“นี่คือสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงเงยหน้ามองเขาแล้วเปิดฝาขวดออก แต่ด้านในกลับว่างเปล่า
“เอาไว้ใส่น้ำค้างกุหลาบของเจ้าอย่างไรเล่า~” เผยรุ่นจือยิ้มละไมเขาชูนิ้วชี้เรียวสวยขึ้นหนึ่งนิ้ว “หนึ่งขวดหนึ่งร้อยอีแปะ”
โธ่เว้ย!มาหาทางไถเงินจากนางอีกแล้ว มิหนำซ้ำยังแพงถึงร้อยอีแปะ!
เย่ชิงชิงพิจารณาขวดกระเบื้องสีขาวในมืออย่างขุ่นเคืองนางจำต้องยอมรับว่าขนาดกำลังพอดี เนื้อเคลือบละเอียดอ่อนอีกทั้งตัวขวดก็ดูเรียบลื่นและงดงามเพียงแต่...เหตุใดเขาจึงทราบเล่าว่านางไม่มีภาชนะ?
นางชำเลืองมองผู้ที่นั่งอย่างสบายอกสบายใจแล้วคิดว่าจะสอบถามอย่างไรดีโดยไม่ให้เขาจับพิรุธได้ทว่าเผยรุ่นจือกลับเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “ครอบครัวของข้าจัดการเรื่องสู่ขอให้ข้าแล้ว”
สู่ขอ?เย่ชิงชิงถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แย้มยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น“คุณชายเจ้าของห้างน่าจะอายุสิบหกปีแล้วใช่หรือไม่? ถึงวัยที่สมควรหมั้นหมายแล้วเจ้าค่ะ”
เคออิ๋งอิ๋งที่อายุเท่ากันกำลังจะได้แต่งงานในอีกไม่นานนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องนี้...“คุณหนูเคอจะมาเป็นพี่สะใภ้ของท่านแล้ว ท่านมีความเห็นอย่างไรเจ้าคะ?”
เผยรุ่นจือเลิกคิ้วขึ้น“ความเห็นอันใดหรือ?”
“นางดูเศร้าใจนักเจ้าค่ะ...” นางไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้เรื่องเลย
“เจ้าทราบได้อย่างไร?”
“แน่นอนว่าเพราะ...” เย่ชิงชิงเม้มริมฝีปากนางไม่บอกหรอกว่าเคออิ๋งอิ๋งนัดพบ นางเอามือไพล่หลังแล้วตอบว่า “เพราะสัญชาตญาณของหญิงสาวอย่างไรเล่า~”
“โอ้?” เผยรุ่นจือมองนางพร้อมกับยิ้มมีเลศนัย“สัญชาตญาณของหญิงสาวหรือ? เสี่ยวชิงชิงถือว่าเป็นหญิงสาวแล้วอย่างนั้นหรือ?”
โอ๊ย...สายตาของท่านช่างเสียมารยาทเสียจริงนะ!เย่ชิงชิงจ้องเขม็งอย่างไร้อารมณ์
“น่าเสียดายที่ข้าปฏิเสธความปรารถนาดีของครอบครัวไปแล้ว”
หมายความว่าอย่างไร?เย่ชิงชิงหันหน้าไปมองเขา “ท่านยังไม่ได้หมั้นหมายหรือ?”
เผยรุ่นจือพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อจัดเสื้อผ้า เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า“กลับกันเถอะ”
นางเดาไม่ถูกเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึงที่นี่เย่ชิงชิงถูกยกขึ้นไปนั่งบนหลังม้า จากนั้นอกอุ่นๆ ก็ทาบทับลงมา เขาเหวี่ยงแส้“ย่าห์!”
เย่ชิงชิงกำขวดสวยๆไว้ในมือ นางมองเส้นทางสายเล็กบนภูเขาที่ค่อยๆ ถูกความมืดกลืนกินขอบฟ้ายังมองเห็นเมฆสีแดงบางๆแต่อีกไม่นานดวงดาวและดวงจันทร์บนท้องฟ้ายามค่ำคืนก็จะเข้ามาแทนที่
พานางมาดูผืนดินที่เหมาะแก่การสร้างเรือนพักส่วนตัวหรือ?เย่ชิงชิงเอียงศีรษะเล็กน้อย ถามว่า “ที่ดินที่ท่านชี้เมื่อครู่นั้นขายอย่างไรหรือ?”
เผยรุ่นจือหัวเราะเบาๆ“เสี่ยวชิงชิงตัดสินใจจะเป็นเจ้าของมันแล้วหรือ?”
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่อยากฟังว่าท่านต้องการเงินจากข้าเท่าใด”
สิ่งที่เรียกว่าเรือนพักส่วนตัวนั้นมิใช่เพียงแค่ทำเลที่ตั้งที่ดีเท่านั้น ตัวเรือนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันการสร้างที่อยู่อาศัยให้ถูกใจ สบายตา และงดงามนั้นต้องใช้เงินจำนวนมาก
เผยรุ่นจือกลับหลีกเลี่ยงที่จะตอบจากนั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเสี่ยวชิงชิงบอกว่าวันนี้จะพูดคุยเรื่องสุนทรีย์มิใช่เรื่องการค้าขาย ก็อย่าเพิ่งถามเลย”
แล้วที่เขาพานางไปที่นั่นในวันนี้เพื่อสิ่งใดกันเล่า?เย่ชิงชิงก้มหน้า เพื่อขายขวดทรงสวยงามให้นางกระนั้นหรือ?
ด้วยการควบม้าอย่างรวดเร็วไม่นานนักก็มาถึงหมู่บ้านเถียนซิน แม้จะเดินทางรวดเร็วเพียงใดแต่ท้องฟ้าก็มืดมิดเสียแล้ว
เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเย่ชิงชิงไม่ยอมนั่งในอ้อมแขนของเขาต่อแล้ว นางยืนกรานว่าจะลงเดินเท้าเพราะนางเพิ่งตระหนักได้ว่าเผยรุ่นจือขี่ม้ามากับนาง ด้วยม้าเพียงตัวเดียวแล้วเขาจะกลับเมืองได้อย่างไร?
“ท่านต้องการยืมม้าจากข้าหรือไม่ ราคามิตรภาพ ครั้งละร้อยอีแปะเจ้าค่ะ”เย่ชิงชิงยิ้มเจ้าเล่ห์
เผยรุ่นจือกลับจูงม้าเดินนำหน้าเขาโบกมือแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณในความหวังดีแต่ไม่จำเป็น”
เย่ชิงชิงอึ้งไปท้องฟ้ามืดแล้ว เขาจะบินกลับไปอย่างนั้นหรือ? นางถามด้วยความสงสัยเต็มใบหน้า“เดินยามค่ำคืนไม่ปลอดภัยนะเจ้าคะคุณชายเจ้าของห้างรูปโฉมงดงามเช่นนี้ไม่กลัวถูกชิงทรัพย์ก็ต้องระวังถูกชิงตัวเจ้าค่ะ...”
“รูปโฉมของข้าเป็นเช่นไรหรือ?” เขาหันกลับมาทันที
ไม่ให้เงินร้อยอีแปะกับนางแล้วยังจะให้นางชื่นชมอีกหรือ?เย่ชิงชิงกำลังจะเปิดปากสวนกลับแต่หันไปเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ด้านหน้า
ร่างที่สวมชุดสีแดงปรากฏขึ้นในมุมมืดช่างน่าขนลุกยิ่งนัก พอเดินเข้าไปอีกหน่อย ก็มองเห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้นชัดเจนที่แท้ก็คือเย่ฝูหรง?
นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?เย่ชิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปไม่หยุด
เย่ฝูหรงเห็นพวกนางแล้วดูประหลาดใจยิ่งนักดวงตากลมโตของจ้องมองเผยรุ่นจือไม่กะพริบ
“เย่ชิงชิง” จู่ๆ นางก็เอ่ยเรียก
เย่ชิงชิงหยุดชะงักครู่หนึ่งลังเลว่าจะตอบกลับนางดีหรือไม่ หากพบกับคนพิลึกเช่นนี้มักไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นนางไม่อยากเสียเวลาเลยแม้แต่น้อย
นางไม่คิดเลยว่าเผยรุ่นจือจะจูงม้าเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง“ดูเหมือนแขกอย่างข้าต้องเข้าบ้านเจ้าไปก่อนแล้ว” เขากล่าวจบก็เดินจากไปอย่างสง่างาม
“...”เย่ชิงชิงทำได้เพียงยืนอยู่กับที่ นางหันไปถาม “มีเรื่องอันใดหรือ?”
เย่ฝูหรงมองตามหลังเผยรุ่นจือที่ค่อยๆไกลออกไป นางเม้มปากแล้วเอ่ย “เจ้าช่างไร้ยางอายนักเข้าหาสกุลเผยขนาดนี้เลยหรือ?”
หา?เย่ชิงชิงมึนงง แล้วตอบไปว่า “หากเจ้าเรียกให้ข้าหยุดเพียงเพื่อพูดจาเหลวไหลเช่นนี้ข้าไปละ”
“เหลวไหลอย่างไร? เซี่ยซางจวี๋เป็นคนบอกข้าเองเลยนะ!”เย่ฝูหรงยกชายกระโปรงสีแดงสดเดินนำหน้าไปสองก้าว
เซี่ยซางจวี๋คือ...พวกนางเคยพบกันเพียงครั้งเดียว เย่ชิงชิงพยายามครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนจึงนึกออกแล้วว่าคนผู้นี้เป็นเพื่อนสนิทของเผยฉางสี่ดูจากท่าทีของฮูหยินรองเผยแล้วสองตระกูลนี้คงเป็นตระกูลที่คบหากันมานานหลายชั่วอายุคน
เพียงแต่เย่ฝูหรงรู้จักนางได้อย่างไร?