ตอนที่ 5 เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี
ตอนที่ 5 เคล็ดเทวะเพลิงอัคคีนับจากวันนี้เป็นต้นมา เป้าหมายของเจวี๋ยหวู่หมิง ก็ได้มีเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นั่นก็คือการเสาะหาวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีพิภพไซอิ๋ว อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังลมปราณ ถือได้ว่าเป็นอาหารบำรุงที่ดีเลยทีเดียว เพียงแต่ที่ทำให้เขาต้องรู้สึกหดหู่ก็คือ ต่อให้เขาพลิกไปหาไปทั้งเทือกเขาก็ยังหาวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีไม่เจอแม้สักชิ้นเดียวเขาที่กำลังเหม่อมองไปที่ต้นโสมที่ทั้งขาวทั้งอวบเบื้องหน้าต้นนี้ กลิ่นหอมหวนได้แตะเข้ามาที่ปลายจมูก จนน้ำลายสอกันได้เลย“ถึงกับมีต้นโสมมากขนาดนี้ ยังถือว่าข้าเคยพบเคยเจอเป็นครั้งแรกอยู่เหมือนกัน ทั้งยังไม่รู้เหมือนกันว่างอกเงยมานานแค่ไหนกันแล้ว เป็นต้นพันปีหรือว่าเป็นต้นหมื่นปีกันนะ?”ต้นโสมเติบโตได้จนคล้ายกับเป็นทารกน้อยก็มิปาน เจวี๋ยหวู่หมิงยังถึงกับอดไม่ได้ที่จะลงมือแล้วแต่ถึงแม้จะอดไม่ได้ก็อยู่ในส่วนของอดไม่ได้ เขาที่ได้กลืนเข้าท้องไปอย่างไม่รีรอ เมื่ออ้าปากจนกว้างก็ได้เข้าไปภายในท้องได้ในคำเดียวต้นโสมเมื่อได้เข้าสู่ภายในมิติช่องว่างกระเพาะ เขากลับไม่ได้ให้คำสั่งทำการกลืนกินไปตั้งแต่แรก เพียงแต่รอคอยให้มนส่งไปยังภายในสถานีย้อนคืนเท่านั้น“ติ้ง! ขอแสดงความยินดีกับผู้อุปถัมภ์ ที่ได้รับ 7500แต้มสะสม”เจวี๋ยหวู่หมิงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นภายในความคิดก็ได้ฉายหน้าต่างที่เป็นมนตราคาถาของระบบออกมาเขารู้ว่า ตรงแถบด้านล่างสุดของหมวดหมู่มนตราคาถายังได้มีปุ่มที่เล็กเป็นอย่างยิ่งอยู่ปุ่มหนึ่ง โดยที่ด้านบนของปุ่มยังเขียนเอาไว้ด้วยว่า:เริ่มต้นทำการปรับเปลี่ยน“เป็นมันนี่เอง!”เจวี๋ยหวู่หมิงที่มีความคิดแล่นวูบ ถึงกับเป็นปุ่มที่ให้กดเข้าไปแค่นั้นเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้เลยวินาทีนั้นหน้าต่างสถานะทั้งหมดถึงกับสาดเป็นประกาย ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าตัวเองจะสามารถปรับขอบเขตระดับขั้นการบ่มเพาะมนตราคาถาได้ตามแต่ที่ต้องการความรู้สึกที่แสนเร้นลับขนาดนี้ แต่เจวี๋ยหวู่หมิงยังคงมีจิตใจที่สงบมั่นคง แล้วจึงค่อยหันเหความสนใจไปอยู่กับ《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》ไปสถานะด้านหลังของเคล็ดเทวะเพลิงอัคคีที่เขียนไว้แค่ยังไม่บรรลุ ภายใต้ชั่วพริบตาที่เขาจดจ่ออยู่กับสิ่งนี้เพียงอย่างเดียว ทันใดนั้นสถานะที่ด้านหลังก็ได้เด่งขึ้นมาถึงกับเปลี่ยนเป็นขั้นเริ่มต้นไปแล้ว!พริบตานั้นแต้มสะสมของสถานีย้อนคืนก็ได้ลดลงไปกว่า 3500 แต้มสะสมเจวี๋ยหวู่หมิงที่ลิงโลดขึ้นในใจ แทบจะไม่ได้มีความหมายที่เสียดายในแต้มสะสมที่เสียไปแม้แต่น้อย อีกทั้งยังได้จดจ่ออยู่กับ《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》อย่างใจจดใจจ่อเพียงพริบตาเดียว เคล็ดเทวะเพลิงอัคคีก็ได้มีการขยับเล็กน้อย เปลี่ยนจนกลายเป็นขั้นที่หนึ่งแล้วในเวลาเดียวกัน ความร้อนขุมหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไหลผ่านเส้นเลือดไปทั่วทั้งร่างกาย จนสุดท้ายก็ได้รวมไว้ที่ตรงหว่างคิ้วไปสู่จุดหนิวหวานกง (กลางกระหม่อม)การบ่มเพาะอสูรและการบ่มเพาะของมนุษย์เรียกได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การบ่มเพาะของร่างมนุษย์จะเป็นการเริ่มจากการเบิกจุดตันเถียนออกก่อน จากนั้นจึงค่อยบ่มเพาะไปทีละขั้นจนเข้าสู่จุดหนิวหวานกง สุดท้ายจะบ่มสำเร็จสู่ขั้นโอสถทองเทวธาตุและด้านการบ่มเพาะอสูรกลับตรงกันข้าม กลับต้องทำการเบิกจุดหนิวหวานกงขึ้นก่อน จะเป็นการเบิกสติปัญญา จากนั้นจึงค่อยเบิกเข้าสู่จุดตันเถียน เพื่อตั้งเป็นเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์โอสถอสูรพริบตานั้นเจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้เข้าใจแล้วว่านี่จะต้องเป็นพลังมนตราใหม่แน่นอนยังไม่ทันจะมีแสดงอาการลิงโลด จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนกับสมองแทบจะระเบิดออก เกิดเป็นความเจ็บปวดขึ้นภายในหัว คล้ายกับว่าร่างกายถูกฟ้าผ่าใส่เจ็บปวดรวดร้าวจนสั่นสะท้านขึ้นมาร่างกายงูเหลือมเกิดความเจ็บปวดจนร่างบิดไปบิดมา จนถึงกับต้องระบายออกมาด้วยการฟาดตัวเองเข้ากับพื้น จนพื้นดินเริ่มที่จะเกิดรอยแตกร้าวออกมาเป็นเส้น จึงพอที่จะสามารถคลี่คลายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเช่นนี้ได้หลังผ่านไปสักพัก เขาก็ได้พ่นควันเลือดสีดำออกมากลุ่มหนึ่ง เหมือนกับมีเม็ดทรายแทรกเข้ามาในดวงตา ปวดแสบปวดร้อนสุดเปรียบปาน แล้วพ่นเข้าใส่ต้นสนพันปีต้นหนึ่งคล้ายกับว่าได้เกิดเป็นสารกัดกร่อนละลายชนิดหนึ่งก็มิปาน เดิมทีต้นสนที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิต ในขณะนี้ถึงกับแห้งเหี่ยวไปจนสิ้น ใบไม้ร่วงโรยลงทั้งต้น จนคล้ายกับถูกอะไรบางอย่างดูดพลังชีวิตไปจนหมดภายในพริบตา จนสุดท้ายก็ได้เกิดความร้อนที่ลุกไหม้ขึ้นมา แปรเปลี่ยนกลายเป็นขี้เถ้าไปเขาเองก็สัมผัสแววตาที่เหม่อลอยของตัวเองได้ จนเมื่อทั้งร่างไม่ได้มีอาการเจ็บปวดอีกแล้ว แต่ร่างกายก็ยังคงอ่อนล้าลงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งแม้แต่จะขยับเคลื่อนไหวสักหน่อยก็ยังเรียกว่าฝืนทนอย่างเต็มกลืนสิ่งที่ยิ่งทำให้เขายิ่งต้องตกใจก็คือ เขาได้เกิดความรู้สึกชนิดหนึ่ง ถ้าหากเมื่อครู่ไม่หยุดเอาไว้ แล้วเลื่อนขั้นมนตราคาถาต่อไป แม้แต่ขอบเขตเดิมของร่างก็คงต้องตกต่ำลงแล้ว“ร่องรอยกลิ่นอายเลือดนี้ก็ช่างทำให้เสียสมดุลกันเกินไปแล้ว!”เจวี๋ยหวู่หมิงได้สังเกตตรวจสอบภายในร่างกายอยู่สักพัก ก็อดไม่ได้ที่จะนึกขึ้นมาเขาได้พักผ่อนอยู่อย่างเงียบเชียบมานานกว่าครึ่งค่อนวัน เมื่อโล่งอกขึ้นมาบ้าง ก็ยังรู้สึกได้ดวงตาสองดวงถึงกับดำสนิทขึ้น ร่างกายหมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงแต่ทว่า นอกจากพวกนี้แล้ว เขาก็เกิดสัมผัสขึ้นชนิดหนึ่งขึ้น 《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》ขั้นที่หนึ่งจะต้องเกิดจากการบ่มเพาะสำเร็จอย่างแน่นอนเกี่ยวกับวิธี ประสบการณ์ของการบ่มเพาะขั้นที่หนึ่ง ยังมีการใช้กระบวนท่าการโจมตี ภายในหัวของเขา คล้ายกับได้มีได้ถูกสลักประทับตราความทรงจำก็มิปาน ภายในส่วนลึกของความทรงจำ จึงค่อยเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ฮู่ว!ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ได้จับจ้องมองไปที่หมาป่าที่กำลังจะเดินผ่านพุ่มไม้ เมือกพิษที่ดำจนเหมือนหมึกก้อนหนึ่ง ก็ได้สาดเข้าไปที่หมาป่าตัวนั้นเอาไว้หลังจากที่เกิดเสียงหมาป่าโหยหวนร้องโอดครวญ หมาป่าก็ได้ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นกระดูกที่แห้งเหี่ยวไป เลือดเนื้อถึงกับสลายหายไปเหลือไว้แค่เพียงความว่างเปล่า หลอมละลายไปจนหมดสิ้น“เฉียบคม!พิษร้ายแรง!รุนแรง!”เจวี๋ยหวู่หมิงได้หรี่ตาลง ในใจถึงกับเกิดอาการตกใจ แต่ก็รู้สึกเสียดายกันอยู่บ้าง: “ถึงยังไงก็ยังสิ้นเปลืองพลังมนตรามากจนเกินไปบ้าง ไม่อย่างนั้นน่าจะใช้เป็นท่าสังหารเฉพาะตัวกันได้แล้ว”การโจมตีเพียงครั้งเดียว ถึงกับทำให้พลังมนตราภายในจุดหนิวหวานกงถูกใช้ไปกว่าหนึ่งส่วน นี่ก็สื่อให้เห็นวา เขาอย่างมากก็ใช้ได้ทั้งหมดเพียงสิบครั้ง จากนั้นก็ทำได้แค่ใช้ร่างกายเข้าแลกแล้ว“ถ้าหากจะเอามาใช้ต่างอาวุธตามหลักทั่วไปคงจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าใช้มาลอบฆ่าเองก็ไม่เลวอยู่เหมือนกัน”จนถึงตอนนี้ เขาเองก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะเผาผลาญกลิ่นอายเลือดจิตสมาธิภายในร่างกายของเขาไปมากแต่ถ้าสามารถเปลี่ยนเอามาใช้เป็นใบตายก็ถือว่าแข็งแกร่งอยู่เหมือนกัน แล้วก็ยังน่าจะมากพออยู่แล้วทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสุขสมอยู่บ้าง : “โชคยังดีที่มนตราคาถาแขนงนี้ยังไม่นับได้ว่าเป็นวิชาเทพที่เย้ยฟ้าท้าดินได้ถึงขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นถ้าหากแค่การปรับเปลี่ยนเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่ว่าข้าก็คงต้องไปเยี่ยมยมบาลกันแล้ว”เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้เข้าใจถึงหลักคุณสมบัติของวิชาคาถาทั้งหมดและสลักไว้จนขึ้นใจว่าการใช้แต้มสะสมเข้าปรับเปลี่ยนระดับขั้นมนตราคาถาในทันที ก็เหมือนกับการไปปรับใช้ควบคุม ที่จะสามารถทำให้ร่างกายเขียนประสบการณ์ ความทรงจำ ความสามารถและความรอบรู้ทับเข้าไปแต่การควบคุมแบบนี้ก็ใช่ว่าจะได้มาเปล่า ๆ ถึงยังไงก็ยังต้องเผาผลาญพลังงานอันมหาศาลเลยทีเดียว เมื่อพลังงานภายในร่างกายมีได้ไม่มากพอ ก็จะทำให้ปราณเทวะบริสุทธิ์ของเขาถูกเผาผลาญไปอีกทั้งยังอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตกันได้เลยและการควบคุมโครงสร้างของร่างกาย ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถได้มาภายในช่วงข้ามคืน“ร่างกายก็เหมือนกับวัสดุเริ่มต้นชุดหนึ่ง ระบบก็เพียงแค่เป็นตัวปรับเปลี่ยนโครงสร้างในการควบคุมปรับเปลี่ยนร่างกาย ถ้าเกิดขาดวัสดุไปยังไงก็มีแต่ต้องไปหาเอาที่โลกภายนอกมาเพื่อเสริมเข้าไปไม่อย่างนั้นสุดท้ายก็คงจะเป็นเหมือนวิมานในอากาศกันแล้ว มิหนำซ้ำยังจะมีแต่พังพินาศไปด้วยตัวเองเขาได้คาดเดาออกมาแบบนี้หลังผ่านไปหลายวัน เขาก็พยายามที่จะทำการล่าเหยื่ออย่างไม่คิดชีวิต จากนั้นก็กลืนกินปราณบริสุทธิ์ เพื่อเข้าบำรุงภายในร่างกาย เสริมส่วนที่ยังขาดของร่างกายร่างกายของเขานับตั้งแต่วันแรก ก็ได้ค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาอย่างช้า ๆ อีกทั้งถ้าเทียบกับการกลืนกินอย่างเรียบง่ายแต่เดิม ความเร็วในการวิวัฒนาการยังถือว่าเร็วขึ้นกว่าเดิมอยู่มากวันที่หนึ่ง เขาที่ลำตัวยาวกว่าสามหมี่ มีขนาดตัวเท่ากับปากถ้วยใบหนึ่งเท่านั้นวันที่สอง เขาได้เติบโตขึ้นอีกเท่าตัว ยาวกว่าหกหมี่ มีขนาดลำตัวที่หนาเท่ากับลูกเหล็กวันที่สาม ร่างกายได้ขยับขยายยาวจนถึงเก้าหมี่ มีขนาดลำตัวใหญ่เท่าถังน้ำจนเป็นที่น่าตกใจจากนั้น ไม่ว่าเขาจะกลืนกินสิ่งมีชีวิตเข้าไปมากแค่ไหน ร่างกายก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอีก คล้ายกับได้อยู่ในสภาพที่ตายตัวแล้วก็มิปานเขาได้ถอนหายใจออกมายาว ๆ ใช่ว่าร่างกายยิ่งใหญ่โตแล้วจะใช่ว่ายิ่งดี หากว่าใหญ่โตจนเกินไป ระหว่างต่อสู้ที่ต้องใช้ไหวพริบและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทันที ยังไงก็มีแต่จะทำให้พลังต่อสู้มีแต่จะลดทอนเมื่อผ่านพ้นไปได้หนึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็ได้กลืนกินทุกอย่างทั้งเทือกเขาจนเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า เดิมทีเทือกเขาที่เปี่ยมล้นไปด้วยสรรพชีวิตร่องรอยของวิหคสิงสาราสัตว์ กลับมีแต่กลิ่นอายของความตายบนยอดเขา ได้มีงูเหลือมโลหิตขนาดยาวกว่าเก้าหมี่อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง แหงนหน้าเหม่อมองท้องนภา โหยหวนต่อดวงจันทร์เสียงหวีดร้องที่ดูแหลมสูง คล้ายดั่งการเป่าแตร อีกทั้งยังแทรกด้วยเสียงทึบ จนเกิดเป็นเสียงที่ทั้งโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาเสียงได้ดังมาจากทางด้านของหุบเขา ช่วงเวลาหนึ่งฝูงสัตว์ล้วนหนีกันกระเจิดกระเจิง กลับกลายเป็นความเงียบสงัดเข้าแทนที่“เฮ้อ คงจะได้เวลาที่จะจากไปกันแล้ว”งูเหลือมโลหิตได้เปล่งเสียงถอนหายใจคล้ายดั่งเช่นมนุษย์ หันกายแหวกผ่านสายลมพัดผ่าน เคลื่อนไหวไปพร้อมกับหมอกสีแดง เพียงพริบตาเดียวก็ได้หายลับไปจากท่ามกลางป่าลึก จนไม่อาจมองเห็นได้อีกต่อไป...