“ท่านบอกว่าหากไม่จำเป็ก็ไม่ต้องมา แต่ข้ามีเื่จำเป็เ้าค่ะ” ฉู่หลิงรีบเดินเข้าไปให้ถึงแคร่ไม้ตัวเล็กหน้าเรือนท่านยาย เอาสิ! หากท่านสาดน้ำมาอีกก็เปียกเรือนตัวเองนะ
“มีอะไรก็รีบว่ามา เด็กนั่นยังไม่หายป่วยหรือ? เ้าก็พาเขาไปหาหมอสิ ข้าไม่ใช่หมอ” หญิงชราทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็เริ่มออกเสียงบ่นว่า
“ข้ามาขอบคุณท่านยายต่างหาก เว่ยหลงอาการดีขึ้นั้แ่ดื่มยาจากท่านไปเ้าค่ะ และนี่ปลา ข้านำมันมาตอบแทนค่ายาที่ท่านต้องเสียไป”
“เอาวางไว้นั่นล่ะ เสร็จธุระแล้วเ้าก็รีบไปเสียสิ” หญิงชรากล่าวโดยไม่หันมามองหน้าฉู่หลิง นางยังคงก้มหน้าวุ่นวายอยู่กับการก่อไฟบนเตาที่ใช้หินมาเรียงซ้อนกัน
“ไม่กลับจนกว่าข้าจะรู้ว่าเด็กๆ เคยไปทำอะไรให้ท่านต้องเดือดเนื้อร้อนใจหรือไร เหตุใดท่านจึงต้องทำท่าโกรธเคืองขับไล่พวกเราด้วยเล่า?” ฉู่หลิงยิ่งรู้สึกว่ามันผิดปกติมากเกินไปแล้วจริงๆ นางจึงเอ่ยปากถามออกมาโดยไม่อ้อมค้อม
“เด็กพวกนั้นไม่เคยทำอะไรให้ข้าต้องเจ็บช้ำน้ำใจ แต่เป็หญิงคณิกาชั้นต่ำอย่างเ้าต่างหากที่ข้ารังเกียจ!” หญิงชราลุกขึ้นยืนหันหน้ามาเผชิญกับฉู่หลิงโดยตรง
แวมไพร์สาวถึงกับตาเหลือกงุนงงเป็ไก่ตาแตก นางเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้เพียงสามวัน นางไปทำอะไรให้สตรีสูงวัยผู้นี้เข้าให้แล้วเล่า?
“ข้าหรือ ข้ามั่นใจว่าข้าไม่เคยทำร้ายท่าน อีกอย่างข้าก็ไม่ใช่หญิงคณิกา ท่านยายจะกล่าวอะไรออกมาก็ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน” ฉู่หลิงหน้าตึงขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อถูกเหยียดหยามเอาซึ่งหน้า
“เ้าไม่ใช่นางโลมแล้วจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ต่อให้เ้าออกไปชุบตัวที่ใดมาเ้าก็เป็นางโลมอยู่ดี ไปให้พ้นจากเรือนข้าได้แล้ว” หญิงชราฉวยเอาท่อนฟืนมาไว้ในมือ ตั้งท่าหาเื่เต็มที่
“ข้าพลัดหลงมาที่อำเภอซิ่งอันแล้วได้เด็กๆ พวกนี้ช่วยเหลือชักชวนให้มาอยู่อาศัยด้วยก็เท่านั้น หอหงไถไม่ได้เปิดกิจการค้าต่อไป ท่านยายจะมาเหมาเอาว่าสตรีทุกคนที่อาศัยอยู่ในนั้นเป็นางโลมทุกคนไม่ได้ ข้าไม่ผิด!” ฉู่หลิงก็ไม่ยอมเช่นกัน
สตรีสูงวัยหยุดคิดไปชั่วครู่ ดูจากอายุของหญิงสาวเทียบกับนางคณิกาที่เคยอยู่ในหอหงไถเมื่อสามปีก่อนแล้วก็นับว่านางยังอายุน้อยกว่าสตรีเ่าั้มากนัก คำปฏิเสธหนักแน่นที่อีกฝ่ายยืนยันอย่างไม่ยอมแพ้ก็ทำให้นางเฉินต้องยอมถอยลงเล็กน้อย
“จริงหรือ ไม่ใช่ว่าเ้าเป็นางคณิกาที่ย้อนกลับมาเอาข้าวของในหอหงไถหรอกหรือ”
“ย่อมไม่ใช่”
สตรีสองวัยยืนประจันหน้ากันอยู่อีกชั่วอึดใจ ฝ่ายผู้สูงวัยกว่าถึงได้ลดความก้าวร้าวลงมา
“ข้าแซ่เฉินเ้าเรียกข้าว่ายายเฉินก็ได้ เอาล่ะข้าขอโทษเ้าก็แล้วกันที่เข้าใจผิดไป”
“ท่านยาย ข้าไม่มีญาติพี่น้องที่อื่นคิดจะตั้งหลักปักฐานอยู่ดูแลเด็กๆ เราสองต่างก็เป็เพื่อนบ้านใกล้ชิดกัน หากแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่นี่ไม่ได้ข้าย่อมไม่สบายใจเป็แน่ ท่านเองก็มีบุญคุณกับเว่ยหลงจะไม่ให้พวกเราถามไถ่สารทุกข์สุกดิบท่านบ้างเลยหรือไร”
ยายเฉินหันกลับไปก่อกองไฟจนลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง นางยกหม้อดินเผาใบเล็กขึ้นตั้งบนเตาหิน ปลอกมันเทศแล้วหั่นเป็ชิ้นเล็กโยนลงไปในหม้อโดยไม่มีเครื่องปรุงสักอย่าง ดูแล้วหญิงชราเองก็กินอยู่ง่ายๆ ไม่ต่างจากพวกนาง
“แต่ก่อนข้ามีบุตรชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็คนขยันขันแข็ง ที่ดินของเราสองแม่ลูกมี 7 หมู่เขาก็ทำไร่ทำสวนเพียงลำพัง ภายหลังเขาเกิดมาติดอกติดใจหญิงนางโลมในหอหงไถคนหนึ่ง หญิงผู้นั้นล่อลวงใจจนบุตรชายข้าเสียผู้เสียคน ที่ดิน 7 หมู่ก็ทยอยขายไปปรนเปรอนางจนเหลือเพียง 2 หมู่ในเวลานี้ ภายหลังก็เกิดเื่ราวหึงหวงกันในหอหงไถแล้วถูกรุมทุบตีจนาเ็สาหัส ไม่นานเขาก็จากข้าไป”
หญิงชราเริ่มเล่าปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจนาง
“ข้าเสียใจด้วยท่านยาย ท่านจะเกลียดชังสตรีเ่าั้ก็ไม่ผิดแต่พวกนางก็ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว เด็กๆ ไม่รู้เื่หวังว่าท่านจะเมตตาพวกเขานะเ้าคะ” ฉู่หลิงเริ่มเสียงอ่อนลงบ้างเมื่อได้รับรู้เื่ราวความทุกข์ของหญิงชรา
“ข้ารู้ แต่เ้าจะให้ข้าทำอะไรเล่า ให้ข้าเสนอตัวไปดูแลเด็กพวกนั้นหรือ ข้าทำไม่ได้หรอก”
อันที่จริงนางเฉินเลิกตั้งแง่กับคนในหอหงไถมานานแล้ว ยิ่งรู้ว่าภายในกำแพงสูงมีเพียงเด็กอายุน้อยอาศัยอยู่กันตามลำพัง นางเองก็จงใจปลูกพืชผักเอาไว้เผื่อให้พวกเขามาเก็บกิน แต่จนแล้วจนรอดเด็กเ่าั้ก็ไม่เคยแม้กระทั่งจะเหยียบย่ำต้นกล้าที่นางเพาะปลูกเอาไว้ให้เสียหายเลยสักต้น
่ก่อนฤดูหนาวนางรู้ว่าเด็กๆ อาจจะไม่มีผู้ใดมาโยนข้าวข้ามกำแพงให้ นางก็มักจะแอบโยนเข้าไปให้พวกเขาบ่อยๆ แต่เื่การจะไปชักชวนพูดคุยก่อนนางยังมีอคติอยู่ในใจลึกๆ
“รู้เช่นนี้แล้วข้าก็เบาใจเ้าค่ะ ท่านจะโกรธจะเกลียดผู้ใดไม่ใช่ธุระกงการของข้า ส่วนพวกเราต่อจากนี้ก็จะนับว่าท่านยายเป็เพื่อนบ้านแล้ว เราหาปลามาได้ไม่น้อยครั้งนี้ท่านก็รับน้ำใจกลับคืนไปเสียก่อน วันหลังข้าอาจต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่านยายอีกก็เป็ได้”
นางเฉินมองปลาตัวใหญ่ในถังไม้ที่ตัดหัวล้างจนสะอาดสะอ้านมาอย่างดี อันที่จริงนางก็ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้วเช่นกัน แต่หญิงชราอยู่ในเรือนเพียงลำพังปลาสามตัวนั่นก็ออกจะมากเกินไปหน่อย
“ข้าจะเก็บไว้หนึ่งตัว อีกสองตัวเ้าเอาไปให้พวกเด็กๆ กินเถิด ตัวเดียวนี่ข้าก็กินได้อีกหลายมื้อทีเดียว”
พอได้เริ่มพูดคุยกัน กำแพงแห่งความไม่เป็มิตรก็พังทลายลง ฉู่หลิงเองก็ไม่ปฏิเสธในเมื่ออีกฝ่ายยอมรับปลาไว้ตัวหนึ่ง ก็เท่ากับยินยอมรับน้ำใจไว้แล้ว นางไม่อยากกดดันความรู้สึกของอีกฝ่ายไปมากกว่านี้จึงร่ำลากลับไปที่หอหงไถพร้อมกับนำปลาสองตัวกลับไปด้วย
กลับเข้ามาในหอหงไถ ฉู่หลิงก็ไม่ได้เล่าปัญหาของท่านยายเฉินให้เด็กๆ ฟัง เพราะเด็กๆ ไม่จำเป็ต้องรู้เื่ราวเหล่านี้ นางอยากให้เด็กๆ ไปเยี่ยมท่านยายด้วยใจบริสุทธิ์ อย่างนี้จะทำให้นางเฉินปรับตัวกับเพื่อนบ้านใหม่ได้ดีกว่าการที่เด็กๆ ไปหานางเพราะ้าไถ่โทษในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำ
“พี่หลิงหลิง วันนี้พวกเรามีข้าวมาเพิ่มถึง 7 ถุงเลยเ้าค่ะ” หลิ่วจีรีบวิ่งมาเอาอกเอาใจหญิงสาวเป็คนแรกตามเคย
“เ้าอยากกินมื้อกลางวันด้วยล่ะสิ ถึงได้มาบอกข้าเช่นนี้” หญิงสาวมองดวงตาใสแป๋วที่คล้ายจะอ้อนวอนของหลิ่วจีได้ทะลุปรุโปร่ง
“อย่าเพิ่งเลย เรากินสองมื้อกันไปอีกสักระยะหนึ่งก็แล้วกัน หาช่องทางหาเงินได้เมื่อใดเ้าอยากกินสามหรือสี่มื้อข้าก็จะจัดการให้” หญิงสาวถูเรือนผมยุ่งเหยิงแห้งกรอบของหลิ่วจีเบาๆ
นางไม่กล้าเร่งรีบให้เด็กกินอาหารมากเกินไปอีกแล้ว พวกเขากินสองมื้อมานาน อยู่ดีๆ จะเพิ่มมื้อกลางวันมาอีกมื้อเดี๋ยวมีคนปวดท้องขึ้นมาอีกจะยุ่ง กินสองมื้อแต่อิ่มท้องกว่าเดิมไปอีกสักระยะแล้วค่อยปรับเปลี่ยนไปทีละน้อยย่อมเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
“วันนี้เราจะเริ่มทำความสะอาดชั้นบนกัน เด็กผู้ชาย 12 คนต้องขึ้นไปอยู่ชั้นบนกันทั้งหมด ส่วนเด็กผู้หญิง 7 คนให้ใช้ห้องเล็กสองห้องด้านล่างนอนรวมกัน” หญิงสาวประกาศ
แท้จริงแล้วนางก็อยากให้เด็กหญิงขึ้นไปอยู่้า แต่ทำอย่างไรได้ ้ามีจำนวนห้องมากกว่าและเหมาะสมกับจำนวนของเด็กชาย ส่วนเด็กผู้หญิงนอนรวมกันก็ยังไม่แปลกและพวกนางก็มักจะตื่นเช้าเพื่อเข้าครัวทำอาหารก่อนเด็กผู้ชายอยู่เสมอ ให้พวกนางนอนชั้นล่างก็สะดวกว่าเช่นกัน
ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วเป็ทุนเดิมของเว่ยหลงกลับต้องซีดขาวหนักกว่าเดิม หากต้องไปนอนข้างบนเวลาเขาปวดฉี่ก็ต้องเดินมาปลุกพี่สาวข้างล่าง เส้นทางระหว่างห้องพักก็ไกลกว่าเดิม เด็กชายตาขาวอย่างตนจะทำได้หรือไม่!
“เว่ยหลง เ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าหาตัวช่วยแก้ปัญหาให้เ้าเอาไว้แล้ว”
นางคิดว่าคนในยุคโบราณค่ำมืดก็คงไม่มีผู้ใดเดินจากชั้นบนมาเข้าส้วมชั้นล่างกันเป็ประจำแน่ ทำให้นางนึกถึงกระโถนขึ้นมาได้ เมื่อถามจากเจียวจูและตงเหม่ย พวกนางก็บอกว่าพวกพี่สาวและนายหญิงต่างก็มีกระโถนส่วนตัวกัน และพวกนางก็นำติดตัวไปด้วยในฐานะสมบัติส่วนตัวที่เอาออกไปได้
ฟังครั้งแรกแวมไพร์สาวก็รู้สึกใไม่น้อย หญิงคณิกาเหล่านี้ยินยอมทิ้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่งดงาม แต่กลับเลือกหยิบกระโถนติดตัวไป!!