บทที่ 10 เพื่อน
ไห่ชิงหยุน พารูมเมททั้งสามคนขึ้นรถแท็กซี่มาที่ห้าง ส่วนแฟนสาวของโจวมู่หลางและแม่ของโม่เฟย ต่างแยกย้ายกันไปแล้ว น่าเสียดายที่รถ Audi R8ที่ตัวเองใช้อยู่เป็รถสปอร์ตจำนวนสองที่นั่ง เลยไม่สามารถจุคนสี่คนไปพร้อมกันได้
ห้างสรรพสินค้าเทียนหลายเป็ห้างระดับกลาง ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยสองสามแห่งดังนั้นแบรนด์สินค้าที่นี่จึงคัดเลือกมาในระดับกลางเป็ส่วนมาก มีแบรนด์ระดับสูงไม่กี่แบรนด์และมีแบรนด์ระดับพรีเมี่ยมน้อยจนนับนิ้วได้ กลยุทธ์การเลือกแบรนด์ระดับต่างๆแบบนี้ ถือเป็การเลือกที่ชาญฉลาดของผู้บริหารเพราะที่ตั้งของห้างเทียนหลายใกล้กับมหาวิทยาลัย ใกล้กับเขตชุมชนระดับกลาง เหล่านักศึกษาคนวัยทำงาน แม่บ้านที่อาศัยแถบนี้กำลังซื้อที่จำกัด หากไปเอาแบรนด์ไฮเอนด์มาลงไม่เป็การขาดทุนแย่เหรอ?
“โบราณว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ตอนนี้ก็บ่ายโมงนิดๆ แล้วพวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนไหม?” โจวมู่หลางพูดขึ้น
“ฉันว่าไปกินหม้อไฟหม่าล่าดีไหม?” โม่เฟยชิงบอกก่อนใครเพื่อน เขาเป็นักเรียนทุนที่บ้านให้เงินใช้ต่อเดือนค่อนข้างจำกัด เลยเสนออะไรที่ไม่ต้องเสียเงินเยอะเพราะเขายังต้องเก็บเงินไว้กินถึงสิ้นเดือน
ฉลองการเป็นักศึกษาด้วยหม้อไฟหม่าล่าถือว่าเป็ตัวเลือกที่ไม่เลว แถมการกินหม้อไฟร่วมกันก็ยิ่งทำให้ทุกคนสนิทสนมกันเร็วยิ่งขึ้น
‘หม้อไฟ? ฟังดูน่าสนใจ’ หวังเฟิงคิดขณะเดินตามทุกคนไปที่ร้านด้วยความที่สอบข้ามชั้นมาั้แ่เด็ก แถมอาหารส่วนใหญ่ก็กินที่บ้านตลอดเขาจึงไม่เคยมีเพื่อนจริงๆ เลย แถมของหลายอย่างที่ทุกคนรู้จัก เขาก็ไม่รู้จัก แต่หวังเฟิงก็ไม่เสียใจเพราะการฝึกวิชาแทบจะเรียกได้ว่าเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต
ในร้านอาหารหม้อไฟเวลานี้เต็มไปหมดทุกโต๊ะพวกหวังเฟิงต้องรอโต๊ะเกือบสิบห้านาทีถึงจะมีโต๊ะว่าง พอมาถึงที่โต๊ะหน้าที่ในการสั่งอาหารเป็ของไห่ชิงหยุน โจวมู่หลาง และโม่เฟย
“เอาเนื้อนี้มา”
“เอาลูกชิ้นสอดไส้มาด้วย”
“อันนี้ด้วย”
“เอาผักมาบ้างสิ!”
ภาพาการเลือกอาหารเกิดขึ้นตรงหน้าทำเอาหวังเฟิงถึงกับชะงัก เทียบกับการกินอาหารที่บ้านหรือในโรงอาหารตอนชั้นมัธยมแล้ว ในร้านแบบนี้ดูสนุกสนานไม่เลวหลังออกจากร้านหม้อไฟหม่าล่า ทุกคนก็พากันไปซื้อของใช้ที่จำเป็เพราะถึงยังไงอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันฝึกทหาร*แล้ว
“ตอนนี้ก็เหลือแค่ไปซื้อพวกผ้าปูที่นอนของหวังเฟิงแล้ว”
“พวกเครื่องนอนอยู่ชั้นสองตามมาได้เลย” ไห่ชิงหยุนพูดพลางพาทุกคนไปยังแผนกขายเครื่องนอนในบ้าน พอทุกคนมาถึงก็มีพนักงานหญิงหน้าตาน่ารักอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหก เดินมาต้อนรับทุกคนทันที
“สวัสดีค่ะน้อง ๆ มาซื้ออะไรกันคะ”
โจวมู่หลางเห็นพนักงานต้อนรับหน้าตาไม่เลว จึงรีบก้าวนำหน้าเพื่อนขึ้นไปชิงพูดก่อนใครว่า “พี่สาว เพื่อนผมจะมาซื้อผ้าปูที่นอน พี่ช่วยแนะนำให้หน่อยครับ”
พนักงานสาวยิ้มรับไม่แสดงท่าทีอะไร เธอต้อนรับลูกค้ามาแล้วหลากหลายประเภท หากต้องให้คะแนนระดับการแซวของโจวมู่หลางอย่างมากก็แค่สองคะแนน จึงตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน“ไม่ทราบว่ามีกำหนดราคาในใจไหมคะ?”
โจวมู่หลางไม่รู้ว่าฐานะทางบ้านของหวังเฟิงดีแค่ไหนจึงได้แต่หันหลังไปถามเ้าตัว “หวังเฟิงบอกเธอไปสิ”
ในตอนนี้เองพนักงานสาวถึงได้รู้ว่าคนที่จะซื้อไม่ใช่คนที่คุยกับตัวเอง แต่เป็คนที่อยู่ด้านหลังต่างหาก พอน้องคนนี้ก้าวฉากออกมาเธอก็ถึงกับตะลึงไป น้องคนนี้หล่อกว่าดาราที่เธอชอบเสียอีก ! กว่าเธอจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปหลายวินาทีเลย “ระ...เราไม่สิ น้องชาย้าซื้อแบบไหนคะ แบบนุ่มสบายระบายความร้อนได้ดีหรือแบบหนาหน่อยก็จะให้ความอุ่นได้มากกว่า”
“ผมขอแบบแรกครับ”
“น้องชายรอตรงนี้ก่อนเดี๋ยวพี่จะเอาผ้าตัวอย่างมาให้ดู” พนักงานสาววิ่งไปหยิบผ้าตัวอย่างมาพร้อมกับแนะนำแต่ละแบบ และราคา
หวังเฟิงััเนื้อผ้าแต่ละแบบตัดสินใจเลือกที่นุ่มสบาย และระบายความร้อนได้ดีที่สุดแน่นอนว่าราคาของมันก็ย่อมสูงตามไปด้วยด้านรูมเมททั้งสามคนที่ชมดูอยู่ด้านข้างเห็นแบบนี้แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าฐานะทางบ้านของเพื่อนคนนี้คงจะดีพอสมควรโดยเฉพาะไห่ชิงหยุนที่รู้สึกว่าตัวเองมองคนได้ไม่ผิด
ไห่ชิงหยุน เป็ลูกชายคนที่สามของไห่เจี๋ยผู้ที่มีชื่อเสียงการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พอมีโครงการระดับมีชื่ออยู่บ้างเนื่องจากพี่ใหญ่ และพี่รองของเขาต่างก็มีลู่ทางของตัวเอง ไห่ชิงหยุนจึงคิดอยากมีเพื่อนเยอะๆยิ่งถ้าช่วยเหลือกันได้ก็ยิ่งดี ยังไงมีเพื่อนเยอะก็ยังดีกว่ามีศัตรูเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน
จ่ายเงินแล้วทุกคนก็เดินออกมาจากแผนกเครื่องนอน เสียดายก็แต่โจวมู่หลางที่ดูจะอาลัยอาวรณ์ผิดปกติ วันนี้แต่ละคนซื้อของกันมาไม่น้อยไห่ชิงหยุนจึงได้ฝากของทั้งหมดให้กับเสี่ยวจาง คนขับรถของที่บ้านให้เอาของไปส่งที่หอพักให้ก่อนที่เขาจะกลับบ้านเพราะหมดหน้าที่แล้ว
“นี่ก็เริ่มเย็นแล้ว พวกเราจะไปต่อที่ KTV กันไหม?” โจวมู่หลางที่รักสนุกสานถามขึ้น
“น่าสนใจไปที่คลับดอกไม้งานไหม พ่อฉันมีหุ้นส่วนอยู่ที่นั่น รับรองว่าได้ส่วนลดขั้นต่ำ 40%” ไห่ชิงหยุนเห็นดีเห็นงามด้วยทันทีแถมอาศัยโอกาสนี้แสดงอำนาจของตัวเองออกมา
โจวมู่หลางก็พอรู้อยู่บ้างว่าไห่ชิงหยุนน่าจะมีฐานะไม่ธรรมดาแต่ก็ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ จึงคว้าคอของอีกฝ่ายไว้ “นึกไม่ถึงว่านายจะเจ๋งขนาดนี้”
“ฮ่าๆ ไม่หรอก ฉันก็แค่อาศัยบารมีพ่อแค่นั้น” ถึงไห่ชิงหยุนจะพูดจาถ่อมตัวแต่ก็ปิดแววตาที่ภาคภูมิใจไว้ไม่มิด
แตกต่างกับโม่เฟยเขายังไม่รู้ว่าเดือนนี้จะยังต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกหรือเปล่าจึงอยากเก็บเงินสำรองเอาไว้หน่อยเผื่อใช้ตอนจำเป็ “พวกนายไปกันเถอะฉันจะกลับไปอ่านหนังสือที่ห้อง”
แต่ละคนล้วนมีความลำบากของตัวเองไห่ชิงหยุนจึงไม่พูดอะไร ได้แต่บอกว่าจะห่อของกินกลับมาฝากโม่เฟยได้ยินก็ยิ้มรับด้วยความยินดี มีใครบ้างไม่ชอบของอร่อย ?
คลับดอกไม้งาม เป็คลับระดับกลางที่มีการให้บริการหลากหลายจัดแบ่งพื้นที่ได้อย่างเป็ระเบียบ ด้านหน้าแบ่งเป็ห้องเคทีวีสองชั้นมีทั้งหมดสิบห้าห้อง ลึกเข้าไปด้านในคลับจะเป็พื้นที่โล่งกว้างสำหรับคนชอบเต้นฟังเพลงมันๆ พร้อมกับโต๊ะที่จัดไว้มุมหนึ่ง บนชั้นสองยังมีโซนวีไอพีต้องมีบัตรสมาชิกเท่านั้นถึงจะมาใช้โซนนี้ได้
“เสียดายพวกเรามาเร็วไปหน่อยไม่งั้นพวกเราจะได้เห็นดอกไม้งามจริงๆ แล้ว” โจวมู่หลางอดจะพูดขึ้นมาไม่ได้ มาคลับมีชื่อทั้งทีแต่ดันมาผิดเวลา ชีวิตของนักท่องราตรีจริงๆ จะเริ่มตอนสี่ทุ่ม แต่ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงเย็นฟลอร์เต้นด้านในมีแต่บริกรเดินไปมา ดูไปก็เสียดายเวลาเปล่า
“เอาไว้ค่อยมาวันหลังใหม่ก็ได้วันนี้พวกเราสนุกกันไปก่อน ว่าแต่มู่หลาง นายพูดแบบนี้ไม่กลัวแฟนรู้เข้าหรือไง” ไห่ชิงหยุนถามด้วยความอยากรู้
“ชิงหยุนนายไม่รู้สินะ ผู้หญิงน่ะเขาชอบผู้ชายเ้าชู้หน่อยๆเพราะมันจะกระตุ้นความอยากเอาชนะของพวกเธอไงล่ะ”
หวังเฟิงที่นั่งฟังอยู่อีกด้านถึงกับต้องทำความเข้าใจในมุมมองด้านนี้ของโจวมู่หลางแต่เมื่อเทียบกับคำสอนแม่แล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องเท่าไหร่ ‘เอาเถอะ ถึงยังไงเราก็ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้’
อาหารมากมายถูกยกมาเสริฟแล้วกว่าครึ่งล้วนเป็อาหารขยะ จำพวกเฟรนซ์ฟราย พิซซ่า พร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำ คุยไปกินไป ทั้งสามคนก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นยิ่งกว่าเมื่อตอนกลางวัน จนผ่านไปแล้วชั่วโมงกว่ายังไม่มีใครจับไมค์ขึ้นไปร้องเพลงจนกระทั่งโจวมู่หลางเสนอความคิดหนึ่งขึ้น
“ถึงโม่เฟยจะไม่มายังไงวันนี้พวกเราสามคนต้องตัดสินกัน”
“ตัดสินอะไร ?” หวังเฟิงถามด้วยความสงสัย
“ฮ่าๆ ก็ตัดสินว่าใครจะได้เป็พี่ใหญ่ของห้องพวกเรา”โจวมู่หลางกระแอมทีหนึ่งแล้วพูดต่อ “ไหน ๆ ตอนนี้พวกเราก็อยู่ที่นี่แถมยังไม่มีใครร้องเพลงเลยสักคนเรามาตัดสินว่าใครร้องเพราะสุดก็ได้เป็พี่ใหญ่เป็ไง ?”
ไห่ชิงหยุนได้ยินความเห็นของโจวมู่หลางถึงกับปรบมือถึงหน้าตาเขาจะสู้หวังเฟิงไม่ได้แต่เื่ร้องเพลงเขาก็มีความมั่นใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ผู้ชายตระกูลไห่ทุกคนล้วนต้องเรียนดนตรี หรือศิลปะ โชคดีที่เขาเลือกเรียนร้องเพลง
ถึงอย่างนั้นถ้าดูจากโจวมู่หลางที่เป็คนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาแล้วดูท่าจะร้องได้ไม่เลวเหมือนกัน
ส่วนหวังเฟิงตอนนี้ได้แต่ทำท่าแกล้งตายไปแล้วให้เขาเรียนเขาทำได้ ให้เขาฝึกวิชาเขาทำได้ แต่ถ้าจะให้เขาร้องเพลงนั้น...อย่าแสดงความทุเรศออกมาเลยดีกว่า
เนื่องจากโจวมู่หลางเป็คนเสนอความเห็นเขาจึงอาสาร้องเป็คนแรก เพลงที่โจวมู่หลางเลือกเป็เพลงที่ไม่ได้โชว์พลังเสียงเยอะแต่เขาก็สามารถเก็บคีย์ได้ถูกต้อง แถมยังใส่เทคนิคของตัวเองเข้าไปเล็กทำให้ฟังดูแปลกใหม่
พอมาถึงคิวของไห่ชิงหยุน เขาเลือกเพลงสารภาพรัก ของโจวเจี๋ยหลุนทำนองเพลงนี้สนุกสนาน ในเพลงเดียวกันมีจังหวะเปลี่ยนคีย์ที่้าความลื่นไหลท่อนท้ายของเพลงยังต้องใช้เสียงต่ำ ซึ่งไห่ชิงหยุนก็สามารถจับจุดตรงนี้ได้อย่างดีถึงไม่เข้าขั้นนักร้องมืออาชีพแต่ถ้าเทียบกับโจวมู่หลางแล้วยังนับว่าเหนือกว่าอยู่หนึ่งขั้น
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ไห่ชิงหยุนได้เป็พี่ใหญ่โจวมู่หลางเป็พี่รอง หวังเฟิงเป็พี่สาม ส่วนโม่เฟยเป็น้องเล็กการจัดการแบบนี้อาจจะไม่ยุติธรรมกับโม่เฟยอยู่บ้าง แต่มันก็ช่วยไม่ได้เพราะหมอนั่นไม่อยู่เองนี่นา
*นักศึกษาชั้นปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยจะมีการฝึกทหารเป็การเรียนภาคบังคับที่ทุกคนจะต้องเข้า เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของนักศึกษาและช่วยให้ผู้ฝึกรู้จักอดทน ปลูกฝังความรักชาติให้กับเยาวชน