บทที่ 17 เปิดฉากการต่อสู้
“ฮ่า ๆ ๆ ลูกชายของฉันก็มาถึงแล้ว”
ตู๋กูอี้หลงหัวเราะขึ้น พร้อมกับก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
การปรากฏตัวครั้งนี้ ช่างอลังการจนเกินความคาดหมาย
เขามั่นใจว่า ด้วยรถสุดหรูของตระกูลเยี่ยจะช่วยเสริมบารมีของพวกเขา การปรากฏตัวของลูกชายในวันนี้จะต้องฝังลึกเข้าไปในใจของผู้คนนับไม่ถ้วนอย่างแน่นอน
“พ่อ ท่านนี้คือผู้จัดการโรงแรมหย่งซิง คุณเยี่ยเซียง”
ตู๋กูเชวียแนะนำชายวัยกลางคนในชุดสูทตัวยาวที่เพิ่งเดินลงมาจากรถหรู
โรงแรมหย่งซิงเป็ธุรกิจของตระกูลเยี่ยหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่
คนที่จะขึ้นมาเป็ผู้จัดการได้อย่างเยี่ยเซียง อย่างน้อยจะต้องเป็ระดับกลางของตระกูลเยี่ย
หัวใจของตู๋กูอี้หลงเต้นแรงทันที เขากล่าวอย่างนอบน้อม “คุณเยี่ยสละเวลามาที่นี่ ผมรู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งครับ”
ถึงแม้เขาจะเป็เสมือนผู้มีอิทธิพลสูงสุดในสลัมแห่งนี้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลระดับแกนกลางของห้าตระกูลใหญ่ เขาก็ต้องให้การต้อนรับอย่างระมัดระวัง
“ผู้นำตู๋กูไม่ต้องเกร็งหรอกครับ ผมกับลูกชายของคุณเป็เพื่อนกันน่ะ”
เยี่ยเซียงมีรูปร่างปานกลาง ผมสั้นเกรียน ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มมืออาชีพ พร้อมกับกล่าวว่า “ผมได้รับคำเชิญมาเป็ผู้ตัดสินการประลองในครั้งนี้ เพื่อดูคุณชายตู๋กูได้เป็อันดับหนึ่งในสลัมด้วยตาตนเอง”
ตู๋กูอี้หลงดีใจจนตัวลอย
เื่นี้มันชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือไง
เขาคว้าโอกาสนี้ประกาศตัวตนของเยี่ยเซียงต่อหน้าทุกคนในจัตุรัสทันที
ตระกูลเยี่ย!
บรรดาคนระดับสูงจากกองกำลังอื่น ๆ ต่างหน้าเปลี่ยนสีกันถ้วนหน้า
ผู้นำคลับสายฟ้าเพลิง เฉินเหวินเสียนใบหน้ามืดครึ้มราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่างอยู่
ผู้นำแก๊งเขี้ยวั อู่พั่วเทียน ประกายวาบผ่านดวงตา
“นายมาเป็ผู้ตัดสินเหรอ?”
อู่เถิงคงะโแย้ง “พวกนายปล่อยให้คนนอกมาเป็ผู้ตัดสินการประลองชิงตำแหน่งเทพยุทธ์แห่งสลัมได้ยังไง มันผิดกฎนี่”
“กฎ?”
เยี่ยเซียงเหลือบตามอง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย “คำพูดของคนตระกูลเยี่ยก็คือกฎ”
อู่เถิงคงรู้สึกโกรธจึงะโเสียงดัง “นายเป็คนที่ตู๋กูเชวียเชิญมา แล้วจะมาเป็ผู้ตัดสินได้ยังไง? ใครจะรู้ว่านายลำเอียงหรือเปล่า”
ใบหน้าของเยี่ยเซียงเ็าขึ้นทันที ดวงตาแวววับไปด้วยจิตสังหาร จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด เ้าหมาวัดชั้นต่ำนั่นกำลังตั้งคำถามกับตระกูลเยี่ยอยู่เหรอ?”
“แล้วไง? ถ้าฉันจะตั้งคำถาม…”
อู่เถิงคงยังหนุ่มและเืร้อน จนอยากจะพูดอะไรออกมาอีกมากมาย
“ถอยไป”
อู่พั่วเทียนตอบสนองฉับไว โดยคว้าตัวลูกชายกลับไปทันที
จากนั้นจึงยกมือคำนับและพูดเสียงเรียบ "หากเป็เช่นนั้น ขอขอบคุณผู้จัดการเยี่ยด้วย"
เยี่ยเซียงหัวเราะเสียงเย็น "ถือว่าคุณยังฉลาด"
หลี่เซี่ยวเฟยขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นฉากนี้
คนจากตระกูลใหญ่มีอิทธิพลและชอบใช้อำนาจขนาดนี้เลยหรือ?
แค่ผู้จัดการโรงแรมเล็ก ๆ ก็ทำให้เหล่าผู้นำในสลัมเกรงกลัวได้ขนาดนี้เลย
นี่เป็ครั้งแรกที่หลี่เซี่ยวเฟยได้พบกับคนนอกสลัม
ความประทับใจที่มีต่อหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเยี่ยนั้นไม่ดีสักนิด
ในขณะเดียวกัน หลี่เซี่ยวเฟยก็ตระหนักอย่างลึกซึ้งเป็ครั้งแรกว่า สิ่งที่เรียกว่าอิทธิพลในสลัม จริง ๆ แล้วเป็เพียงระดับล่างสุดในฐานหลิวเหอ
ตระกูลใหญ่ทั้งห้าต่างหากที่เป็ผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง
ดูเหมือนว่าการเป็ใหญ่ในสลัมก็เหมือนกบในกะลา
หาก้าเป็ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง ก็ต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง
ในใจของหลี่เซี่ยวเฟยเกิดความคิดใหม่ ๆ ขึ้น
เพียงไม่นาน ก็ถึงเวลาการประลองบนเวทีเทพยุทธ์
"การประลองบนเวทีเทพยุทธ์เริ่มขึ้นแล้ว เชิญทั้งสองฝ่ายขึ้นสู่เวที"
เสียงของเยี่ยเซียงดังขึ้น
ด้วยเครื่องขยายเสียง ในจัตุรัสที่มีผู้คนนับพันต่างก็ได้ยินอย่างชัดเจน
ท่ามกลางลมและพายุทราย อู่พั่วเทียนเพียงขยับไหล่เบา ๆ เสื้อคลุมสีดำเลื่อนหลุด ก่อนจะก้าวขึ้นสู่เวทีเหล็กสูงสิบเมตรอย่างมั่นคง
การประลองบนเวทีเทพยุทธ์เป็วิธีแบบดั้งเดิมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มในสลัม
เป็ตัวแทนของเกียรติยศอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกยุทธ์
อู่พั่วเทียน ในฐานะผู้ที่ครองอันดับหนึ่งในการต่อสู้ ั้แ่เปิดตัวมา เขาได้ผ่านการต่อสู้ทั้งเล็กและใหญ่มาแล้วเก้าสิบเก้าครั้ง และชนะทั้งเก้าสิบเก้าครั้ง
การต่อสู้ในวันนี้คือการต่อสู้ครั้งที่หนึ่งร้อยของเขา
ชายชราเหยียบขั้นบันไดขึ้นไปทีละก้าว ราวกับาาแห่งสนามรบที่กำลังตรวจตราอาณาเขตของตน
ในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ ชายชราผอมแห้งคนนี้คือเทพาของสลัมผู้ไร้เทียมทาน
สายตาแห่งการสรรเสริญนับไม่ถ้วนต่างจับจ้องไปที่อู่พั่วเทียน
ในขณะนี้
ตู้ม!
ตู๋กูเชวียราวกับตั๊กแตนขนาดั์ที่พุ่งตัวขึ้นจากพื้น กระโจนขึ้นไปกลางอากาศราวยี่สิบเมตร จากนั้นก็ตกลงมาบนเวทีอย่างหนักหน่วง
ทำให้เวทีเทพยุทธ์ขนาดใหญ่ที่สร้างจากเสาเหล็กสีดำเก้าร้อยเก้าสิบเก้าต้นสั่นคลอน
ยอดฝีมือทั้งสองเผชิญหน้ากันแล้ว
“ไอ้แก่ นี่แหละคือความรู้สึกบนเวทีเทพยุทธ์ของผู้ฝึกยุทธ์”
“ต่อไปแกจะไม่มีโอกาสลิ้มรสอีกแล้ว”
“การประลองครั้งที่ร้อยของแก ฉันจะเหยียบย่ำเกียรติยศให้แหลกสลายไปเอง”
“หลังจากการประลองครั้งนี้ ในสลัมจะไม่มีอู่พั่วเทียนอีกต่อไป แก๊งเขี้ยวัจะต้องสิ้นชื่อในวันนี้”
ตู๋กูเชวียยิ้มเหี้ยม ดั่งสุนัขจิ้งจอกเ้าเล่ห์จ้องเหยื่อ
ฟู่!
เสียงบางอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงดังขึ้น
โดยไม่พูดสิ่งให้มากความ อู่พั่วเทียนเปิดฉากโจมตี
ในระยะสิบเมตรร่างของเขาดุจสายลมพัดผ่าน มาปรากฏกายต่อหน้าตู๋กูเชวียในทันที
แสงสีแดงโลหิตปรากฏบนมือขวาของอู่พั่วเทียน
แล้วฟันไปที่คอของตู๋กูเชวีย
“ฮ่า ๆ ดีมาก!”
ตู๋กูเชวียหัวเราะบ้าคลั่ง มีดาบสั้นโผล่ออกมาจากเกราะแขน
แสงดาบพุ่งไปด้านข้าง
เคร้ง!
เกิดเสียงโลหะกระทบกัน
ประกายไฟสว่างวาบ
หมัดแลกหมัด
ตู๋กูเชวียมองดาบโค้งไทเทเนียมของตน
ปรากฏรอยบิ่นขนาดเท่าเม็ดถั่วอยู่บนนั้น
เขามองไปยังกระบี่สั้นสีแดงในมืออู่พั่วเทียน แล้วพูดยิ้ม ๆ “นี่คือกระบี่เขี้ยวัเหรอ? ของล้ำค่าของแก๊งเขี้ยวั? กระบี่ที่เล่ากันมาว่าสร้างจากเขี้ยวของัดิน คมจริง ๆ แต่เดี๋ยวมันก็จะเป็ของฉันแล้ว!”
อู่พั่วเทียนไม่ได้พูดอะไร
ลมกระโชกพัดเสื้อคลุมสีแดงอ่อน เผยให้เห็นร่างกายผอมซูบของเขา
เมื่อเทียบอู่พั่วเทียนกับตู๋กูเชวียที่สูงเกือบสองเมตร ดูไม่ต่างจากคนแคระผอมแห้งเลย
แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้ทุกคนไม่กล้าประมาท
ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้น ยามเปิดออก กลับเฉียบคมดุจเหยี่ยวเล็งเหยื่อ
ฟู่!
เสี้ยววินาทีถัดมา อู่พั่วเทียนเคลื่อนไหวอีกครั้ง
คราวนี้เขายังคงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วอย่างเหลือเชื่อ
เหล่าผู้ชมแทบมองไม่เห็นร่างของอู่พั่วเทียน
หลี่เซี่ยวเฟยหรี่ตามอง ในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด
นี่น่าจะเป็รูปแบบหนึ่งของเทคนิคการต่อสู้?
อันดับหนึ่งของยอดฝีมือในสลัมยังมีของดีอยู่จริง ๆ
อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง แค่เทคนิคการต่อสู้ก็เพียงพอที่จะทำให้ยืนหยัดอยู่เหนือฝูงชนแล้ว
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอีกครั้ง
ดาบและกระบี่ต่างก็แย่งชิงความโดดเด่น
ยอดฝีมือทั้งสองต่อสู้กันในระยะประชิด การต่อสู้เข้ากำลังสู่่ดุเดือด