สิ้นคำด่าของหมอหาน เกิดความเงียบสงบอยู่ชั่วกะพริบตา แต่แล้วก็เสมือนว่ารู้สึกถึงแรงสั่นะเืบางอย่าง ความร้อนนั้นมิได้กักเก็บทำลายตัวผู้รู้สึก เพราะบัดนี้มันพร้อมปะทุออกมาให้ผู้คนรอบข้างรับกรรมที่กวนโทสะผู้เป็ใหญ่ที่มิชอบถูกลูบคมแล้ว
“เ้า!” หลงเฉิงนำมือเข้าบีบคอหมอหาน
“ท่านพี่หยุด!” ฟานอวี้รีบดึงแขนขององค์ชายสามเอาไว้
“เป็ข้าที่มิได้พูดจาให้ชัดเจน นางเป็ฮูหยินเอก เพียงแต่กลัวว่าพูดเช่นนั้นจะไม่ได้รับเทียบยามา ด้วยมิใช่หลักปฏิบัติ นายท่านและนายหญิงต้องเดินทางอีกไกล การมีครรภ์่นี้ไม่เหมาะสม” จางตงฟูก้าวออกมายืนยันกับหมอหาน
หานปาเหวินมองชายที่เขาจำได้ว่าเป็ผู้มาซื้อเทียบก็มองอย่างพิจารณา “เ้าคือคนที่มาซื้อ”
“ขอรับ”
“ไม่ใช่อนุแน่หรือ” ปาเหวินกอดอกถาม
“ตำแหน่งนางเป็เช่นนั้น เพราะฐานะเราไม่เหมาะสม แต่ตัวข้ามีนางเพียงผู้เดียว ไม่มีเอกมีรองใดเลย แค่ไม่อาจยกย่องหญิงที่รักได้ก็หนักหนาพออยู่แล้ว” องค์ชายสามเริ่มทำสีหน้าทุกข์ใจราวกับเ็ปมากมาย “หากอวี้เออร์ไม่สามารถมีบุตร ข้าก็จะปล่อยให้สกุลสิ้นชื่อ”
จางฟานอวี้เห็นเช่นนั้นก็เริ่มบีบน้ำตาบ้าง “หากท่านแม่รู้จะต้องบังคับให้ท่านพี่รับหญิงอื่นเข้ามาเป็แน่ ท่านหมอตอนข้าได้ยินข่าวลือ ข้าใแทบสิ้นสติ มีทางแก้หรือไม่ ฮือ ฮือ ไม่เช่นนั้นต่อให้มาก่อนผู้ใดก็ไม่พ้นต้องเป็สตรีใจง่ายยอมเป็รองผู้อื่น”
หมอหานที่เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกผิดในใจขึ้นมา “เอาล่ะๆ เพิ่งกินไปวันเดียวยังมีทางแก้”
หานปาเหวินเริ่มทำการตรวจก็ต้องแปลกใจ “กินยาหมดถ้วยหรือไม่ นี่ไม่ใช่…”
องค์ชายสามได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มพอใจ เื่อาการแพ้ของเด็กหญิง หากเจอหมอที่รอบคอบย่อมรักษาได้ในที่สุด แต่หากรู้ถึงกระทั่งว่าฟานอวี้ดื่มยาไม่ครบเทียบ เพราะอ้วกออกมาเสียก่อน เขาจึงจะเชื่อถือว่าเก่งกาจจริง
“นางอาเจียนยาออกมาเมื่อรู้ความ” โจวหลงเฉิงตอบ
“เช่นนั้นจะจัดยาแก้ให้”
ระหว่างรอเทียบยาแก้ ฟานอวี้ก็ใช้สายตามองไปรอบๆ โรงหมอแห่งนี้ นางสะดุดเข้ากับถ้วยที่มีข้าวบูดอยู่ภายใน จำได้ทันทีว่าหมอผู้นี้ทดลองรามาใช้เป็ยาปฏิชีวนะแบบแรกเริ่ม
“ท่านหมอ นั่นท่านกำลังเพาะรามาทำยาหรือเ้าคะ ใน่าคนตายเพราะแผลติดเชื้อ เอ่อ..โลหิตพิษ มากกว่าจะป่วยตาย การมีของเช่นนี้ก็นับว่าพลิกกระดานได้เลยทีเดียว”
“ใช่ แม่นางเป็วิชาแพทย์หรือจึงถามเช่นนั้น” หานปาเหวินหยุดมือลอบมองแม่นางน้อยนิ่ง ประหลาดใจที่ไม่ได้มีเพียงเขาจะมองเห็นว่าราอาจนำมาใช้รักษาคนได้
“ไม่เลยเ้าค่ะ เพียงแต่เคยเห็นตำราโบราณกล่าวเื่การกินรารักษาโรคมาบ้าง เอ…ท่านพี่ของข้า เป็ผู้มีใจรักการสนับสนุนผู้ที่มีความสนใจพัฒนาสิ่งต่างๆ ท่านหมอจะได้ไม่ต้องกังวลเื่เงินทอง ใช้เวลาค้นคว้าได้เต็มที่” ฟานอวี้แสร้งก้มหน้าเขินอาย
องค์ชายสามขมวดคิ้ว จู่ๆ ก็ต้องรับบทบาทเป็ผู้อุ้มชูคลังปัญญาของแคว้น แต่ก็ยอมตามน้ำไป เขายังขาดหมอมากฝีมือมาเป็พรรคพวกอยู่จริง “อืม ข้าดูแล้ว เ้ามีความสามารถ หากมีใจรักจะต่อยอดวิชาแพทย์ ข้าก็พร้อมให้การผลักดัน เพียงแต่เ้าจะนับเป็คนของข้า เมื่อข้าเรียกจะต้องมา”
“คนของท่าน ไร้สาระจริง ข้าไม่เป็คนของผู้ใดให้เสียเวลาทั้งสิ้น หมอที่มีสังกัดแรกเริ่มก็สัญญาว่าได้เวลาศึกษา แต่ไม่นานก็เรียกหาจนไม่เป็อันทำอันใด จามไอเล็กน้อยก็ทำเป็ใหญ่โต ใต้หล้ามีโรคร้ายมากมายให้รักษา สตรีของท่านรู้เื่ราเพียงเล็กน้อย ไม่อาจซื้อใจข้าได้”
“หากว่าท่านพี่สามารถหาคนที่มีโรคแปลกประหลาดมาให้ท่านรักษาได้เป็ประจำเล่า” ฟานอวี้เสนอตามที่องค์ชายรองเคยหยิบยื่นให้เขา
“คนป่วยข้ามูเามากันเองอยู่แล้ว”
อ๊ะ…เหตุใดจึงไม่ได้ผลเล่า
“ข้าคือองค์ชายโจวหลงเฉิง ข้ามีคนพร้อมตามหาคนเจ็บป่วยมาส่งถึงที่ ทหารข้าเองก็เจ็บไข้กันด้วยโรคประหลาดบ่อยครั้ง คนที่เดินทางมาเองได้ มิได้แปลว่ายังป่วยไม่พอหรือ”
“องค์ชายแล้วอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
จางฟานอวี้คิดจนหัวแทบแตกว่าคราวก่อนหมอหานยอมตกลงได้อย่างไรก็คิดไม่ออก นางจึงเดินไปเปิดถ้วยราดูเล่น เมื่อเห็นถ้วยที่มีราดำ จึงจดจำได้ว่าเคยบอกองค์ชายรองยามเพ้อด้วยพิษไข้ว่าราดำนั้นต้องทิ้ง นำมาทำยาไม่ได้ องค์ชายอาจใช้สิ่งนี้ซื้อใจหมอหานมา
“หากข้าลดเวลาการทดสอบราของท่านได้เล่า จะว่าอย่างไร”
“หากเป็เช่นนั้นข้าจะยอมเป็หมอในสังกัดขององค์ชายสามก็ได้” หมอหานยื่นถุงยาตำรับแรกให้ตงฟูรับไปถือไว้
“ราสีดำทิ้งไปเสีย มีแต่ตายกับตาย ราที่ท่าน้าควรมีสีฟ้าเขียวหรือออกเทา หากมีสีดำปนเปื้อนท่านหมอต้องทิ้ง ที่ไม่มีสีดำจึงจะนำมาหมักในที่มืดออกมาเป็ยาสีเหลืองได้” ฟานอวี้พูดส่งๆ ออกไป นางมิได้อ่านหน้าที่บอกวิธีการทำเพนิซิลลินอย่างละเอียดจึงไม่แน่ใจนัก แต่คิดว่าเท่านี้ก็อาจจะเพียงพอให้หมอหานเกิดความคิดแล้ว นี่มันมากกว่าที่องค์ชายรองพูดครั้งนั้นเสียอีก
หานปาเหวินตาโต เขาหันไปเปิดบันทึกผลการรักษา เขาใช้ราโดยตรงมิได้หมักก่อน หรือนี่จะเป็เหตุให้เขาใช้มันไม่ได้ผลกัน
“ว่าอย่างไร เท่านี้เพียงพอให้มาเป็คนของข้าหรือไม่”
“หากองค์ชาย้าให้รักษาหรือไม่รักษาผู้ใดกระหม่อมจะทำตามที่สั่งพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงแต่อนุญาตให้กระหม่อมติดต่อกับนางเพื่อปรึกษาเื่ราได้หรือไม่”
“ฟานอวี้ว่าอย่างไร” หลงเฉิงหันไปถาม
“ได้เพคะ” นางยิ้มๆ ที่แท้ในชาติก่อนองค์ชายรองมิได้สนใจเื่รา แต่เขามาถามเพื่อใช้ไปคุยกับหมอหานนี่เอง ชาติก่อนนางแค่บอกว่าต้องทำอย่างไรก็ได้ให้มีสีเหลืองเพราะจำจากห้องเรียนได้เพียงเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าชายผู้นี้ก็หาวิธีมาจนได้ ชาตินี้จำได้มากขึ้นแล้วคงสำเร็จได้เร็วขึ้น และมันจะต้องเป็ประโยชน์ต่อกองทัพของโจวหลงเฉิงแน่
“เช่นนั้นก็ตามนี้ เงินสนับสนุนจะให้ตงฟูจัดการ”
“เดี๋ยวก่อน ยาจากรา…หากได้แล้ว ขอให้องค์ชายสามเป็ผู้เดียวที่มีสิทธิ์ใช้สอย ห้ามท่านหมอขายให้ผู้ใด ไม่ว่าจะในหรือนอกแคว้น”
“ตกลง ขอแค่มีที่ให้ทดลองก็เพียงพอ ผู้ใดจะได้ใช้หรือไม่ ข้าไม่สนใจ”
เมื่อหมอหานตกลงแล้ว ฟานอวี้ก็หันไปยิ้มกว้างอย่างซุกซนให้องค์ชายสามในทำนองว่านางเก่งหรือไม่ โจวหลงเฉิงจึงยิ้มบางๆ พยักหน้าให้แก่จางฟานอวี้
ภาพนี้ทำให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามมาแปลกใจไม่น้อย ก่อนนี้ยังพอตอบได้ว่าองค์ชายเพียงเล่นงิ้วฉากหนึ่ง แต่อาการยามนี้เล่า องค์ชายสามเป็อันใดไปแล้วกัน
โครก คราก…
เสียงนั้นดังขึ้นจากท้องของจางฟานอวี้ เรียกความขบขันให้เกิดขึ้นต่อผู้คนรอบข้างไม่น้อย มือเล็กกุมท้องไว้พลางแสดงสีหน้าดำคล้ำไปกว่าครึ่ง เม้มริมฝีปากเป็เส้นตรงอย่างดื้อรั้น
“ขึ้นรถม้าเถิด หิวโหยจนท้องร้องดังไม่สมเป็สตรีแล้วนั่น” องค์ชายสามเอามือแตะที่แผ่นหลังจางฟานอวี้เบาๆ วันนี้หลงเฉิงเห็นทีว่าจะสนุกสนานพอแล้ว อย่างไรแม่นางน้อยก็ยังป่วยไข้อยู่เล็กน้อย ควรดื่มกินให้เพียงพอ
“เพคะ” ฟานอวี้ขมวดคิ้วไม่ใคร่พอใจ ด้วยไม่ทันไรก็ถูกว่ากล่าวอีกเสียแล้ว
ปากเสียจริง!
“ขมวดคิ้วทั้งวันทั้งคืน หากมีรอยย่น เปิ่นหวางจะสมน้ำหน้าเ้า”
“องค์ชายสาม!”
เสียงแว๊ดดังออกมาจากรถม้า ตามด้วยเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคอของผู้เป็องค์ชาย ไม่นานนักเขาก็เคาะให้รถม้าออกตัว
“ท่านอาจารย์ คนเ่าั้ตกลงไปแล้วหรือ นางเป็อันใดมาหรือเ้าคะ”
“ไม่เป็อันใดมาก มารับยาบำรุงเท่านั้น เด็กหญิงน้อยฟื้นแล้วหรือไม่”
“ฟื้นแล้วเ้าค่ะ พอกยาไว้แล้ว อีกชั่วยามคงเช็ดออกดูอาการเบื้องต้นได้ หากไม่มีอันใดแล้ว นางกลับบ้านได้เลยหรือไม่เ้าคะอาจารย์หาน”
“หากไม่มีอันใดน่าห่วงก็ให้ไปได้”
หมอหานที่สั่งศิษย์แล้ว ก็ลงไปตรวจดูราในโถที่เขาปล่อยให้เกิดราด้วยวิธีที่ต่างกันไป เขาทิ้งราดำตามที่สตรีขององค์ชายบอกไว้ จากนั้นก็ไปบริเวณครัวหุงข้าวสุกขึ้นมาทดลองเพิ่มอีกรอบหนึ่ง
“หมักจนเป็สีเหลืองหรือ…” หานปาเหวินพึมพำกับตนเอง