ตอนที่ 81 คืนสู่รัง กาติรัสได้แต่ยิ้มออกมาอย่างสังเวชตัวเอง ความรู้สึกผูกพันนี้เป็นของจริง ชายหนุ่มกอดร่างหญิงสาวอย่างแนบแน่นขึ้น “แบกรับมาพอแล้ว” เหตุการณ์ในวันนั้นวาบผ่านประหนึ่งต้องชะตา กาติรัสรู้สึกทึ่งนัก เด็กสาวในวันนั้นยามเติบโตขึ้นกลับงามล้ำถึงเพียงนี้ ลาซิเฟียร้องไห้จนอ่อนล้า มันยังคงมีน้ำตาไหลซึมผ่านดวงตาคู่งาม หญิงสาวแนบอิงกายชายหนุ่มประหนึ่งที่พักพิง กาติรัสที่เห็นลาซิเฟียนิ่งเงียบไป ชายหนุ่มแย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวขึ้น “ไปกันเถอะ” ลาซิเฟียแหงนศีรษะมอง ทั้งคู่สบตากัน ใบหน้านวลงามแสดงสีหน้าใสซื่อออกมา “ไปที่ไหน?” “โลกภายนอก” …. สายลมพัดผ่านอย่างเบาบาง โลกภายนอกได้ผ่านพ้นมาถึงสามชั่ววันแล้ว จวบจนตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววของเหล่าปรมาจารย์ ไม่มีใครรู้ว่าพวกที่เข้าไปเป็นตายร้ายดียังไง ในขณะนี้เอง ณ ลานประลองได้ปรากฏผู้คนอยู่จำนวนหนึ่ง บนแท่นประลองมีชายชรายืนสง่าอยู่ด้วยกันถึงแปดคน บุคคลทั้งแปดนี้คือผู้อาวุโสของตระกูลหลัวและมีเจ้าเมืองเป็นหนึ่งในนั้น ตระกูลผู้ปกครองเมืองศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางความเงียบสงัด เจ้าเมืองกวาดตามองบริเวณโดยรอบพลางครุ่นคิด ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นเหล่ารุ่นเยาว์ถึงเจ็ดคน พวกเขาทั้งเจ็ดต่างนั่งกันเป็นกลุ่มอยู่บนที่นั่งผู้ชม สีหน้าของรุ่นเยาว์เหล่านั้นต่างปะปนไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่แล้ว มันมีแต่ความโศกา “กอดอน…” โททัชกล่าวเสียงแหบแห้ง ด้วยฝีมือของนักอักขระระดับกลาง บาดแผลรุนแรงถึงชีวิตกลับหายเป็นปกติ ถึงกระนั้น มันเป็นเพียงแค่ภายนอกหากแต่บาดแผลภายในยังคงรุนแรงอยู่ ไม่มีใครรู้เลยว่า ทุกครั้งที่โททัชพูดออกมา เขาจะรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกาย ชายหนุ่มทนอาการบาดเจ็บและกล่าวต่อ “ข้าจะมีหน้าไปพบท่านอาจารย์ได้ยังไง” ไม่มีเสียงตอบกลับ อีกหกคนที่เหลือได้แต่แสดงสีหน้าโศกเศร้า ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง พวกเขากลับถูกกำหนดชะตาไว้แล้วดั่งลูกไก่ในกำมือ เป็นเพียงแกะที่รอเวลาถูกเชือดเท่านั้นและผู้เคราะห์ร้ายก็คือ “กอดอน” “เพราะถูกกอดอนช่วยไว้…” โนเอลกล่าวสีหน้าซีดขาว ภาพจำในวันนั้นติดตาดุจฝันร้ายตามติดตัว “เพราะความประมาทเลินเล่อของข้า…” “ข้าคิดมาเสมอว่าโททัชคืออัจฉริยะไร้ที่เปรียบ ทว่า ต่อหน้าเจ้านั่น มันกลับเหมือนกำแพงยักษ์สูงเสียดฟ้า” พาลากล่าวขณะที่คู่แววตาสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพบิดอากาศในวันนั้นยังติดตรึงตา เป็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ชายหนุ่มผู้กล้าหาญคนนี้กลับท้อแท้อย่างที่สุด ไร้สิ้นกำลังใจใดๆ “พาลากล่าวได้ถูกต้อง” มาซูเอ่ยขึ้นอย่างขึงขัง “เป็นโชคร้ายของเราที่บังเอิญพานพบกับมันต่างหาก!” ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความผิดหวังก็ดังขึ้น “ผิดแล้ว! ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะพวกเราอ่อนแอ!!” โททัชกล่าวพลางลุกพรวดขึ้น แววตาทั้งสองเพ่งมองที่ลานประลอง จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ทั้งหมด แรงอาฆาตแสดงผ่านทางอากัปกิริยาพร้อมกับจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา สิ้นเสียงของโททัช บรรยากาศตกคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ในช่วงเวลานี้ บนเวทีผู้ชมไม่ได้มีเพียงแค่ตัวแทนจากห้าจักรวรรดิ ไกลออกไปกว่าสามร้อยเมตร ณ ตรงนั้นกลับมีชายชราอยู่ผู้หนึ่ง รูปร่างสูงเพียวหากแต่ดูผอมแห้งแรงน้อย ผิวหนังเหี่ยวย่นดั่งผู้สูงอายุทั่วไป แต่ทว่า เขากลับแผ่กลิ่นอายสูงส่งออกมาราวกับผู้สูงศักดิ์ ใบหน้านั้นเรียบสงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแววตาทั้งคู่เหมือนจะปิดลงได้ตลอดเวลา ด้านข้างของชายชราปรากฏชายคนหนึ่ง อายุราวกับชายวัยกลางคน สีหน้าจริงจังตลอดเวลา ด้วยใบหน้าคมเข้มทำให้เขาดูน่าเกรงขามยิ่ง เพียงเห็นหน้าก็ไม่มีใครอยากจะมีเรื่องกับเขา ทว่า เมื่อเผชิญหน้ากับชายชราข้างกาย เขากลับแสดงทีท่าเคารพอย่างที่สุด แม้กระทั่งน้ำเสียงยังสุภาพตามไปด้วย ฝูงชนได้แต่สงสัยว่าพวกเขาเป็นใครกันแน่ ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าหาคำตอบ “บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาแล้ว” เจ้าเมืองกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เวลาล่วงเลยไปถึงสามวัน หากแต่ไม่ทราบเพราะเหตุอันใด วันนี้ผู้คนกลับมากันเยอะเป็นพิเศษ และผู้ที่มาเยือนครั้งนี้ล้วนแผ่กลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งออกมา ห่างออกไปจากลานประลองราวห้าร้อยเมตร ในครรลองสายตาของผู้คนจากลานประลอง สุดสายตาของพวกเขากลับปรากฏเงาร่างขึ้นสิบเงา เพียงสามลมหายใจ เรือนร่างนั้นก็เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ และเพียงสิบลมหายใจ เรือนร่างทั้งสิบก็ได้ลอยล่องอยู่กลางนภาเหนือลานประลอง ด้วยการเคลื่อนที่รวดเร็วระดับนี้ ถึงกับทำให้ผู้อาวุโสจากตระกูลหลัวตกตะลึง ฝูงชนในลานประลองล้วนอยู่ในอาการแข็งค้าง แววตาทั้งสองเพ่งมองขึ้นไปกลางอากาศเป็นเป้าเดียว ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในลานประลอง กลับมีเพียงชายชราและชายวัยกลางคนข้างกายที่อยู่ในอาการสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์อันใดออกมา เรือนร่างทั้งสิบต่างเป็นบุรุษด้วยกันทั้งสิ้น! บุรุษทั้งสิบกลับมากันเป็นคู่ นับรวมแล้วก็มีอยู่ห้าคู่ด้วยกัน โดยคู่แต่ละคู่จะเว้นระยะห่างช่วงหนึ่งเอาไว้ และคู่แต่ละคู่จะมีผู้นำหน้าสุด โดยอีกคนจะลอยตามหลังมาราวกับผู้ติดตามเสียมากกว่า หน้าสุดของบุรุษทั้งห้าคู่ต่างเป็นชายวัยกลางคนสวมอาภรณ์หรูหราดูองอาจมากอำนาจบารมี พวกเขาทั้งห้าต่างแผ่กลิ่นอายของผู้สูงส่งออกมา ทันใดนั้นเอง เจ้าเมืองที่ตกตะลึงอยู่ชั่วครู่พลันสงบสติก่อนจะลอยตัวขึ้นอย่างช้าๆ พลางกวาดมองชายวัยกลางคนเบื้องหน้าด้วยท่าทีจริงจัง “จักรพรรดิออกตัวกันมาด้วยตัวเองเช่นนี้ ไม่ทราบถ่อกันมาด้วยเหตุอันใด” น้ำเสียงยโสโอหังยิ่ง ไม่มีเหตุผลที่ผู้ปกครองเมืองศักดิ์สิทธิ์จะต้องเคารพจักรพรรดิทั้งห้า เป็นที่เข้าใจได้เมื่อเจ้าเมืองผู้นี้อยู่ต่อหน้าปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์ เขาให้ความเคารพเหล่าปรมาจารย์อย่างยิ่งจนไม่สนฐานะตัวเอง ทว่า หากเป็นคนในมหาแผ่นดินด้วยกันแล้ว ฐานะระดับเจ้าเมืองแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์จะยอมเสียเกียรติได้อย่างไร เขาคือผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด! ถึงกระนั้นฉินหลัวก็ไม่กล้าลงมือจริงๆ เป็นเพราะขุมกำลังที่หนุนหลังพวกเขาเอาไว้ “จักรวรรดิล่องนภา” หากนับด้านความแข็งแกร่งแล้ว จักรพรรดิทั้งห้าล้วนเป็นผู้ทะลวงผ่านขอบเขตเลเวลหมื่น ถึงกระนั้น ยังคงห่างไกลจากเลเวลสองหมื่น ต่อให้พวกเขาร่วมมือกันทั้งห้าคนก็มิอาจเอาชัยเหนือผู้ปกครองเมืองศักดิ์สิทธิ์ได้ “ข้าได้ทราบมาว่ากอดอนตายแล้ว มันใช่เรื่องจริงรึไม่!” จักรพรรดิเวทมนตร์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง แม้กระทั่งน้ำเสียงยังบาดลึกสุดขั้วหัวใจ กอดอนนับเป็นอัจฉริยะถูกเกณฑ์มาจากจักรวรรดิทั้งห้าและกลายเป็นที่ยอมรับของผู้คนโดยทั่วไป แค่เพียงอาชีพซัพพอร์ตก็บ่งบอกความสำคัญของเขาแล้ว อาชีพประเภทช่วยเหลือหายากเสียยิ่งกว่ายาก! ความสูญเสียในครั้งนี้ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับจักรพรรดิของแต่ละจักรวรรดิ หากโชคร้าย มันอาจลากเข้าไปพัวพันกับจักรวรรดิล่องนภา ขุมอำนาจที่มิอาจเข้าไปยุ่งด้วยได้! “เป็นเรื่องจริง” เจ้าเมืองฉินหลัวกล่าวเสียงราบเรียบหนักแน่น หากแต่หัวใจของเขากลับเต้นถี่ระรัว ผู้ชราไม่ได้หวาดกลัวจักรพรรดิทั้งห้า แต่เป็นจักรวรรดิล่องนภาที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก! ทันทีที่ได้ยินคำตอบอย่างชัดเจน สีหน้าของเหล่าจักรพรรดิกลับกลายเป็นถมึงทึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจักรพรรดิเวทมนตร์ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ “บังอาจ!” จักรพรรดิเวทมนตร์กู่ตะโกนพลางกระแสพลังที่แผ่ขยายกว้าง กระแสลมเชี่ยวกรากดุจลมพายุยักษ์ ท่ามกลางแรงลมเหล่านั้น เจ้าเมืองศักดิ์สิทธิ์กลับยืนตระหง่านไร้อารมณ์หวั่นไหวไร้สิ้นความหวาดกลัว! “บอกข้ามาว่าไอ้สุนันนั่นเป็นผู้ใด! ข้าสาบานว่าจักรพรรดิผู้นี้จะพลิกแผ่นดินไล่ล่ามัน!!” น้ำเสียงเดือดดาลอย่างที่สุดราวกับบุคคลที่สูญเสียไปเป็นคนสำคัญยิ่ง เพียงพริบตาเดียว วูบ! วาบ!! บังเกิดกระแสพลังต้านกลับ จักรพรรดิเวทมนตร์ต้องกระอักเลือดคำโต กระแสพลังที่แผ่สวนกลับมามีอำนาจทำให้จักรพรรดิเวทมนตร์บาดเจ็บได้! คู่สายตาเคลื่อนมองหาบุคคลที่กระทำเช่นนั้น ก่อนจะเคลื่อนหยุดลงที่ชายวัยกลางคนซึ่งลอยอยู่เหนือนภา ไม่มีใครทราบว่าเขามาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ราวกับปรากฏกายขึ้นมาดั่งภูติผี ชายวัยกลางคนผู้นั้นกลับเป็นผู้ที่นั่งข้างกับชายชรา แววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองภาพเบื้องหน้าอย่างทรนง เหล่าจักรพรรดิหรือแม้กระทั่งเจ้าเมืองต่างหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ “นายของข้าต้องการความสงบ ผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวาย บิดาจะสงเคราะห์ไปวิวาทที่ยมโลก!” สิ้นคำของชายวัยกลางคน จักรพรรดิเวทมนตร์ต้องทนกลืนโลหิตกลับเข้าไป เขาพูดความจริง! เจตนาบ่งบอกว่าสังหารก็คือสังหารจริงๆ! ด้วยพลังที่เขาแผ่อำนาจออกมาเกรงว่าคงอยู่เหนือเจ้าเมืองแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ เหล่าจักรพรรดิไม่กล่าวตอบ คนที่เลือดร้อนที่สุดย่อมเป็นจักรพรรดิเวทมนตร์ กอดอนเป็นตัวแทนจากจักรวรรดิเวทมนตร์ของเขา การสูญเสียอัจฉิรยะที่จะสร้างหน้าตาให้กับจักรวรรดิไปย่อมทำให้จักรพรรดิมีโทสะ! เพียงเพื่อจะบันดาลโทสะถึงถ่อมาถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ ทว่า จักรพรรดิเวทมนตร์กลับมาผิดเวลา! ตั้งแต่มาถึงลานประลอง จักรพรรดิอีกสี่คนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ แน่นอน พวกเขามาเพียงเพื่อดูอาการของอัจฉิรยะที่เป็นตัวแตนของจักรวรรดิตนเองเท่านั้น มิได้อยากมาสร้างเรื่อง ต่อให้ขุมกำลังที่หนุนหลังจะเป็นจักรวรรดิล่องนภา ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่โง่พอที่จะสร้างปัญหากับเมืองศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีสัมพันธ์อันดีกับแดนเทพมนุษย์! หากต้องเข้าไปพัวพันกับแดนเทพมนุษย์ จักรวรรดิล่องนภาย่อมไม่ให้ความช่วยเหลือเป็นแน่!! ทันใดนั้นเอง จักรพรรดิอีกสี่คนเร่งกวาดมองหาเหล่าศิษย์ของตนเอง กวาดตาหาอยู่สักพักก่อนจะพบรุ่นเยาว์ทั้งเจ็ด จักรพรรดิทั้งสี่ไม่รอช้าพลันรุดหน้าตรงไปหา ท่ามกลางบรรยากาศสิ้นหวังของจักรพรรดิเวทมนตร์ ไม่มีจักรพรรดิคนใดคิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาสักคน แววตาของจักรพรรดิเวทมนตร์จับจ้องชายวัยกลางคนเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว “ข้าขออภัยที่ล่วงเกินผู้อาวุโสของท่าน!" จักรพรรดิเวทมนตร์กล่าวเสียงดังลั่น มาดจักรพรรดิที่สร้างมาพลันต้องสลายสิ้นเพียงสามลมหายใจ ไม่ยอมเสียเกียรติก็ตาย! จักรพรรดิเวทมนตร์มีความกลัวตายอยู่ไม่น้อย ยิ่งบุคคลผู้คนนั้นครอบครองอำนาจมากเพียงใด บุคคลเหล่านั้นย่อมกลัวตายมากขึ้นเท่านั้น “ดี! ดี! อยู่ให้สงบ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าบิดาไม่เตือน!” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างจริงจัง เขาค่อยๆลอยตัวลงมาก่อนกลับไปนั่งข้างชายชราดังเดิม ท่ามกลางความโกลาหลเมื่อครู่ ชายชรายังคงนิ่งสงบดั่งสายน้ำนิ่งสงัด ไม่มีอารมณ์ใดๆแสดงผ่านใบหน้าหรือท่าทางเลยแม้แต่น้อย เหล่าตัวแทนจากจักรวรรดิทั้งห้าได้แต่จ้องมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างโง่งม ภาพพจน์ของจักรพรรดิกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง รุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดต่างเชื่อมาเสมอว่าจักรพรรดิของพวกตนนั้นยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าจนกระทั่งเมื่อครู่นี้ ชายวัยกลางคนที่ไม่รู้แม้กระทั่งหัวนอนปลายเท้ากลับเอาชัยเหนือจักรพรรดิเวทมนตร์อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งเจ้าเมืองแห่งเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่ชอบออกหน้าเรื่องกฎระเบียบอยู่บ่อยๆ ยังนิ่งสนิทไม่กล้าลงมือ มันบ่งบอกว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นแข็งแกร่งเพียงใด มันกลายเป็นเรื่องปกติตั้งแต่เมื่อไหร่กัน! ที่คนเก่งกาจมากฝีมือมีอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด ผู้ที่ได้ชื่อว่าจักรพรรดิกลับเอาชนะได้ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ! “ถวายบังคมองค์จักรพรรดิ!” รุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดต่างตะโกนออกสุดเสียงพลางคุกเข่าแสดงความเคารพ ฉับพลัน โททัชกลับกระอักเลือดคำโต แต่ทว่า ชายหนุ่มกลับกลืนโลหิตกลับลงไปได้ทัน เพียงแค่ตะโกนเสียงดังกลับทำให้อาการบาดเจ็บภายในกำเริบได้แล้ว มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขารู้สึกเจ็บปวดมากเพียงใด! “ไม่ต้องมากพิธี” จักรพรรดิจ้าวศาสตรากล่าวพลางกวาดมองรุ่นเยาว์ทั้งเจ็ด รุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดดูเหมือนจะปลอดภัยกันดี หากแต่ยังคงสังเกตได้ถึงริ้วรอยบนใบหน้า แต่ละคนดูเหมือนแก่ขึ้นกว่าเดิมนับสิบปี! ฝูงชนที่อยู่ ณ ลานประลองก็มีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ต่างเป็นผู้คนจากพรรคแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น พวกเขาไม่เคยพบกับจักรพรรดิของแต่ละจักรวรรดิมาก่อน ทว่า มันนี้กลับได้พบทีเดียวถึงห้าจักรวรรดิ! ถึงกระนั้น พวกเขาแต่ละคนล้วนยิ่งทระนงถึงแก่นเลือด ในมหาแผ่นดินนี้ ผู้คนจากเมืองศักดิ์สิทธิ์ถือว่าเป็นที่สุด!! เสียงการสนทนาและถกเถียงกันกึกก้อง ทันใดนั้นเองที่มิติ ณ ใจกลางของแท่นประลองเกิดบิดผันขึ้นมา มิติโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน ชายชราที่นิ่งสงบอยู่นานก็เริ่มเคลื่อนไหว ดวงตาที่ดูเหมือนปิดอยู่ตลอดเวลาพลันเปิดขึ้นเล็กน้อย ปรากฏแววตาสีทองอร่ามดุดันและน่าหวั่นเกรง แววตาคู่นั้นมองไปยังมิติที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้าอย่างไร้อารมณ์ “นายท่าน! มิติกำลังจะเปิดออก” ชายวัยกลางคนกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น แววตาของเขาจดจ้องมิติเบื้องหน้าอย่างเลือดร้อน ความโกลาหลครอบคลุมทั่วทั้งลานประลอง ผู้อาวุโสของตระกูลหลัวต่างพากันตีตัวออกห่างจากแท่นประลองด้วยความตระหนกตกใจ ทุกคู่สายตาต่างจับจ้องในกลางแท่นประลองเป็นภาพเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งห้าจักรพรรดิและรุ่นเยาว์ทั้งเจ็ด พวกเขากลับรู้สึกร้อนระอุตรงหน้าอก ความรู้สึกลุ้นระทึกทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นระส่ำ เจตนาที่นั่งรออยู่ถึงสามวันเพียงเพราะอยากรู้ข่าวคราวของไอ้สัตว์ประหลาดนั่น! รุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดต่างปรารถนาให้มันตกตาย ไม่ได้รอดชีวิตกลับออกมา! เพียงสามลมหายใจ เรือนร่างสูงเพียวก็ได้ก้าวขาออกมาพร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความยินดี “พวกเรารอดแล้ว! เจาะมิติได้สำเร็จ!” ..สเตตัสปัจจุบัน...
ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:10,081 พลังกาย:50,719,871 พลังเวทย์:51,800,019 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ