ผู้ดูแลสตรีทั้งสี่ให้พวกเขารอก่อนมีการนำชุดน้ำชามาให้พวกเขาดื่มแก้กระหายด้วย
ชุดน้ำชาก็ทำจากทองคำทั้งนั้น ทั้งสามคนดื่มเข้าไป ก็พูดออกมาเหมือนกันว่าเป็ชาที่ดีที่สุดที่พวกเขาเคยดื่มมา แต่อัสนีนั้นเขาไม่ดื่ม เขาไม่ชอบดื่มชา
จนกระทั่งมีสตรีที่คลุมหน้าคนหนึ่งหุ่นอย่างกับนางแบบแม้นจะคลุมหน้าแต่เสิ้อผ้าที่รัดรูปมีผ้าขาวคลุมเอาไว้อีกทียิ่งทำให้มีเสน่ห์น่ามองมากขึ้นไปอีกเธอเดินเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพลังว่า
“ ผู้ใดคือคุณหมออัสนี”
ทุกคนมองมาที่อัสนีเขาต้องลุกขึ้นยืน
“ เชิญทางนี้ส่วนท่านอื่นๆ รออยู่ด้านนอก”
อัสนีเดินตามเข้าไปแต่ในใจคิดว่า ทำไมยุ่งยากเสียจริงแต่เขาก็อดสำรวจร่างกายของสตรีคลุมหน้าผู้นี้ไม่ได้เห็นว่าใบหน้าของนางก็งดงามหมดจด รูปร่างก็หาได้มีสิ่งใดผิดปกติไม่ยิ่งเพ่งมองไปที่อวัยวะภายใน ก็แข็งแรงเหมือนกับคนทั่วไป
แต่สายตามัจจุราชของเขากลับพบบางอย่างผิดปกติ สตรีผู้นี้เป็โรคริดสีดวงทวาร มีตุ่มหนองขึ้นอยู่สองเม็ดแม้นว่าจะใช้ผ้าอนามัยซับ แต่เขาก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน เอาไงดีจะบอกเธออย่างไรดี อัสนีคิดไปคิดมายังไม่กล้าพูด
สตรีคลุมหน้าก็พาเขามาถึงโซนด้านใน เป็ห้องนอนขนาดใหญ่ หน้าต่างเปิดออกไปทั้งสี่ทิศกลิ่นดอกกล้วยไม้โชยเข้ามาในห้อง
“ ดอกฟาเลน?”
“ นึกไม่ถึงคุณหมออัสนี ที่เป็ดั่งหมอเทวดา จะรู้จักดอกกล้วยไม้ฟาเลนนอปซิสนี้ด้วย”
สตรีสวมเครื่องแต่งกายคล้ายกับพวกอาณาจักรมอญเสื้อรัดรูปสีขาวพาดทับ เกล้าผมมวย มีผ้าสีขาวคล้องคอ แต่ยังปิดบังใบหน้าแต่อัสนีนั้นไม่สนใจ กลับมองผ่านผ้าคลุมจนพบว่า ใบหน้าของเธอนั้น ช่างงามผุดผ่องกว่าหญิงใดใด ที่เขาเคยพบมาก่อน ยิ่งเสียงที่พูดออกมานั้น ราวกับเสียงแห่ง์เขาถึงกับนึกคำที่จะตอบนานผิดปกติ
“มันเป็ดอกไม้ที่โบสถ์แถวบ้านนิยมใช้ในงานฉลองแต่งงาน พอดีบ้านของผมอยู่ใกล้โบสถ์เลยคุ้นเคยกับกลิ่นนี้”
“ ดอกฟาแลนนอปซิสไม่ใช่แค่ดอกไม้สำหรับงานฉลองต่างๆแต่มันยังเป็สัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง และจะนำพาโชคลาภความยั่งยืนให้กับเ้าของมัน”
อัสนีพยักหน้ารับรู้แต่เขาไม่ได้มาเพื่อเื่ตำนานดอกไม้อะไรนี่
“ นี่คือ ธิดาเทพแห่งวิหารอนันดาของเรา ธิดาเทพจัสมิน” นางกำนัลคนสวยเอ่ยแนะนำ
อัสนียื่นมือทักทายแบบสากลแต่ธิดาเทพจัสมิน กลับไม่ยื่นมือมาให้จับ
“เรียกผมมาเพื่อรักษาใครหรือครับ” อัสนีก็ไม่ใส่ใจเท่าไร
“ เธอ”
ธิดาเทพชี้ไปที่นางกำนัลที่ตอนนี้นิ่งเฉยไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เธอไม่ได้เป็อะไรมาก เป็แค่โรคริดสีดวงทวาร ตอนนี้มีตุ่มหนองขึ้นมาสองเม็ด”
นางกำนัลถึงกับตกตะลึงถอยหลังไปสองก้าว
“ ไลลาเป็ความจริง?”
นางกำนัลไลลาพยักหน้าให้กับธิดาเทพ
“ คุณหมอรู้ได้ยังไง”ธิดาเทพจัสมินยังสงสัย
“การเคลื่อนไหวร่างกาย สตรีปกติจะเดินแบบหนึ่ง หากว่าป่วยริดสีดวงก็เดินอีกแบบหนึ่งผสมกับกลิ่นที่เกิดจากการอับเสบประมาณนี้ ก็สามารถเดาได้ไม่ยาก”
นางกำนัลไลลาถึงกับเอามือสองข้างปิดก้นตัวเองเอาไว้ด้วยความอาย และต้องถอยหลังไปหลายก้าว ไม่กล้าเข้าใกล้อัสนี
“ หากอยากหายขาดก็ให้ผมรักษา รับรองว่าจะหายภายใน 1 ชั่วโมง”
“ ไม่ ฉันไม่”นางกำนัลไลลารู้ว่า การรักษาให้หายต้องเปิดก้นให้อัสนีดู ทำให้นางไม่ทำเป็อันขาด
“ แล้วฉันล่ะ ดูซิว่าฉันป่วยเป็อะไรกันแน่”
“ได้โปรดยืนขึ้นได้หรือไม่”
ธิดาเทพยืนขึ้น
อัสนีเพ่งมองรอบตัวทางด้านหน้าแต่ไม่พบสิ่งใด เลยเดินไปมองด้านหลัง แล้วก็เข้าไปใกล้ๆ อัสนีััถึงิญญาอีก 1ดวงสิงสู่ในร่างของเธอ
“ ธิดาเทพเป็โรค DID หรือที่ผู้คนเรียกกันว่าโรคสองบุคลิก”
ธิดาเทพกับนางกำนัลไลลา ถึงกับอึ้งมองหน้ากัน อย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“คุณหมอรู้ได้ยังไง?” ธิดาเทพสงสัยเพราะเขายังไม่เคยเห็นตัวเธออีกคนเลย และอีกทั้ง เธอเองและไลลาก็ไม่เคยบอกอาการให้ฟังอีกด้วย
แต่อัสนีนี้ไม่ใช่แค่มองเห็นอวัยวะภายในของเธอยังสามารถมองเห็นจิติญญาอีกดวงที่อยู่ในร่างของเธอ
“ ธิดาเทพถูกคำสาปจันทาหากทำลายได้คำสาป สำเร็จ จะได้คัมภีร์สยบิญญาสามารถควบคุมจิตคนและยังสามารถดึงความทรงจำ ของผู้อื่นออกมา”
“แล้ววิธีทำลายคำสาปจันทราทำยังไง”อัสนีถามดวงตามัจจุราชตรงๆ
“ ทำลายได้ด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตา”
ขณะจะถามต่อว่าจะไปหาดาบที่ว่ามาจากไหนข้อมูลของดาบมุเตาก็เข้ามาในหัวของเขาพอดี
“ธิดาเทพคงผ่านการรักษาจากจิตแพทย์มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่อาจรักษาให้หายได้ใช่หรือไม่”
ธิดาเทพตอนนี้พยักหน้าอย่างจริงจัง
“เคยแม้กระทั่งขังตัวเอง มัดมือมัดเท้า กินยานอนหลับ แต่ก็ยังคงเป็เหมือนเดิม”
ธิดาเทพกับไลลาตอนนี้ยิ่งตั้งใจฟังอัสนียิ่งกว่าเดิม
“ที่สำคัญก็คือโรคนี้เป็กรรมพันธุ์ด้วย ผมพูดถูกหรือไม่”
ธิดาเทพตอนนี้ได้แต่พยักหน้า
“ ความจริงแล้วโรคของธิดาเทพ หาใช่โรคสองบุคคลิกไม่ แต่มันคือ คำสาปจันทา”
ธิดาเทพกับ ไลลาถึงกับตะลึงลานกว่าเดิม
“ คุณหมอรู้จักคำสาปจันทาด้วย?”
“ ผมเดาว่า ธิดาเทพน่าจะเป็ทายาทของราชวงศ์ตองอูในอดีต”
“ รู้...รู้ได้ยังไง”ธิดาเทพยิ่งสงสัยกว่าเดิมอีก
“ ผมเป็หมอนะครับตอนนี้ผมกำลังซักประวัติคนไข้ กรุณาตอบคำถาม อย่าถามกลับเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ผมสับสนนะครับ”
“ ใช่ ฉันคือมีเชื้อสายราชวงศ์ตองอูจริงๆ”
“เล่าให้ผมฟังทั้งหมด เื่ที่คุณรู้เกี่ยวกับคำสาปพระนางจันทาเทวี”
“สมัยพระเ้าบุเรงนอง ท่านมีพระมเหสีสามพระองค์ คือ พระอัครมเหสีตะขิ่นจีพระมเหสีรองจันทาเทวี และ พระมเหสีสามราชเทวี นอกจากนั้น ยังมีพระสนมอีกเป็ร้อย
พระอัครมเหสีตะขิ่นจี เป็พระพี่นางของพระเ้าตะเบ็งชเวตี้กษัตริย์องค์ก่อน ทำให้พระนางมีอำนาจในวังและกองทัพแม้แต่พระเ้าบุเรงนองยังต้องกลัวเกรง
บรรดาพระมเหสีและนางสนมคนใดที่พระนางไม่ทรงพอพระทัยก็จะไม่มีวันได้กำเนิดพระราชโอรสกับ พระเ้าบุเรงนองเป็อันขาดซึ่งเื่นี้ทุกคนต่างก็ทราบดี
แต่ว่ามีอยู่วันหนึ่ง พระมเหสีรอง เกิดตั้งครรภ์ออกมาเป็พระโอรสทำให้พระอัครมเหสีตะขิ่นจี ไม่ทรงพอพระทัยสั่งให้เปลี่ยนตัวพระราชโอรสเป็พระราชธิดา
โดยที่พระมเหสีรองเองก็ไม่รู้จนกระทั่งพระราชธิดาเติบใหญ่ ใบหน้าก็ไม่มีส่วนคล้ายพระเ้าบุเรงนองและตัวเองเลยจนกระทั่งความจริงปรากฏ ว่า พระโอรสถูกสับเปลี่ยน และถูกนำไปฆ่าทิ้งแล้วทำให้พระมเหสีรองไปทูลฟ้องต่อ พระเ้าบุเรงนอง แต่สุดท้ายพระเ้าบุเรงนองก็ไม่กล้าขัดแย้งกับ พระอัครมเหสี ตะขิ่นจี
จึงทำให้พระนางจันทาเทวีโกรธแค้นยิ่งนัก ไปทำพิธีสาปแช่ง ที่พระธาตุมุเตาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวหงสาวดีในสมัยนั้น
พระนางทำการอดข้าวอดน้ำพร้อมกับหยดโลหิตสังเวยต่อพระธาตุมุเตา แล้วสาปแช่งราชวงศ์ตองอูสูญสิ้นทายาทสืบบัลลังก์ หากเป็พระราชโอรสก็ให้ตายตกไปเช่นลูกของพระนาง
และหากมีราชธิดาก็ให้เป็โรคร้ายที่ไม่มีวันรักษาหายได้ นับั้แ่นั้นมา พระราชนัดดาและพระโอรสของพระอัครมเหสีตะขิ่นจี มังกะยอชวา นันทบุเรงก็ถูกพระนเรศวรสังหารสิ้น เหล่าลูกหลานราชวงศ์ตองอูก็แตกกระสานซ่านเซ็นสุดท้ายราชวงศ์ตองอูก็สูญสิ้นไปตามคำสาปของพระนางจันทาเทวี ไปเมื่อปีพศ. 2295
เหลือแค่สตรีเท่านั้นและทุกรุ่นก็จะเป็โรคแบบเดียวกัน คนในราชวงศ์ที่เหลืออยู่จึงเรียกโรคนี้ว่าคำสาปจันทา”
อัสนีฟังจบก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี
“ หากคำสาปมีจริงแล้วทำไมราชวงศ์ตองอูยังคงเหลืออยู่ถึงทุกวันนี้ พวกคุณทำอย่างไร”
อัสนีมองหน้าธิดาเทพ เพื่อให้เธออธิบายความจริงออกมา
“ พวกเราหาสามีแล้วให้พวกเขาแต่งเข้ามาในราชวงศ์ของเรา และที่ผ่านมาสองร้อยกว่าปีพวกเราไม่สามารถกำเนิดบุตรชายได้เลย”
“ รู้สึกว่าจะตอบไม่ชัดเท่าไร เพราะสิ่งที่ผมอยากรู้ทำไมตัวตนระดับผู้นำรัฐบาลทุกรุ่นทุกสมัยถึงได้เคารพ นับถือวิหารอนันดายิ่งนัก”
“พวกเราพอจะเสี่ยงทายอนาคตได้ พวกเขาถึงได้เคารพนับถือพวกเรา” ธิดาเทพเอ่ยเบาๆแต่อัสนีรู้ว่า ไม่ใช่แน่ๆ
“ บอกมาเถอะแล้วผมรับประกันว่า ผมจะช่วยแก้คำสาปจันทาให้ธิดาเทพอย่างแน่นอน”
ธิดาเทพมองหน้าอัสนีด้วยสายตาสงบนิ่ง แล้วก็ยังคงเพ่งมองเขาอย่างนั้น
จนกระทั่งร่างของอัสนีค่อยๆ ลอยขึ้นไปอยู่กลางอากาศ
“ทายาทราชวงศ์ตองอูทุกรุ่น จะมีอยู่คนหนึ่ง จะสามารถใช้พลังนี้ได้นี่คือสิ่งที่พวกเขากลัววิหารอนันดาของเรา”
อัสนีค่อยๆลอยลงมากับพื้นอย่างช้าๆ
“ พวกเขาไม่ได้เคารพวิหารอนันดาพวกเขาหวาดกลัวพวกคุณมากกว่า คุณรู้ใช่ไหม นี่ไม่ใช่พลังวิเศษแต่มันก็คือคำสาปด้วย”
ธิดาเทพกัดฟันเม้มปากแน่นแต่ไม่พูดอะไร จ้องหน้าอัสนีนิ่ง
“ โอเคผมสามารถทำลายคำสาปจันทาได้ แต่พลังวิเศษนี้ก็จะต้องหายไปด้วย
ลองใคร่ครวญดูให้ดี”อัสนียิ้มให้ แล้วก็หันมาพูดกับ ไลลาว่า
“อยากหายก็ไปหาผมได้ที่โรงพยาบาล ไม่ต้องถอดกางเกงอย่างแน่นอน”
อัสนีเอ่ยยิ้มๆแล้วเดินออกจากห้องไป ธิดาเทพให้ไลลา ออกไปส่งอัสนีแล้วตัวเองก็นั่งลงอย่างอ่อนแรง
“ กลับกันได้แล้ว”
“ รักษาแล้วหรือครับ”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเอ่ยอย่างสงสัย
ทุกๆ คนต่างก็รอคำตอบ
“ ยังครับรอให้ธิดาเทพตัดสินใจว่า จะให้ผมรักษาหรือไม่”
ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันอย่างงงแต่อัสนีก็ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมอีก ทั้งหมดขึ้นรถกลับโรงพยาบาลทันที...........