ประเทศญี่ปุ่น
.
.
- เขตซากะ -
.
.
ณ สถานีรถไฟใต้ดิน เวลา 07:30 นาฬิกา
'เรียนท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้รถไฟขบวน....'
'เื่ปกติแก วันก่อนฉันก็เจอ'
'ไม่ใช่ครับไม่ใช่ ต้องเอาของจากข้างล่างขึ้นมาก่อนสิ'
ภายในสถานีรถไฟใต้ดินที่มีผู้โดยสารจำนวนมากกำลังเร่งรีบขึ้นรถไฟให้ทันก่อนที่จะสายเกินไป ทำให้ยามเช้าเกิดเื่วุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันจนกลายเป็เื่ปกติของสังคมเมือง บางคนพยายามซื้อตั๋วรถไฟด้วยความรีบร้อนขณะมองซ้ายมองขวาอย่างเป็กังวล บางคนต้องรีบไปทำงานให้ทันก่อนที่จะโดนหัวหน้าดุเอาและหักเงินเดือนไปตามระเบียบ เช่นเดียวกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งที่กำลังเดินคุยโทรศัพท์กับใครบางคนด้วยท่าทางร่าเริง
"ผมกำลังไปครับ สถานีเซนีใช่มั้ยครับ?"
'ใช่ๆ ทางออกประตูสองเดินข้ามถนนมาแล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามาในซอยก็จะเจออาคารกระจกสูงๆ อาคารนั้นแหละบริษัทของลุงเอง'
"โอเคครับ ถ้าใกล้ถึงเมื่อไหร่ผมจะโทรหาอีกที"
'อื้ม รีบมาละ เออ!เดี๋ยวก่อน'
"ว่าไงครับ?"
'ถ้ามาถึงแล้วบอกพนักงานด้านล่างว่ามาหาท่านประธานนะ อย่าเรียกชื่อลุงห้วนๆเด็ดขาดเข้าใจมั้ย?'
"รับทราบครับ เื่ที่ผมกับลุงเป็ญาติกันจะไม่มีใครรู้แน่นอนครับ"
'ขอบใจนะฮาจิมะ เฮ้อ...ได้หลานมาช่วยงานอีกแรงคงแบ่งเบาภาระได้เยอะ แล้วก็ในเวลางานลุงไม่ปราณีนะ ถ้าทำผิดก็ต้องลงโทษตามระเบียบ อย่าถือสากันละ'
"ผมไม่ซีเรียสหรอกครับ เป็เื่ปกติที่ต้องโดนดุเป็ธรรมดา"
'อื้ม งั้นเจอกัน เดี๋ยวลุงลงไปดูความเรียบร้อยข้างล่างก่อน'
"ได้ครับ"
ตู๊ด!
"เอาละ ไปซื้อตั๋วก่อนดีกว่า" ขณะนี้ผมกำลังไปสถานที่ทำงานแห่งใหม่ซึ่งมีคุณลุงที่เป็ญาติห่างๆไว้วานขอให้มาทำงานด้วยกัน เนื่องจากพนักงานคนก่อนลาออกกระทันหันและอีกคนก็ไม่มาตามนัดหมาย ทำให้คุณลุงหมดหนทางในการหาพนักงานใหม่และเป็จังหวะเดียวกับที่ผมกำลังเปลี่ยนสายงานจึงถูกดึงตัวให้มาทำงานที่นี่โดยปริยา ผม ฮาจิมะ โคตะ คนนี้เลยต้องเดินทางจากสถานีซากะไปยังสถานีเซนีเพื่อไปตามนัดหมายที่ว่าเอาไว้ เมื่อคิดได้แบบนั้นจึงเดินไปซื้อตั๋วที่ตู้ขายอัตโนมัติและรีบเดินเข้าไปยังขบวนรถไฟที่มาถึงทันเวลาพอดี
"เอ...จะไปทันมั้ยนะ" แต่เมื่อเข้ามาในขบวนรถไฟได้สักพักก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาขณะมองนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความวิตกกังวล จากสถานีซากะไปยังสถานีเซนีใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ส่วนเวลาเข้างานของผมคือแปดโมงตรง ซึ่งตอนนี้ประมาณเจ็ดโมงกว่าๆน่าจะไปทันถ้าไม่ติดปัญหาอะไรซะก่อน
'สถานีต่อไป...เซนี โปรดใช้ความระมัดระวัง...' เสียงประกาศจากลำโพงบ่งบอกว่าถึงสถานีที่เป็จุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว ผมจึงขยับตัวพยายามเบียดเสียดออกไปโดยเร็วที่สุดก่อนที่ประตูจะปิดลงอีกครั้ง และเพราะความพยายามของผมจึงสามารถออกมาจากรถไฟได้สำเร็จ
"ทางออกสองๆ (' ' )( ' ')" ผมเดินตามหลังผู้โดยสารคนอื่นๆขณะมองหาป้ายที่เขียนว่าทางออกสองพร้อมเปิดแผนที่นำทางเพื่อให้ง่ายต่อการเสาะหาตำแหน่ง จากในแผนที่บนหน้าจอใช้เวลาเดินทางประมาณสิบนาทีก็จะถึงที่หมาย และตอนนี้ก็เป็เวลาเจ็ดโมงห้าสิบนาทีพอดีเป๊ะ ตายละ! แบบนี้ถ้าไม่รีบเดินก็ไม่ทันนะสิ เมื่อคิดได้แบบนั้นจึงรีบเดินหาทางออกโดยเร็วที่สุดขณะมองตามแผนที่บนหน้าจอโทรศัพท์อย่างร้อนรน ไม่นะ! ทำงานวันแรกจะสายไม่ได้นะ เดี๋ยวต้องไปรับฟังการสอนงานจากคุณลุงอีก เฮ้อ...โดนดุั้แ่วันแรกแน่เลย
"ข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้าย..." เมื่อเดินออกมาจากสถานีรถไฟได้สำเร็จก็พบเจอกับสี่แยกขนาดใหญ่ที่มีรถยนต์มากมายกำลังขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง ผมเดินไปยืนรอข้ามถนนกับคนอื่นๆขณะก้มมองหน้าจอโทรศัพท์สลับมองข้างหน้าเพื่อหาตึกสูง อืม...จากตรงนี้ยังมองไม่เห็นตึกอีกเหรอ แสดงว่าตัวตึกไม่ได้สูงมากนัก แบบนี้ก็ลำบากแย่เลย
ระหว่างที่ฮาจิมะกำลังคิดไปด้วยก้มมองโทรศัพท์ไปด้วยก็เป็จังหวะเดียวกับที่สัญญาณไฟแสดงพอดี แต่เพราะเ้าตัวกำลังสนใจหน้าจอเลยไม่ได้มองสัญญาณไฟให้ดี ทำให้เขาพึ่งรู้ตัวและรีบเดินรั้งท้ายคนอื่นอย่างเร่งรีบจนสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็สีเหลืองในระหว่างที่เขายังก้าวไม่พ้นทางม้าลายก็มีบิ๊กไบค์คันใหญ่กำลังพุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง คนขับเห็นว่าไฟกำลังจะเปลี่ยนสีจึงไม่ได้ชะลอทำให้พวกเขาเกือบพุ่งชนเข้าจังๆ
เอี๊ยด!!
ปริ๊ด!!
"เฮ้ย!!" เพราะมัวแต่มองตรงไปข้างหน้าทำให้ไม่ทันระวังรถจักรยานยนต์ที่ขับมาหมายจะมุ่งสู่เส้นทางข้างหน้าโดยไม่ทันระวังจึงบีบแตรใส่ด้วยความใพร้อมกำเบรคแน่นจนตัวรถโยกตาม ผมขยับมายืนบนฟุตบาทและกำลังจะหันไปขอโทษด้วยความรู้สึกผิดแต่อีกฝ่ายกลับถอดหมวกกันน็อคออกมาทำให้เห็นใบหน้าชวนหงุดหงิดของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ผมดำยาวเสมอหูถูกรวบตึงเอาไว้ด้วยยางมัดผมสีดำ หน้าตาจัดว่าหล่อเหลาเอาการ ผิวพรรณขาวสว่างอย่างกับเปิดหลอดไฟใต้ิั ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้ริ้วรอยบ่งบอกว่าดูแลตัวเองมาอย่างดี หางคิ้วกัดเป็ทรงเล็กน้อย ใบหูทั้งสองข้างเจาะด้วยต่างหูเงินดูเท่ซะไม่มี ผมเผลอจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กระพริบจนเกือบลืมว่าทำให้เขาโกรธอยู่ เลยเรียกสติกลับมาอีกครั้งและเอ่ยปากขอโทษออกไป
"ขอโทษนะครับ! เมื่อกี้ผมดูเส้นทางอยู่ก็เลย--"
"ไอ้ควายเอ้ย! เมื่อกี้ถ้าเบรคไม่ทันได้ไปแดกปูนทั้งคู่เลยนะไอ้เหี้*ย! ตามองทางบ้างไม่ใช่มองแต่โทรศัพท์ ของมันไม่หายแต่ชีวิตมึงจะหายไปก่อน!"
"เอ่อ..."
"แล้วตีนมีไว้ทำไม? เดินให้มันไวๆหน่อยเห็นตามหลังคนอื่นตั้งไกลมัวทำอะไรอยู่ฮะ! นี่ถ้าเผลอปล่อยเบรคนิดเดียวร่างมึงกระเด็นไปนู่นละ"
"ครับ ขอโทษจริงๆ--"
"นี่ถ้าเจอคนหัวร้อนง่ายมึงได้ตายคาตีนไปนานละ วันหลังก็ระวังหน่อย แหกตามองถนนบ้าง"
"ครับ..." ตอนนี้ผมไม่สามารถพูดได้ตามใจนึกเพราะถูกชายหนุ่มคนนี้พูดดักคอเอาไว้ตลอด ดูจากสีหน้าบึ้งตึงของเขาก็พอรู้ได้ทันทีว่ากำลังโกรธจัด เขาหาคำด่าสารพัดพูดออกมาพร้อมชี้นิ้วไปทางม้าลายอย่างฉุนเฉียว บวกกับน้ำเสียงตะคอกที่เขาเปล่งออกมายิ่งทำให้ผมใจฝ่อลงทันที เฮ้อ...มาวันแรกก็โดนใครที่ไหนไม่รู้ด่ายับจนไปต่อไม่ถูกเลย แต่ผมก็เป็ฝ่ายผิดจริงๆนั้นแหละ ยอมรับชะตากรรมไปก็แล้วกัน
"ดูดิ! วันแรกก็เข้างานสายเลย เฮ้ย...เซ็งโว้ย!" ชายหนุ่มคนนั้นหยิบหมวกกันน็อคสวมเอาไว้อีกครั้งพร้อมเร่งเครื่องออกตัวไปอย่างรวดเร็ว ผมจึงได้แต่ก้มหน้าขอโทษเขาจากที่ไกลๆก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปยังสถานที่ทำงานของตนเองให้ทันเวลา แต่เพราะเหตุการณ์เมื่อกี้ทำให้เสียเวลาพอสมควร การมาทำงานวันแรกจึงสายทันที
"ขอโทษนะครับ ผมมาหาท่านประธานครับ"
"คุณฮาจิมะสินะคะ ขึ้นไปได้เลยค่ะ ท่านประธานอยู่ชั้นสอง"
"ขอบคุณครับ" แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด ผมเดินเข้าไปในลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสองที่พนักงานต้อนรับแจ้งเอาไว้พลางคิดหาข้อแก้ตัวเื่มาสายด้วยความวิตกกังวล คุณลุงต้องดุเรายกใหญ่แน่เลย ตอนคุณลุงดุโคตรน่ากลัวเลยจำได้ ทำยังไงดี
ติ๊ด~
"ก็บอกแล้วไงครับว่าเมื่อกี้มีอุบัติเหตุเลยมาช้า ถ้าเมื่อกี้ผมไม่รีบมาป่านนี้คงไม่ได้มาพบคุณหรอก"
"ผมรู้ว่าคุณมีใจในการทำงาน แต่การที่คุณมาขึ้นเสียงใส่ผมแบบนี้มันไม่มีมารยาทเลยนะ"
"ขอโทษทีครับ ผมหงุดหงิดจากเมื่อกี้อยู่ก็เลยไม่ทันระวัง"
"คุณลุงคุยกับใคร?" เสียงจากภายในห้องทำงานที่มีป้ายพลาสติกสีขาวเขียนว่า ห้องผู้บริหาร ติดเอาไว้ด้านหน้าบ่งบอกว่าผมมาถึงที่หมายแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคุณลุงมีแขกอยู่แถมยังทะเลาะกันอีก ขืนเข้าไปตอนนี้มีหวังโดนลูกหลงแน่ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจยืนรอหน้าห้องเพื่อให้พวกเขาพูดคุยได้ตามปกติขณะพิมพ์ข้อความหาคุณลุงว่ามาถึงแล้ว
[ข้อความ]
'ผมอยู่หน้าห้องแล้วครับ'
'เข้ามาได้เลย'
'แต่คุณลุงมีแขกไม่ใช่เหรอครับ?'
'เปล่าหรอก เป็พนักงานใหม่เหมือนหลานนี่แหละ เข้ามาสิ'
"พนักงานใหม่?" ผมทวนข้อความที่คุณลุงส่งมาก่อนจะนึกถึงบทสนทนาที่ได้ยินเสียงสักครู่ เอ...พนักงานใหม่แบบไหนถึงกล้าต่อปากต่อคำกับผู้บริหารได้ขนาดนี้ แต่ช่างเถอะ อาจจะเป็คนรู้จักของคุณลุงก็ได้ เมื่อคิดได้แบบนั้นจึงเคาะประตูสองทีก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
"ขออนุญาตครับ"
"อา เข้ามาๆ เอ...ทำไมวันนี้มีแต่คนมาสายนะ มีอุบัติเหตุเหรอ?"
"พอดีมีเื่นิดหน่อยก็เลยมาสายครับ"
"อืม ผมก็มีเื่เหมือนกันเลยมาสาย หืม?"
"เอ๋?"
"อืมๆ เหมือนจะมีปัญหา--'
"เฮ้ย! / เชี่ย!" ขณะที่ผมกำลังอธิบายให้คุณลุงเข้าใจก็เหลือบไปเห็นคนด้านข้างที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก และเหมือนเขาก็รู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกันจึงหันมาสบตามองก็ต้องใอีกรอบเพราะเ้าคนที่อยู่ข้างๆของผมก็คือคนที่ขี่บิ๊กไบค์มาด่าผมนั่นเอง เอาจริงดิ! หมอนี่คือพนักงานใหม่ที่ว่านะเหรอ!?
.
.
.