ผมแค่อยากเป็นคนธรรมดาที่จืดจางไปวันๆ เองครับ {END}

    บทที่ 5 : ระเบียงชั้นสิบห้า (1)

     “เอ๋ ทำอะไร พี่ก็ไม่ได้ทำอะไรนะ ตอนนี้ก็กำลังออกมาซื้อของไปตุนที่หอ...”[แน่ใจเหรอ ทำไมฉันไม่เห็นเชื่อยังนั้นเลย]“แน่ใจสิ พี่จะกล้าโกหกมารินได้ยังไงกัน...”นาวายิ้มเจือนพลางปากเหงื่อ เรื่องของหอสมุดลับแลก็เอาไปพูดไม่ได้เด็ดขาด เพื่อปกป้องน้องสาวไม่ให้รับรู้สิ่งชั่วร้าย พี่ชายจะแบกรับความขมขื่นเพียงลำพังเอง![ไม่โกหกแต่ก็ไม่พูดความจริง นิสัยพี่นาวาเป็นยังไง คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ]“อุ๊ก...”ดูเหมือนน้องสาวปลายสายจะเข้าใจพี่ชายเป็นอย่างดี นาวาเจ็บจี๊ดที่ตับขึ้นมาแล้ว มารินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดกลับมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นทำให้นาวาขนลุกซู่[วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ฉันจะไปหา เตรียมคำอธิบายดีๆ ไว้ก็แล้วกัน คุณ-พี่-ชาย! ถ้าไม่มีคำอธิบายดีๆ ก็เตรียมถูกจับตอนได้เลย]ซะอ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะ!“ดะ... เดี๋ยวสิมาริ... อ้าว”สายตัดไปแล้ว น้องสาวไม่ได้เปิดโอกาสให้พี่ชายได้อธิบายเลยสักนิดเดียว ร่างกายของนาวาสั่นสะท้าน อยากจะกดโทรกลับไปแต่ไม่กล้าและหาข้อแก้ตัวน่าเชื่อถือให้ตัวเองไม่ได้หากให้เลือกว่าต้องเผชิญหน้ากับน้องสาวยามฉุนเฉียวกับไปเปิดประสบการณ์ใหม่กับเรื่องลี้ลับ... เขายอมกลับไปเจอเรื่องลี้ลับดีกว่าที่จะเจอน้องสาวบรรยายแค่นี้ก็น่าจะจินตนาการถึงพายุที่มารินจะพามาให้เขาตอนเจอหน้ากันได้ไม่ยากเลย ถึงแม้ใจจริงน้องสาวดูจะรักและห่วงเขามาก แต่ถ้าโมโหขึ้นมาความรักก็อาจเปลี่ยนเป็นฝ่ามือและฝ่าเท้าได้เหมือนกันเขามันก็สุภาพบุรุษไม่สู้ผู้หญิงซะด้วยสิเฮ้อ! ผู้ธรรมดาที่จืดจางไปวันๆ ต้องการ How to ระงับโทสะน้องสาวอย่างเร่งด่วน และอีกสามวันก็สุดสัปดาห์แล้วด้วยนาวายืนมองสมาร์ทโฟนนิ่ง พอเห็นนาฬิกาบนหน้าจอแสดงเวลาก็เลิกคิ้วขึ้นสูง เพิ่งจะผ่านไปห้านาทีเองเหรอ ทั้งที่เขาเข้าหอสมุดไปกว่าชั่วโมงเลยนี่นาความต่างของเวลาในหอสมุดนั่นกับโลกภายนอกไม่เท่ากันสินะแต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ชายหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย รีบเดินเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อทั้งของตัวเองและเพื่อนฝากซื้อด้วย ซื้อของเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งให้ห้องเพื่อเปิดอ่านสมุดจดเกี่ยวกับหนังสือชุดเกี่ยวกับมิติเวลาที่พวกเมอร์ลินเขียนไว้ให้ ส่วนหนังสือที่กลายเป็นรอยสักของตัวเองนั้นเขายังไม่คิดจะเหลือบแลคงต้องวางแผนจัดการกับหนังสือชุดแรกให้ได้ก่อนน้องสาวจะมาดีกว่า นาวาครุ่นคิดจริงจังหลังอ่านสมุดจนจบรอบหนึ่งดวงตาสีน้ำตาลมีประกายแสงสีแดงวาบผ่านก่อนนาวาจะปิดตาลง เขาถอนหายใจยาวให้กับวันแห่งความซวยในชีวิตคนธรรมดาที่จืดจางไปวันๆ อย่างเขาขอให้วันพรุ่งนี้โชคดีบังเกิด... ขอพรไปอย่างนั้นก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดจริงๆ เพราะคาบบ่ายอาจารย์ยกคลาส ไม่สอนและไม่มีการบ้าน เพียงส่งการบ้านเก่าไว้บนโต๊ะอาจารย์ก็เรียบร้อย นาวาน้ำตาจะไหลแล้วยะฮู้! วันนี้รักอาจารย์ที่สุดอะครับ (วันอื่นค่อยว่ากันใหม่)เพราะช่วงบ่ายว่างนาวาและเพื่อนๆ ก็ไปนั่งที่สนามกีฬา วันนี้เพื่อนในสาขามีนัดดวลบาสเก็ตบอลกับคนจากสาขาอื่น พวกเขาเลยมาให้กำลังใจ“เออนาวา ว่าจะถามเมื่อวานเป็นอะไรวะหน้าซีดๆ” ยูนิคเพื่อนร่วมห้องและร่วมคลาสเรียนเดียวกันถามอย่างสงสัย “ไอ้เอกกับไอ้กานต์ก็ห่วง คิดว่านายไปเจอโจรดักปล้นระหว่างทางด้วยซ้ำ”“ไม่ใช่หรอก ถึงบ้านเมืองเราจะเถื่อนแต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น...”รึเปล่าวะ?เออ ช่างเถอะ เขาก็ไม่ได้เจอโจรดักปล้นหรอก แต่เจอสิ่งลี้ลับที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ยัดเยียดงานอันตรายให้ก็เท่านั้นเอง ฮ่ะฮ่า แม่งน่ากลัวว่าโจรดักปล้นอีกคิดๆ แล้วก็อดหน้าซีดไม่ได้“แล้วนายคิดยังไงถึงอยู่ๆ ก็ใส่ต่างหูล่ะเพื่อน แถมเป็นรูปสมออีก เข้ากับชื่อนายดีชะมัด”“ฉันก็ไม่ได้อยากใส่หรอกแต่มีคนให้มาแล้วถอดออกไม่ได้น่ะ”“ใครให้ แฟนเหรอ? เฮ้ย เดี๋ยวนี้มีแฟนเหรอวะ ไม่น่าเชื่อ!”แววตาของอยู่นิคบอกชัดเจนมากว่าไม่เชื่อถือว่าคนอย่างนาวาจะมีแฟน ถ้าบอกว่าจะขึ้นคานตลอดชีวิตยังเชื่อถือได้สนิทใจกว่าอีกนาวาถลึงตาใส่เพื่อนอย่างขุ่นเคือง“ไม่ใช่สักหน่อย! ถ้าเป็นแฟนจริงมันคงจะดีกว่านี้แหละครับคุณเพื่อน”แต่พอดีคนให้และบังคับใส่ด้วยเวทมนต์ดันเป็นตัวผู้เหมือนกัน ถึงจะหน้าสวยก็เถอะ แต่จะให้กุ๊กกิ๊กกับสิ่งลี้ลับนี่ก็ไม่ไหวหรอกแค่คิดก็เหมือนจะขนลุกไปทั้งตัวในใจคิดไปไกลแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปให้เพื่อนรับรู้ถึงความพิศวงในสิ่งที่เขาเจอและสิ่งที่ติดบนติ่งหู เรื่องพวกนี้ก็พูดยาก และลากคนเข้ามายุ่งวุ่นวายน้อยลงคงจะดีกว่า แต่เพราะต้องเก็บข้อมูลด้วย บทสนทนาก็ไม่ได้ไปไกลกว่าเรื่องลี้ลับอยู่ดี“ยูนิคนายเคยได้ยินเรื่องลี้ลับของมหาวิทยาลัยมาบ้างปะ?”“เรื่องลี้ลับของมหาวิทยาลัยเหรอ? เคยดิ นายไม่เคยเหรอ... โทษที ลืมไปว่านายมาจากเขตอื่น ว่าแต่ไปได้ยินมาจากไหนล่ะ”“ร้านข้าวเมื่อวานอ่ะ เด็กม. ปลายพูดกันสนุกสนานแต่ฉันฟังแค่สองเรื่องเอง พวกน้องๆ บอกว่ามีตั้งสิบหกเรื่องลี้ลับเลยนะเว้ย”“ถ้ารู้ว่ามีสิบหกเรื่องนี่ไม่น่าจะเป็นน้องละ เป็นปู่ย่าตายายได้เลยแหละ”“เขาก็ฟังปู่ย่าตายายมาอีกทีไง แต่เห็นว่าปัจจุบันเหลือแค่เจ็ดเรื่องเองใช่ไหม”นาวาพูดต่อ เขารู้อยู่แล้วว่ามันเหลือแค่ไหน และรู้ด้วยว่าปรากฎการณ์เหล่านั้นมันเกิดจากหนังสืออะไร แต่สมุดจดนั้นไม่ได้บอกรายละเอียดที่เก็บหนังสือแบบจำเพาะ รวมถึงช่วงเวลาที่ปรากฎด้วย เวลาผ่านมานานเหล่าคนในหอสมุดก็ไม่ได้จดบันทึกแบบเป็นปัจจุบันเอาไว้ เขาต้องหาข้อมูลเองในอินเตอร์เน็ตจะมีเรื่องพวกนี้ไหมก็ไม่รู้ แต่คิดว่าไม่มี เพราะถ้าเป็นเรื่องลี้ลับที่เล่าออกสื่อพวกเขาย่อมไม่ระบุสถานที่ชัดเจนเพราะกลัวถูกฟ้องร้องล่ะนะ“ฉันคงเล่าได้เรื่องเดียวละนะเพราะจำได้แม่นๆ ก็แค่เรื่องนี้ ถ้าอยากฟังเรื่องอื่นคงต้องไปถามคนอื่น” ยูนิคตอบ “ก็เป็นเรื่องในคณะเราเองนี่แหละ จะฟังไหม?”“ฟังๆ เล่าเลยเพื่อนเล่าเลย”นาวาพยักหน้าแล้วตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ“มันเรียกว่าเรื่องลี้ลับลำดับที่หนึ่ง ‘ระเบียงขั้นสิบห้า’ เป็นตึกคณะสิบห้าชั้นที่สูงที่สุดในมหา’ลัย นายก็รู้ใช่ไหมว่าชั้นสิบห้าเป็นชั้นพวกอาจารย์ไม่ให้นักศึกษาขึ้นไป เรียกว่าปิดตายก็ได้ แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ปิดหรอกนะ บางครั้งก็จะมีนักศึกษาคณะศิลปกรรมเอาผลงานปั้นขึ้นไปผึ่งแดดผึ่งลมบ้าง แต่ที่นั่นไม่มีใครกล้าขึ้นไปตอนกลางคืนแน่ๆ ต่อมีกิจกรรมต้องค้างคืนที่มหา’ลัยก็ตาม”“มันก็แน่อยู่แล้วไหม”นาวาเหลือกตาใส่ คนที่ขึ้นไปตอนดึกๆ คือพวกสิ้นคิดชัดๆ ทั้งสูงทั้งมืดถ้าไม่ใช่ที่พักอาศัยหรือลืมของสำคัญไว้ก็แปลว่าขึ้นไปฆ่าตัวตายแล้วแหละอย่าหาว่าคิดลบเลยนะ แต่เหตุผลในการขึ้นที่สูงยามวิกาลมันมีไม่มากนี่นา“แต่มันก็มีคนขึ้นไปว่ะเพื่อน เขาลือกันว่าถ้าไปยืนที่ระเบียงชั้นสิบห้าแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออกในตอนห้าทุ่มยี่สิบสามนาทีจะสามารถมองเห็นอนาคตได้หนึ่งวัน แต่ไม่ได้มีแค่นั้นนะ นายต้องไม่ไปตัวเปล่า แต่ต้องเตรียมสมาร์ทโฟนไปและเปิดปฏิทินไว้ด้วย”“หืม? ทำไมต้องเปิดปฏิทินไว้ด้วยล่ะ”“ก็เพื่อจะได้ไม่หลงลืมวันเมื่อเห็นอนาคตไง แต่อันนี้ก็ฟังเขามาอีกทีน่ะนะ เขาว่าความทรงจำที่เห็นในอนาคตเหมือนจริงมาก เหมือนเราผ่านประสบการณ์ไปแล้วจริงๆ ถ้าไม่ตรวจเวลาก็จะนับวันข้ามไปเฉยๆ ได้เลยน่ะ นี่เป็นผลมาจากผีที่ฆ่าตัวตายบนชั้นสิบห้าแสดงให้เห็น”“เป็นอย่างนี้นี่เอง...”“แล้วก็ทำได้เพียงครั้งเดียวนะ ถ้าคิดจะทำซ้ำจะไม่เกิดผล แต่ส่วนใหญ่เขาคงไม่เชื่อกันหรอก มันจะเป็นไปได้ไง อนาคตหนึ่งวันแบบสมจริง ฝันเอายังน่าเชื่อกว่าเลย เออ ช่วงหลายปีมานี้ชั้นสิบห้าก็มีคนกระโดดตกลงมาอยู่นะ แต่ไม่ค่อยเป็นข่าวดังอะไรหรอก คิดว่ามหาวิทยาลัยคงปิดข่าวแล้วก็จ่ายชดเชยให้ครอบครัวไปแหละ อย่างว่าเนอะ ถ้ามหา’ลัยเสียชื่อเสียงคนก็ไม่ค่อยอยากมาเรียนกัน ฉันว่าทำลายชั้นสิบห้าทิ้งไปแล้วสร้างใหม่เหมือนตึกอื่นๆ ก็สิ้นเรื่องละเนอะ”“เออ เห็นด้วยกับนายเลยยูนิค”นาวาพยักหน้าสนับสนุนสุดใจก่อนจะวิเคราะห์เรื่องเล่านี่เป็นผลจากหนังสือเกี่ยวกับมิติเวลาไม่ผิดแน่นอนแต่เห็นอนาคตงั้นเหรอ?ไม่ใช่หรอกจากคำบอกเล่าและลองคัดกรองอย่างถี่ถ้วนถึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่อนาคต แต่เป็นการหวนกลับต่างหาก พูดอย่างชัดเจนคือการย้อนเวลาที่คิดเป็นเช่นนี้เพราะหากเราเคยดำเนินชีวิตไปแล้วหนึ่งวันแล้วแต่ถูกส่งย้อนกลับมาก็จะทำให้เกิดความสับสน ควบคู่ไปกับการมองปฏิทินจะทำให้หลงคิดไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้นเป็นเสมือนฝัน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำก็จะเกิดอาการเดจาวู เกิดซ้ำหลายครั้งตลอดทั้งวันก็จะคิดว่าสิ่งที่เป็นฝันกลายเป็นการมองเห็นอนาคตหนึ่งวันไปแล้วนี่เป็นการเข้าใจผิด ถ้าเป็นการเห็นอนาคตจริงๆ ไม่มีทางที่จะมองเห็นได้หนึ่งวันอย่างชัดแจ้งอย่างแน่นอนโปรดเข้าใจด้วยว่าศาสตร์แห่งการทำนายอนาคตทุกแขนงล้วนคลุมเครือและต้องตีความเอาเองนาวาขอบคุณเพื่อนที่เล่าให้ฟังก่อนจะตั้งใจเชียร์บาสเก็ตบอลอย่างสนุกสนาน ทำตัวกลมกลืนไปกับสถานการณ์ เห็นสาวๆ กรีดร้องนักกีฬาก็เงียบเสียงให้พวกเธอได้วี้ดว๊าย เรียกความเด่นใส่ตัวกันไป สีหน้าของเขาก็ดูปลื้มปริ่มดีมากมาอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาและห่างไกลคนโดดเด่นมันก็ดีอย่างนี้ กลายเป็นคนธรรมดาและจืดจางได้สมใจอยากนัก“อั่ก!”บอลปริศนาที่ลอยมาหาคนธรรมดาเพราะความผิดพลาดทางเทคนิคอัดเข้าเต็มหน้ายูนิค ส่วนนาว่าที่หลบไปก่อนแล้วให้เพื่อนรับเคาะก็ทำหน้าตาตื่นพาเพื่อนไปศูนย์พยาบาลของมหาวิทยาลัย พร้อมกับเสียงขอโทษขอโพยของนักกีฬาและคำสาปส่งของเพื่อนที่ถูกบอลอัด แถมนาวายังถูกเขม่นอีกด้วยลูกบอลมาแล้วหลบยังพอว่า แต่ช่วยลากเพื่อนหลบไม่ได้หรือไง ทำไมต้องปล่อยให้เพื่อนโดนอัดด้วย แต่ถึงยูนิคจะโวยวายไปก็ไม่ได้จริงจัง เพราะคิดว่าในเวลานั้นต่อให้เป็นเขาก็ทำแค่หลบคนเดียวเหมือนกันปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ล้วนรู้จักเอาตัวรอดให้ตัวเองก่อนล่ะนะนาวาผู้ถูกเพื่อนทั้งโกรธทั้งเข้าใจได้เองก็มองตาปริบๆ ยิ้มแห้งๆ กลบเกลื่อนไปอย่างเก้อเขิน ไม่กล้าบอกเลยจริงๆ ว่าตอนหลบนั่นตั้งใจให้เพื่อนโดนบอลอัดเอาน่า เพื่อนเข้าใจไปแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะนะหลังพายูนิคไปทำแผลและรับยามาแล้วนาวาก็กลับไปที่หอ ยูนิคยังไม่รีบกลับนักเพราะเขามีนัดกินชาบูกับแฟนสาว นาวาก็ไม่คิดจะตามไปเป็นก้างขวางคอ ถึงแม้จะกระหายชาบูหมูกระทะเหมือนกันก็ต้องอดทนไว้เพราะเขาจะต้องกลายร่างเป็นพวกสิ้นคิดขึ้นไปชั้นสิบห้านั่นสิ่งที่ต้องเตรียมอย่างหนักคือ ‘พลังใจ’ !!นาวาที่ปกติออกไปวิ่งรอบสนามกีฬาทุกเย็นวันนี้งดวิ่งแต่ก็วอร์มร่างกายพร้อม เสื้อที่ใส่ยังคงเป็นชุดนักศึกษาผูกไทติดเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยสวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีดำอีกชั้นหนึ่งชุดนี้ใส่เข้ามหาวิทยาลัยแล้วไม่มีพิรุธ เมื่อรปภ. ซักถามก็สามารถพูดได้ลื่นไหลและสะดวกกว่าการหยิบบัตรนักศึกษาเขาไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเล่าเพิ่มเติม ยังไงเรื่องพวกนี้เล่าร้อยคนก็แปรเปลี่ยนเป็นร้อยเรื่องได้ แต่แกนสำคัญที่จำเป็นต้องจับใจความนั้นเหมือนกัน ฟังแค่คนเล่าคนเดียวก็เพียงพอแล้วเมื่อเตรียมการเรียบร้อยเขาก็กลับเข้ามหาวิทยาลัย เดินขึ้นยังอาคารอย่างเปิดเผย แน่นอนว่าเขาไม่ใช้ลิฟท์ในยามกลางคืนแน่นอน ถึงจะไม่มีเรื่องเล่าลือผีในลิฟท์แต่เพื่อปกป้องตัวเองแล้วเขายอมเหนื่อยเดินขึ้นบันไดดีกว่าช่วงนี้ยิ่งเหมือนดวงชะตาตก พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ซวยติดกันถี่ๆ อยู่ด้วย อะไรระแวดระวังได้ก็ทำไปเมื่อขึ้นมาจนถึงชั้นสิบห้าที่นาวาไม่เคยขึ้นมาก่อนเขาก็มองสำรวจสถานที่อย่างสนใจ ชั้นนี้เป็นกึ่งดาดฟ้า ครึ่งหนึ่งของพื้นที่เป็นห้องสำหรับเรียนรู้แต่เพราะไม่ได้ใช้งานบ่อยจึงมีฝุ่นและโต๊ะเก้าอี้ค่อนข้างเก่า กระนั้นก็ยังสามารถนั่งได้โดยไม่เปื้อนเท่าไหร่ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสีน้ำมันลอยคละคลุ้มในอากาศอีกครึ่งหนึ่งของพื้นที่เป็นระเบียง มีผลงานปั้นด้วยปูนปาสเตอร์และดินถูกวางผึ่งเอาไว้ ยังดีที่พวกเขาไม่ได้วางมันอย่างระเกะระกะ และเพราะอยู่สูงและอากาศในเวลากลางคืนค่อนข้างเย็น ผลงานเหล่านั้นจึงเย็นชื้นพอกัน ไม่รู้ว่าผลงานที่แห้งไปแล้วเปื้อนชื้นขึ้นมายังจะใช้ได้หรือไม่ เขาไม่ใช่พวกเรียนศิลปกรรม เรื่องพวกนี้ไม่รู้และไม่ค่อยให้ความสนใจกว่าจะถึงเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงนาวาเรียกหนังสือปกแดงออกมาถึงมันจะไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อมูลของเมอร์ลินแต่ก็อยากพลิกดูอยู่ดี และข้อความปกอีกข้างที่อ่านออกเสียงไม่ได้เวลานี้ก็อ่านได้แล้วมันคือคาถาอัญเชิญอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว“มูลฐานทั้งห้าแห่งโลกธาตุเป็นแก่น สุวรรณและหิรัญหล่อหลอมสังขาร จารึกสีชาดเป็นสื่อความพิศวงและมายา เชื้อเชิญผู้วิเศษแห่งอดีตอันไกลโพ้นจากแดนศักดิ์สิทธิ์ นามนั้นคือ ‘เมอร์ลิน’ ...อ๊ะ!?”พูดจบประโยคไปแล้วก็รู้สึกร้อนวูบที่ติ่งหูข้างซ้าย ต่างหูสมอสีเงินหลอมละลายเปลี่ยนรูปเป็นของเหลวตรงหน้านาวา ปรากฏเป็นชายหนุ่มหน้าสวยเจ้าของนามที่ถูกเชื้อเชิญเมอร์ลินปรากฎตัวตรงหน้าเขา ยิ้มให้อย่างแปลกประหลาดเล็กน้อย“อะไรกัน เจ้าเองหรอกหรือที่เรียกข้า คิดไม่ถึงว่าหนังสือปกสีแดงจะเป็นหนังสืออัญเชิญเพื่อให้ข้ามาช่วยเหลือเจ้านั่นเอง”“ไม่ครับ ผมว่าคุณตอนนี้ไม่น่าช่วยได้ละ”นาวาส่ายหน้าหวืด ใบหน้าไม่มีความยินดีสักเท่าไหร่ ถึงแม้การเชิญผู้ช่วยมาได้มันจะเป็นเรื่องดี แต่คุณผู้ช่วยครับ ทำไมมาด้วยสภาพสูงแค่คืบเดียวอย่างนี้ล่ะเฮ้ย!ตัวแค่นี้จะเอาอะไรไปสู้ครับ ตอบ!!