ครึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองไป่สุ่ย
มันเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในแคว้นเทียนสุ่ย ที่นี่มีร้านค้าและตลาดไม่ทราบจำนวน ทุกวันจะมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันจำนวนมาก
ซึ่งดึงดูดผู้ฝึกยุทธ์อย่างยิ่ง ศิษย์ในสำนัก ผู้ฝึกยุทธ์ในตระกูลหรือผู้ฝึกยุทธ์พเนจรจากสี่ทิศเป็นต้น นอกจากการแลกเปลี่ยนแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งที่มีข้อมูลต่าง ๆ เป็นที่ที่ข่าวสารไวที่สุด
ไม่ว่าสายลมพัดหญ้าพลิ้วไหวที่ใดในแคว้นเทียนสุ่ยก็จะกลายเป็นหัวข้อสนทนายามดื่มชาหลังมื้ออาหารในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ ข่าวลือต่าง ๆ มากมายก็มาจากที่นี่เช่นกัน
จำนวนของผู้ฝึกยุทธ์มากมายทำให้กิจการต่าง ๆ ผุดขึ้นมา
ทางตะวันตกที่ค่อนข้างห่างไกลผู้คนในเมืองไป่สุ่ย ณ โรงเตี๊ยมที่ดูไม่เตะตามีคนอยู่แน่นขนัด เห็นได้ว่าเมืองนี้เจริญเพียงใด
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ใหญ่ สูงเท่าตึกสามชั้นเท่านั้น ที่นั่งในห้องโถงใหญ่ชั้นหนึ่งเต็มทุกที่ ไร้ซึ่งที่ว่าง เสียงคนพูดคุยกันอย่างอื้ออึง
ชั้นสองค่อนข้างเงียบสงบกว่าสักหน่อย ระยะห่างระหว่างโต๊ะกับเก้าอี้กว้างกว่าโถงใหญ่มาก เห็นได้ชัดว่าค่าใช้จ่ายในชั้นสองต้องสูงกว่าชั้นล่างมาก
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ขึ้นชั้นสองได้ต้องมีศักยภาพไม่ธรรมดา ความรู้ความสามารถต้องสูงกว่าโถงใหญ่มาก
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ว่าเมื่อไม่นานมานี้พรรคขวงเตามีศิษย์คนหนึ่งสังหารชิวอวิ๋นผู่ด้วย!”
“นี่เป็นเรื่องใหญ่เลย เจ้าชิวอวิ๋นผู่นี่ทำชั่วในแคว้นเทียนสุ่ยมาหลายปี ขั้นพลังลึกล้ำ ไม่อยากเชื่อว่าจะตายด้วยฝีมือคนรุ่นเยาว์แค่คนเดียว”
“ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน เล่าลือว่าใช้แค่สิบกระบวนท่า พรรคขวงเตามีผู้สืบทอดแล้วล่ะ เจ้านี่เหมือนจะชื่อว่าจางเย่นะ”
“หลายปีมานี้ มหาโจรที่แตกพ่ายในแคว้นเทียนสุ่ยพากันตายไปทีละคน ก็มีแต่เจ้าขวงเยี่ยนนั่น ระดับพลังก็ไม่ได้ถือว่าสุดยอดอะไรหรอก แต่กลับหนีไปได้หลายครั้ง เล่ากันว่าช่วงที่ผ่านมานี้ศิษย์หลายคนจากสำนักเสวียนหยางตายตกในมือมันอีกแล้ว”
“เจ้าขวงเยี่ยนนี่มีความสามารถอยู่บ้างจริง ๆ ทั้งยังใจกล้าจริง ๆ แต่จะว่าไปหากไม่ใจกล้าคงเป็นมหาโจรไม่ได้หรอก…”
คนสวมหมวกคลุมคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะสุราริมหน้าต่างชั้นสอง พอได้ยินคำกล่าวดังนั้นก็มองลงไปบนถนนชั้นล่าง มุมปากใต้เงาหมวกคลุมยกยิ้มขึ้นอย่างเยาะหยัน
ตำแหน่งตรงนี้ไม่เลวเลย หากมีอันตรายเพียงเล็กน้อยก็จะกระโดดหนีจากหน้าต่างได้ทันที จากนั้นแฝงตัวเข้าไปกลางฝูงชน
“พวกเจ้าว่าตอนนี้สี่สำนักใหญ่แคว้นเทียนสุ่ย พรรคขวงเตา สำนักชิงอวิ๋น สำนักจื่อเหยียนและสำนักเสวียนหยาง ใครแกร่งที่สุด?”
หัวข้อสนทนาในโรงเตี๊ยมเปลี่ยนไปเร็วมาก ไม่นานก็วกกลับมาที่สี่สำนักใหญ่
“นั่นยังต้องพูดอีกหรือ ก็ต้องเป็นสำนักชิงอวิ๋นอยู่แล้ว ไป๋อวี่ฝานนายน้อยสำนักพวกเขาเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งแคว้นเทียนสุ่ย รวมกับซูจื่อเหยาที่โผล่พรวดขึ้นมาแล้ว ใครจะเทียบพวกเขาได้ล่ะ”
“ใช่! ซูจื่อเหยาแกร่งจนน่ากลัวอยู่นิด ๆ ถึงนางจะไม่อยู่ในสี่สุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์ แต่เล่าลือว่าหลิวอวิ๋นเฟยที่แกร่งที่สุดในสี่สุดยอดฝีมือยังไม่ใช่คู่ต่อสู้นางเลย”
“นางเติบโตเร็วมาก แค่เวลาปีเดียวก็มีชื่อเสียงระบือนาม ถึงขนาดจัดอันดับนางเข้าสี่สุดยอดฝีมือยังไม่ทันการเลย!”
“ดูท่าการประลองใหญ่สี่สำนักในปีนี้ สำนักชิงอวิ๋นคงได้ที่หนึ่งเป็นแน่”
ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสองมีข้อมูลความรู้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
ทุกคนรู้เรื่องสี่สำนักใหญ่ในแคว้นเทียนสุ่ยดีอยู่แล้ว คุยกันทีเลยคุยไม่รู้จักจบ
ชั่วขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอย่างออกรสนั้น ก็มีคนหนึ่งโผล่มาตรงทางขึ้นบันได
ผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินลายขาว ใบหน้าหล่อเหลา บนหน้าผากพันผ้าเอาไว้ผืนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นการแต่งตัวหรืออยากจะปกปิดอะไรกันแน่
ผู้มาเยือนใหม่นี้ก็คือหลินอวิ๋น
ทันทีที่เขาปรากฏกาย ทั้งชั้นสองเงียบลงเล็กน้อย สายตาจำนวนมากจับจ้องมาที่เขา
สวมเครื่องแบบสำนักชิงอวิ๋นเดินในแคว้นเทียนสุ่ยย่อมเลี่ยงสายตาจากคนอื่นได้ยากอยู่แล้ว ทว่าผู้ฝึกยุทธ์ในโรงเตี๊ยมส่วนใหญ่ผ่านโลกมาเยอะ จึงไม่ได้ตกใจตื่นตูม ผนวกกับไม่รู้จักจริง ๆ มองแค่ว่าเขาเป็นลิ่วล้อไร้ชื่อตัวน้อย ๆ
หลังเสียงสนทนาอันคึกคักหยุดชะงักในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วก็กลับมาดังอีกครั้ง
หลินอวิ๋นไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เขากวาดสายตามองในโรงเตี๊ยมรอบหนึ่ง จากนั้นจับจ้องไปที่ตัวแขกสวมหมวกคลุมศีรษะตรงริมหน้าต่าง
เขาพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน
หลินอวิ๋นวางกระบี่บุปผามรณะกับโต๊ะจนเกิดเสียงเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามแขกสวมหมวกคลุมศีรษะ
ใบหน้าแขกหมวกคลุมศีรษะใต้เงามืดเปลี่ยนสีเล็กน้อย สายตาอันเฉียบคมของเขาเห็นสัญลักษณ์สำนักบนชุดคลุมหลินอวิ๋น
แต่ก็กลับมาเป็นปกติในทันทีใด
“เลี้ยงสุราข้าสักจอกสิ”
หลินอวิ๋นมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงเบา
“เหอะ ๆ สุราของข้าไม่ใช่ว่าใครก็ดื่มได้หรอกนะ”
แขกหมวกคลุมศีรษะหัวเราะเยาะเป็นการปฏิเสธหลินอวิ๋น
ขณะกล่าวอยู่นั้นเขายังกลอกลูกตาไปมารอบ ๆ เหมือนทำให้มั่นใจว่ารอบตัวหลินอวิ๋นไม่มีสหายมาด้วย
“ถ้าอย่างนั้นให้ข้าเลี้ยงเจ้าแล้วกัน เสี่ยวเอ้อ เอาสุราที่ดีที่สุดของร้านพวกเจ้ามา”
เมื่อสิ้นเสียงเรียก เสี่ยวเอ้อผู้คล่องแคล่วรวดเร็วกว่ายามปกติขึ้นมาก นำสุราเดินมาวางให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
หลินอวิ๋นให้เงินพิเศษไปนิดหน่อย เสี่ยวเอ้อรับไปแล้วก็เดินไปด้วยความเบิกบานใจ
แขกหมวกคลุมศีรษะมองขวดสุรานิ่ง ๆ ก่อนพูดยิ้มทีเล่นทีจริง “สุรานี่ไม่เลว ลำบากให้เจ้าจ่ายสิ้นเปลืองจนได้”
“ไม่สิ้นเปลืองหรอก ก่อนตายก็ต้องดื่มของดี ๆ หน่อย”
หลินอวิ๋นรินให้ตัวเองดื่มเองหนึ่งจอก ก่อนมองอีกฝ่ายพลางยิ้มน้อย ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ข้าล่ะชอบศิษย์จากสำนักอย่างพวกเจ้านัก มีแต่คนอวดดีทั้งนั้น ไม่มีประสบการณ์สักนิดก็คิดจะสังหารมหาโจรเพื่อชื่อเสียง ไม่มีสหายมาสักคนยังกล้ามาหาเรื่องถึงที่ เจ้ามันรนหาที่ตาย!”
แขกหมวกคลุมศีรษะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก่อนจะปะทุพลังน่าสะพรึงของวิถียุทธ์ขั้นหกออกมา ทั้งยังชักดาบใหญ่หนักหนาออกมาจากใต้ชุดคลุมตัวใหญ่ กระโดดขึ้นฟันใส่หลินอวิ๋นด้วยพลังรุนแรงและหนักแน่น
เห็นได้ชัดว่าลงมือดาบนี้เป็นการเตรียมการมานานแล้ว
ช่วงที่คุยเรื่อยเปื่อยกับหลินอวิ๋นก็สั่งสมพลังไปพลางสังเกตว่ารอบ ๆ ตัวเขามีสหายศัตรูหรือไม่ไปพลาง จนมั่นใจว่าไม่มีสหายศัตรูแล้วถึงไม่พูดไร้สาระกับหลินอวิ๋นอีก การฟันสังหารเด็ดขาดอย่างยิ่ง
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งชั้นสองของโรงเตี๊ยมพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
หลังมองไปแล้วก็พากันหน้าเปลี่ยนสีใหญ่
ศิษย์สำนักฝ่ายนอกสำนักชิงอวิ๋นยังนั่งอยู่ ทว่าแขกหมวกคลุมศีรษะกลับยกดาบขึ้นสูงแล้ว
เขาได้เปรียบอย่างมาก ดาบนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางต้านได้อยู่ ถึงแม้จะต้านเอาไว้ได้ก็คงต้องพิการทันทีแน่
ศิษย์สำนักนี่ประสบการณ์ยังน้อยเกินไปจริง ๆ
เหตุใดถึงมานั่งตรงข้ามคนอื่นแบบไม่ยี่หระเช่นนี้ ทั้งยังให้อีกฝ่ายชิงโอกาสก่อนโดยไม่เตรียมการป้องกันใด ๆ อีก
หากยอดฝีมือเก่งกาจเสียโอกาสไปก่อนก็พ่ายแพ้ไปมากกว่าครึ่งแล้ว
หลายคนรู้สึกเสียดายในใจ
ทว่าทันใดนั้นเองเกิดการเปลี่ยนแปลงน่าพิศวงขึ้น!
เพราะเห็นเด็กหนุ่มสำนักชิงอวิ๋นคนนั้นไม่ลดรอยยิ้ม ซ้ำยังพ่นสุราในปากไปสายหนึ่งเหมือนกับลูกศรพุ่งพ่นออกไป
เหตุการณ์นี้ไม่มีสัญญาณใด ๆ จึงเกิดเสียงดังฮือฮาในหมู่คน
แขกหมวกคลุมศีรษะคาดไม่ถึงเลย ตกใจหน้าถอดสี หลบไม่ทันแล้ว
พรึ่บ!
สุราพ่นใส่หน้าเขาก่อนจะติดไฟขึ้น โดนเผาทั้งหน้าในพริบตา
“หน้าข้า!”
แขกสวมหมวกคลุมร้องโหยหวนไม่หยุด ผู้ฝึกยุทธ์ที่ได้ยินเสียงกรีดร้องนั้นยังรู้สึกเหมือนโดนกับตัวเอง
ดาบที่มีพลานุภาพรุนแรงและหนักถึงจุดสูงสุดทั้งยังชิงลงมือก่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบถูกทำลายลงโดยพลัน
ก่อนจะเห็นรอยยิ้มเด็กหนุ่มคนนั้นหายไปทั้งหมด สีหน้ามืดลง หยัดกายขึ้นชักกระบี่ออกมาเหมือนสายธารใบไม้ไหลผ่าน
แสงกระบี่ขยับวูบไหว โลหิตสาดเป็นสายออกจากคอของแขกใต้หมวกคลุมศีรษะ สิ้นลมหายใจไปในพริบตา
สะอาดราบรื่น ไร้การรีรอ
กึก!
เด็กหนุ่มที่ยืนบนโต๊ะเก็บกระบี่เข้าฝัก มองแขกหมวกคลุมศีรษะที่ล้มลงกับพื้น ซึ่งเขาไม่ได้มองเฉย ๆ แต่รอจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายสิ้นใจจริง ๆ แล้วถึงกระโดดลงมา
“ทำได้ไม่เลว นี่รางวัลเจ้า”
หลินอวิ๋นโยนทองก้อนหนึ่งให้เสี่ยวเอ้อประจำร้านที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ข้าง ๆ
หลังหยิบเอาอาวุธที่แขกคลุมศีรษะใช้เป็นประจำมาแล้ว ก็ค้นตัวอีกฝ่าย ไม่ได้อะไรเลย จนมาถึงตรงเอว เขาเจอถุงเก็บของใบหนึ่งถึงได้ยิ้มพอใจ
ถุงเก็บของ นี่เป็นของดี
ดูแล้วคงจะเป็นศิษย์สำนักร่ำรวยสักคนตายในมือเจ้านี่แล้วถูกปล้นเอาไป
สังหารขวงเยี่ยน ภารกิจศิลาวิญญาณที่สองสำเร็จ!
ความพยายามครึ่งเดือนถือว่าไม่เสียเปล่า
หลังอาศัยข้อมูลของสำนักสืบเสาะข้อมูลขวงเยี่ยนล่วงหน้าว่าจะขายสินค้าสกปรกที่เมืองไป๋สุ่ยแล้ว หลินอวิ๋นก็ไม่ได้รีบร้อนลงมือ เขารู้ดีว่ามหาโจรพวกนี้ไม่ใช่แค่มีกำลังรบแข็งแกร่ง แต่ยังมีประสบการณ์โชกโชนอีกด้วย
ศิษย์สำนักหลายคนไม่ตายในมือมันก็ปล่อยให้มันหนีไปได้
ดังนั้นเขาถึงได้ใช้มันสมองใคร่ครวญอย่างหนัก ร่วมมือกันวางแผนนี้กับเสี่ยวเอ้อในร้าน
ความเสี่ยงค่อนข้างสูง ทว่าสุดท้ายแผนการก็ยังลุล่วง สังหารขวงเยี่ยนได้สำเร็จ
หลินอวิ๋นเก็บถุงเสร็จแล้วก็เตรียมจากไป
ส่วนศพของขวงเยี่ยนที่ทอดกายอยู่ตรงนั้นไม่ต้องสนใจ เพราะจะมีคนจากสำนักชิงอวิ๋นมาเก็บศพในภายหลัง
ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสองเห็นใบหน้าแขกหมวกคลุมศีรษะชัดเจนแล้ว
ทุกคนพากันสูดลมหายใจเย็น ๆ หน้าเปลี่ยนสีไปอย่างฉับพลัน ไม่อาจปกปิดความตกตะลึงในแววตาได้เลย
“ขวงเยี่ยน นั่นมันมหาโจรขวงเยี่ยน!”
“สวรรค์ ขวงเยี่ยนตายแบบนี้เลยรึ นี่… จอมยุทธ์น้อยล่ะ?”
จนกระทั่งทุกคนเบนความสนใจมองหลินอวิ๋น กลับเห็นเขากระโจนลงจากหน้าต่างไป
“จอมยุทธ์น้อยทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ด้วย!”
ฉับพลันนั้นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งชั้นสองพากันล้อมเข้ามาแล้วตะโกนเสียงดัง
“หลินอวิ๋นศิษย์ฝ่ายนอกแห่งสำนักชิงอวิ๋น ”
เสียงใสหนึ่งดังแว่วกลับมา แต่พอจะหาเจ้าของเสียง หลินอวิ๋นกลับหายไปในฝูงชนขวักไขว่แล้ว ไม่รู้อยู่ที่ใด
-โปรดติดตามตอนต่อไป-