดลายประหลาด กำลังก้าวเดินตรงมาหาเขาอย่างเนิบนาบ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแผ่ซ่านความกดดันอันมหาศาลออกมา!


    หลี่ซวนเบิกตากว้าง ดวงตาหดเล็กลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด แม้จะสัมผัสพลังได้เบาบางแต่แรงกดดันรอบๆที่แผ่ออกมานั้นเป็นของจริงแน่ เขาพลางอุทานขึ้นในใจอย่างอกสั่นขวัญแขวน


    ‘ระดับ... ฐานวิญญาณ! เหตุใดเจ้าพวกนี้จึงมีคนระดับนี้อยู่ด้วยกัน?’


    แม้เขาจะมั่นใจในฝีมือของตนเองมากแค่ไหน แต่หากต้องต่อสู้กับผู้ที่อยู่สูงกว่าตนถึงหนึ่งระดับขั้นใหญ่ เขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้เลย แต่หากตอนนี้ห้วงลมปราณของเขาขยายเพิ่มเป็นเก้าสิบจั้งล่ะก็ เขาก็ไม่เกี่ยงที่จะลองปะทะกับระดับฐานวิญญาณขั้นต้นดูสักตั้ง ทว่าในตอนนี้เขามีห้วงลมปราณเพียงแปดสิบจั้งเท่านั้น!


    สถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีผู้บำเพ็ญลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายถึงหกคน คอยคุมเชิงร่วมกับระดับฐานวิญญาณอีกหนึ่งคนด้านหลัง... เขาแทบจะมองไม่เห็นหนทางชนะในยามนี้เลย หลี่ซวนค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยหลังไปทีละก้าวอย่างระแวดระวัง เพื่อคอยดูเชิงฝ่ายตรงข้าม


    "คารวะผู้อาวุโส!" เสียงของมือสังหารสวมหน้ากากทั้งหกคนดังขึ้นพร้อมกัน


    "ไม่ต้องมากพิธี ข้ามาเพียงเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น" 'ซาอู๋เหิง' {ระดับฐานวิญญาณขั้นต้น} เอ่ยตอบเสียงเรียบ


    แรงกดดันที่กดตัวหลี่ซวนอยู่หายไป เขาสูดลมหายใจรวบรวมสติ กลับมายืนอย่างมั่นคงก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปเพื่อยื้อเวลาให้มากที่สุดและคอยเตรียมการหลบหนี


    "เหตุใดผู้อาวุโสถึงขั้นต้องลดตัวมาสังหารผู้น้อยอย่างข้าด้วยงั้นหรือ?"


    "หืม… สงสัยงั้นหรือ?ในเมื่อเจ้ากำลังจะตาย การบอกให้รู้สักนิดหน่อยก็คงไม่มีปัญหาอันใด ข้ามาที่นี่ก็เพียงเพราะถูกจ้างวานมาเท่านั้น"


    "เขาจ้างท่านด้วยราคาเท่าใด? หากข้าให้มากกว่า... ท่านจะยอมปล่อยข้าไปหรือไม่?" หลี่ซวนลองยื่นข้อเสนอ


    "หึ คนที่จ้างวานข้า ก็คือเจ้าพวกนั้น" ซาอู๋เหิงปรายตามองกลุ่มมือสังหารหน้ากากชุดดำ "และผู้ที่มอบหมายภารกิจให้เจ้าพวกนั้นแต่แรก ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก... อีกอย่าง หากข้าสังหารเจ้าทิ้ง ของทั้งหมดในตัวเจ้ามันก็ต้องตกเป็นของข้าอยู่ดีมิใช่หรือ?"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองของหลี่ซวนก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว


    ‘ผู้ใดกัน? ที่มีอำนาจถึงขนาดจ้างวานระดับฐานวิญญาณให้มาสังหารข้าได้... หรือจะเป็นเจ้าพวกมือสังหารสามคนที่เคยลอบสังหารข้า? แต่ฟังจากที่สหายของพวกมันตอนนั้นเคยพูดไว้ อาจารย์ของพวกมันเป็นถึงระดับแก่นวิญญาณมิใช่หรือ! เหตุใดผู้ที่เป็นถึงศิษย์ระดับนั้น ต้องมาเดินป้วนเปี้ยนลอบสังหารผู้คนเพื่อชิงหินวิญญาณอันน้อยนิดด้วย? หากมีอาจารย์ระดับนั้นหนุนหลัง ก็ไม่ควรต้องกังวลเรื่องทรัพยากรจนถึงขั้นต้องปล้นสังหารข้าสิ... หรือจะเป็นศัตรูที่ก่อไว้ตอนงานประลองพันธมิตรเมฆา? ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าไปล่วงเกินผู้ใดกัน’


    "เจ้าจะยืนคิดอีกนานหรือไม่?" เสียงเย็นชาของซาอู๋เหิงดังขัดจังหวะความคิด


    "ท่านไม่คิดจะให้โอกาสข้าเลยงั้นสินะ..." หลี่ซวนกระชับกระบี่ในมือแน่น


    "หึ ๆ... การที่ข้าปล่อยให้เจ้าพูดพร่ำมาได้จนถึงตอนนี้ นั่นก็ถือเป็นการให้โอกาสเจ้ามากพอแล้ว... ตายซะ!"