time-

    25 / 2

            รถยนต์คันเดิมขับไปเรื่อยๆตามถนนเส้นหลักส่วนมอเตอร์ไซค์ของไทม์ลูซี่ให้คนเอาไปไว้ที่บ้าน เปิดเพลงคลอเบาๆในรถกับบรรยารถติดของเมืองไทยในยามเช้านัยน์ตาเรียวเหลือบมองคนข้างที่กำลังใจจดใจจ่อกับโซเชียลด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

            “มีอะไรรึเปล่าคะทำหน้าเครียดเชียว” ไทม์หันมายื่นหน้าจอที่แสดงบทความหนึ่งให้ดู

            อายุ21 กับเงินเดือนหลักแสน

            “เขาเก่งจังเลยนะครับ”ไทม์จ้องมองโพสต์ด้วยสายตาราวกับอิจฉา “ผมอยากมีเงินเยอะๆ แบบนั้นบ้างคงจะมีความสุขน่าดู”

            “สำหรับไทม์ความสุขคือเงินหรอคะ”ไทม์มองแฟนสาวพร้อมกับเลิกคิ้ว “อืม…ก็แค่ส่วนหนึ่งน่ะครับ ความสุขของผมจริงๆคือการได้อยู่กับคนที่ผมรักต่างหากล่ะครับ”

            คำตอบของไทม์เอาลูซี่ถึงกับหุบยิ้มไม่ได้ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าใบหน้าของแฟนหนุ่มาหอมให้ชื่นใจ“งือ~”

            “แฟนพี่นี่น่ารักจริงๆ”

            ขับรถมาจนในที่สุดก็ถึงห้างสรรพสินค้าทำการเทียบจอดรถก่อนจะพากันลงไปลูซี่กวาดสายตามองจะว่าไปที่นี่ก็ค่อนข้างใหญ่พอสมควร

            “พี่ลูซี่ครับร้านผมเปิดเก้าโมงพี่ลูซี่คงต้องไปเดินเล่นก่อนน่ะครับ”

            “ได้ค่ะสู้ๆ นะคะ”ไม่พูดเปล่าเธอก็ยื่นหน้าไปกดจมูกลงที่แก้มของไทม์แทบจมจนอีกคนถึงกับหน้าแดงจนต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าด้วยความเขิน“ครับ”

            ส่งแฟนหนุ่มเสร็จก็ถึงเวลาที่ลูซี่ไปเดินเล่นรอร้านเปิดสองขาเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินพร้อมกับกวาดสายตาสำรวจรอบๆที่นี่มีร้านค้าเยอะแยะมากมายเหมือนกับห้างสรรพสินค้าทั่วไปขณะที่กำลังเดินเล่นไปเรื่อยๆสายตาก็ไปหยุดที่ใครบางคนที่กำลังยืนแอบใครบางคนอยู่หลังเสา

            ลูซี่เดินตรงดิ่งเข้าไปก่อนจะตบลงที่บ่าจนคนแอบหลังเสาสะดุ้งโหยง“ทำไร”

            “มึงมาทำไรที่นี่เนี่ย”คนหลังเสาหรือพี่ชายตัวดีของเธอเอ่ยถามพร้อมกับดึงแว่นลงมา “กูสิต้องถาม”

            “ยุ่งน่าทำธุระอยู่”แต่เหมือนลุคจะไม่สนใจก่อนจะกลับหันไปโฟกัสกับตรงหน้าต่อแต่นั่นยิ่งทำให้ลูซี่ยิ่งสงสัยก่อนจะตัดสินใจเดินไปดู

            “เฮ้ยๆมึงจะไปไหนน่ะ”ลุคที่เห็นว่าทีท่าไม่ดีจึงวิ่งตามเพื่อจะเข้าไปห้ามแต่ก็ไม่ทันเพราะน้องสาวตัวดีดันเห็นคนที่เขาตามแอบส่องเข้าเสียแล้ว

            ลูซี่เดินดิ่งเข้าไปหาเป้าหมายในร้านเสื้อผ้าที่คาดว่าน่าจะเป็นคนที่ลุคตามก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยสีหน้านิ่ง“สวัสดีค่ะพี่ฮีซู”

            ฮีซูหันมามองคนเป็นเจ้านายด้วยสีหน้างงก่อนจะเอ่ยทักทายกลับ“สวัสดีค่ะคุณหนู มาเดินเล่นกันหรอคะ”

            “ค่ะ”

            “แล้วคุณลุคทำไม่เหงื่อแตกขนาดนั้นล่ะคะ”คำถามของฮีซูทำให้ทุกคนต่างพากันหันไปมอง

            ทำท่าทีหลบสายตาพร้อมกับยกมือเช็ดเหงื่อลวกๆ“อ๋อ มันร้อนน่ะครับ”

            ตอแหลสิ้นดีคำแรกที่คิดขึ้นมาในหัวแต่ก็ไม่ได้บอกออกไป

            “แล้วพี่ฮีซูสบายดีมั้ยคะ”

            “โอเคมากๆเลยค่ะ แต่ยังจับทางไม่ค่อยได้”

            “สู้ๆนะคะ เดี๋ยวทำๆ ก็จับทางได้เองค่ะ”

            “ขอบคุณมากนะคะ”

            เดิมพี่ฮีซูเป็นบอดี้การืดของตระกูลวรลักษณ์แต่ตอนนี้เธอออกจากการเป็นบอดี้การ์ดแล้วเพราะอยากจะไปทำตามฝันอย่างวาดรูปขายซึ่งฝีมือในการวาดของเธอเรียกได้ว่าสวยจนสามารถไปสร้างอาชีพได้เลยสบายๆแถมเธอยังวาดได้หลากหลายแนว ตอนที่ยังเป็นบอดี้การ์ดอยู่เธอก็ช่วยหาช่วยแนะนำจนเธอเริ่มมีรายได้จากการวาดภาพก่อนจะตัดสินใจลาออก

            “ว่าแต่วันนี้พี่ฮีซูแต่งตัวน่ารักนะคะปกติแต่เห็นชุดสูท”ชุดพี่ฮีซูเป็นชุดเดรสสีครีมกับผมสีดำปล่อยยาวสลวยขัดกับลุคที่เคยใส่ประจำอย่างสิ้นเชิง

            ไม่แปลกหรอกที่ไอ้ลุคจะแอบตามก็เล่นสวยซะขนาดนี้ก็ต้องมีแอบหวงบ้างป่ะ

            หลายๆคนอาจไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของลุคกับฮีซูเดิมทีทั้งสองคนก็แค่เจ้านายกับลูกน้องนั่นแหละแต่พออยู่ไปนานเข้าลุคก็เกิดมีความรู้สึกต่อฮีซูที่มากกว่าลูกน้องชอบเธอและพยายามจะหาเรื่องให้เขาไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแต่พอสุดท้าย

            ฮีซูลาออก

            วันที่เธอลาออกตอนที่ลุครู้ตอนนั้นเขาตกใจช็อคทำหน้าราวกับโลกทั้งโลกล่มสลายกินไม่ได้นอนไม่หลับงานไม่ทำเกมส์ก็ไม่ได้แตะจนเธอต้องเข้าไปช่วยพูดถึงจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้แต่ก็ไม่100%

            “ซูไปกินข้าวกัน อ่าว ใครอ่ะ” ชายปริศนาเดินเข้าร่วมวงสนทนาให้ทุกคนต้องพากันไปมอง

            “นี่หัวหน้าฉันคุณลูซี่กับคุณลุค ส่วนเจ้านี่บลอนด์เป็นเพื่อนสนิทฉันเองค่ะ”

            “สวัสดีครับ”บลอนด์หันมายิ้มทักทายด้วยความเป็นมิตรต่างกับพี่ชายคนข้างๆที่เอาแต่ปั้นหน้าคิ้วขมวด “สวัสดีค่ะ”

            เสียงสั่นจากมือถือให้ลูซี่ต้องละและหยิบมือถือขึ้นมาเช็คดูพบว่าเป็นแชทของน้องที่ส่งข้อความมา

            time 00.00 : ร้านเปิดแล้วครับ

            Lucyxx​ : เดี๋ยวพี่ไปนะคะ

            time 00.00 : ส่งสติ๊กเกอร์

            “เดี๋ยวขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”

            “ค่ะโชคดีนะคะคุณหนู”

            “ค่ะเจอกันค่ะ” เข้าไปกอดลาก่อนจะเดินออกมาโดยไม่ลืมที่จะเหลือบมองพี่ชายที่ยังคงยืนเหวอเอาเถอะ จะทำอะไรต่อก็เรื่องของมันแล้ว เธอไม่ยุ่ง

            สองขาเดินก้าวไปตามทางเดินรีบตรงไปยังร้านคาเฟ่เพื่อจะได้ไปเจอน้องเร็วๆพอเข้ามาในร้านตอนนี้เริ่มทยอยมีลูกค้าแล้วแต่ก็ไม่ได้เยอะมากจนวุ่นวาย

            เดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อจะสั่งเครื่องดื่มแต่ก็ต้องชะงักเมื่อคนที่มารับออเดอร์ดันเป็นเจมส์ที่ไม่ได้เจอกันนาน

            “เอาอเมริกาโน่กับเค้กชาเขียวหนึ่งค่ะ”

            “ร้อยสี่สิบบาทครับ”ทำการจ่ายเงินและรับบิลรอออเดอร์ก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โต๊ะริมหน้าต่าง

            ที่ไม่ได้คุยอะไรนอกจากนั้นก็เพราะว่าเธอไม่ได้สนิทกับเขาขนาดที่จะเดินมาทักทายตามปกติและก็ดูจากสีหน้าที่ดูหวาดกลัวและเกร็งๆ ของเขาก็คงไม่ได้อยากจะสนทนากับเธอมากนัก

            ระหว่างนั่งรอเครื่องดื่มก็หยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาทำงานรอพลางกวาดสายตามองหาแฟนหนุ่มไปด้วยแต่เหมือนว่าน้องจะไม่อยู่สงสัยคงง่วนอยู่ด้านหลังล่ะมั้ง

             

            นั่งทำงานไปกว่า2 ชั่วโมงลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่วนไทม์ก็ชุลมุนกับการทำงานจนมือเป็นระวิงแต่น้องก็ยังมีแอบส่งสายตาไม่ก็ส่งยิ้มมาเป็นระยะๆ

            เพล้ง!

            เสียงแก้วตกแตกให้ทุกคนภายในร้านต่างพากันหันไปมองพบว่าเจมส์เป็นคนทำ

            “ขอโทษครับๆๆ”เขารีบก้มเก็บเศษแก้วทันทีพร้อมกับมือสั่นและท่าทางที่เลิ่กลั่กจนลูซี่ที่อยู่ใกล้ๆต้องรีบเข้าไปช่วย

            “โอ๊ะ!”ยังไม่ทันไรเจมส์ก็โดนแก้วบาด

             “มาๆ เดี๋ยวเราทำเอง”ไทม์รีบวิ่งเอาไม้กวาดกับผ้าถูมาทำความสะอาด

            เจมส์กลับเข้าไปทำแผลเหลือเพียงไทม์ที่ต้องถูบริเวณนี้ให้สะอาดเอี่ยมอ่องและเช็คเศษแก้ว

            “ไหวมั้ยคะนั่น”เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าไทม์เริ่มมีสีหน้าเหนื่อยล้า

            “ไหวครับแค่นี้เอง” ไทม์หันมายกยิ้มเพื่อไม่ให้เธอห่วง

            จะไม่ให้เธอห่วงได้ไงปกติน้องไม่เคยหน้าแดงขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เขินก็คงเหนื่อยมากแน่ๆ

            กลับมาทำงานต่อไทม์ก็ยังคงยุ่งเหมือนเดิมส่วนลูซี่ก็ทำงานบนโน๊ตบุ๊คโดยที่คอยสังเกตไทม์เปเป็นระยด้วยความห่วง

            จนเวลาเข้าช่วงบ่ายลูซี่ทำงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนนี้ก็ทำแค่เพียงนั่งรอและคอยสังเกตแฟนหนุ่มอยู่ห่างๆ เท่านั้น

            ขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งวุ่นทำงานเธอก็สังเกตถึงสิ่งผิดปกติจากไทม์น้องหน้าแดงขึ้นกว่าเดิมแถมดูท่าทางดูเซแปลกๆ

            ไม่รอช้าลูซี่ลุกแล้วตรงดิ่งไปหาพี่น้ำที่เป็นผู้จัดการร้านทันที“พี่คะ น้องเขาดูไม่สบายนะคะ”

            “เอ๊ะ? จริงหรอเนี่ย”พี่น้ำรีบตรงดิ่งไปเช็คอาการไทม์ก่อนจะพูดคุยด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดแล้วดันตัวน้องไปยังด้านหลังร้านก่อนจะเดินออกมาพร้อมกระเป๋า

            “กลับบ้านไปพักผ่อนเลยพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ทักมาบอกพี่นะ”

            “ขอบคุณมากนะครับงั้นผมกลับก่อนนะครับ”

            ลูซี่หยิบของก่อนจะเดินตามไทม์ไปแต่จังหวะนั้นสายตาก็เหลือบเห็นสายตาที่อ่านไม่ออกของคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ก่อนเขาจะหลบสายตาไป

            แต่เธอก็ไม่ได้สนใจหรอกจะคิดยังไงก็ของเขาเพราะเดิมทีก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้วแต่ก็แอบกังวลกลัวว่าเขาจะคิดไม่ดีกับน้อง

            ทันทีที่มาถึงบ้านลูซี่ก็รีบตรงดิ่งพาไทม์เข้าบ้านทันทีเพราะเมื่อกี้จับตัวน้องดูเหมือนว่าไข้จะขึ้นกว่าเดิมตัวน้องร้อนจี๋เรียกได้ว่าไฟลุกเลยก็ว่าได้

            “กินยาแล้วนอนพักเลยนะคะเดี๋ยวพี่ไปเตรียมผ้ามาเช็ดให้”

            “ครับ”

            ลูซี่จัดการเตรียมกะละมังใส่น้ำนำมาวางที่โต๊ะข้างเตียงจังหวะจะหันมาขออนุญาตน้องถอดแต่ไม่ทันแล้วเพราะตอนนี้น้องหลับตาพริ้มเขาญาณไปเป็นที่เรียบร้อย

            มุมปากยกยิ้มเอ็นดูกับท่านอนที่กำลังตุ๊กตาแมวน้ำสีขาวทำให้อดที่จะวิสาสะก้มลงจุตที่ปากไม่ได้

            ก็น้องน่ารักนี่ใครมันจะไปอดใจไหวล่ะ

             

             

            ขยับพลิกตัวไปมาพร้อมกับถอนหายใจแรงแม้ภายในห้องตอนนี้จะเปิดแอร์แต่ร่างกายก็ยังคงเปียกแฉะจากความร้อนในร่างกายที่ค่อยๆผุดออกมาอยู่เรื่อยๆ

            ลืมตาหันซ้ายหันขวาให้หายเบลอก่อนสายตาจะไปหยุดที่แฟนสาวที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงพยายามยันตัวลุกจากเตียงแต่ด้วยอาการหนักหัวมันทำให้ไทม์แทบจะลุกไม่ขึ้นทำให้เขาต้องกลับไปนอนนิ่งเพื่อให้หายหนักหัว

            “ซี๊ด~” ยกมือทาบหัวมันยังดูอุ่นๆไม่รู้ว่าไข้ลดรึยัง

            พยายามจะยันตัวลุกอีกครั้งในที่สุดก็ลุกได้สักทีไทม์ค่อยๆเดินอ้อมไปยังด้านหลังของแฟนสาวแล้วทำการดันตัวเธอก่อนจะทำการอุ้มในท่าเจ้าสาววางลงบนเตียงเบาๆแต่ด้วยอาการที่มึนเอามากๆเลยทำให้เขาเซจนล้มหน้าทิ่มไปพร้อมกับร่างของแฟนสาวลงบนเตียงแทน

            “โอ๊ย~”

            อาการหนักหัวมันเริ่มทวีคูณแต่ก็พยายามยันตัวลุกเพราะตอนนี้เขาทับตัวแฟนสาวอยู่ผละตัวออกมาก็ต้องคิ้วขมวดปม อาการหนักหัวมันก็ส่วนหนึ่งแต่ที่หลักๆ คือ

            ทำไมลูซี่ไม่ตื่น

            ต่อให้เขาขยับตัวเพียงนิดเดียวปกติลูซี่ก็จะตื่นแล้วแต่นี่ ทั้งอุ้มทั้งล้มเธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลยแม้แต่น้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมลูซี่ถึงไม่ตื่น

            “พี่ลูซี่ครับพี่ลูซี่ครับ”

            ทั้งเรียกทั้งเขย่าตัวไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ตื่นแต่จังหวะนั้นเองก็มีซองบางอย่างหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อไทม์หยิบขึ้นมาพลิกดูก่อนที่คิ้วจะขมวดปมอีกครั้ง

            ยานอนหลับรับประทานก่อนอน 1 เม็ด

            ทำไมลูซี่ต้องกินยานอนหลับเธอเป็นอะไร ไม่สบายหรอ หรือไมเกรนกำเริบ

            ไทม์ออกแรงฮึบยกตัวเธอและจัดแจงที่นอนก่อนจะล้มตัวนอนข้างๆพลางคิดถึงเรื่องซองยาเมื่อกี้ บอกตามตรงว่าเป็นห่วงมากถึงแม้จะเป็นแฟนกันแล้วก็ใช่ว่าไทม์จะรู้เรื่องของเธอทุกเรื่องยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอยังคงไม่ได้บอกแต่ไทม์ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอจะรอให้เธอบอกเอง

            แต่พอยิ่งถึงเรื่องซองยาเมื่อกี้ยิ่งคิดหัวก็ปวดจี๊ด สงสัยคงต้องนอนพักก่อนแล้วค่อยถามเธอพรุ่งนี้แล้วกัน

            เสียงนกจากนอกหน้าต่างและแสงแดดส่องเข้ามาทันทีที่ตื่นไทม์ก็นั่งพิงหัวเตียงเพื่อรอแฟนสาวตื่นอย่างใจจดในจ่อ

            วันนี้พี่น้ำโทรมาบอกว่าวันนี้ร้านหยุดและป้าก็ทักมาบอกว่าจะมาเยี่ยมแม่ททำให้วันนี้ไทม์ได้หยุดพักได้เต็มที่

            เสียงขยับตัวจากแฟนสาวให้ไทม์หันไปมองไม่นานเธอก็ลืมตาตื่นลูซี่ขมวดคิ้วมองพร้อมกับสำรวจตัวเอง ดูเหมือนว่าเธอจะยังงงๆว่าทำไมตัวเองถึงมานอนตรงนี้ได้ก่อนจะยันตัวนั่ง

            “ดีขึ้นรึยังคะ”

            “ดีขึ้นเยอะแล้วครับ”ลูซี่ยกมืออังหน้าผากของแฟนหนุ่ม “ยังอุ่นๆ อยู่ยังไงก็ต้องกินยาไปก่อนนะคะ”

            “ครับคือว่า…พี่ลูซี่ครับ”

            “ว่าไงคะ?”

            “อันนี้คืออะไรหรอครับ”ไทม์ส่งซองยาที่เก็บได้จากเมื่อคืนยื่นให้เธอดู“มันตกจากกระเป๋าเสื้อของพี่ลูซี่น่ะครับ”

            ลูซี่มองซองยานิ่งสลับกับมองคนตรงหน้าที่จ้องมองเธอราวกับว่ากำลังรอคำตอบ

            “ช่วงนี้พี่นอนไม่หลับน่ะค่ะ”

            “มีอะไรรึเปล่าครับเล่าให้ผมฟังก็ได้นะครับ” ลูซี่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริง“ก็ได้ค่ะ พี่จะเล่าให้ฟัง”

            ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนวันที่เธอคบกับไทม์วันแรก วันนั้นลูซี่ขอตัวกลับก่อนเพราะมีประชุมกับคุยงานกับดีนหลังจากที่เธอประชุมช่วงเช้าเสร็จขณะที่เธอกำลังเตรียมงานที่จะไปคุยกับดีนจู่ๆเลขาของเธอก็มาแจ้งว่าอาม่ามาทที่บริษัทและต้องการคุยกับเธอ

            ลูซี่ที่ได้ยินก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเธอไม่อยากคุย คุยกันทีไรมีแต่ความอึดอัดและปัญหาตลอดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นอาม่าไง

            ลูซี่ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องไปคุย“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับหนูหรอคะ”

            “นี่ลื้อพูดเย็นชาใส่อั๊วแบบนี้ได้ยังไงอั๊วเป็นอาม่าแกนะ”

            “รู้ดีอยู่แล้วค่ะสรุปว่ามีอะไรคะ ถ้าไม่มีหนูจะได้กลับไปทำงานต่อ”

            “เรื่องงานแต่งกับอาหลิว”

            “ขอปฏิเสธค่ะ”ไม่รอให้อาม่าได้พูดต่อลูซี่ก็ชิงพูดตัดบทสนทนาในทันที

            “ลื้อไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธลื้อต้องแต่ง อั๊วคุยกับฝั่งนั้นไปแล้ว”

            “ชีวิตหนูหนูเลือกเองค่ะ อีกอย่างหนูมีแฟนแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่มีการแต่งงานใดๆทั้งสิ้นค่ะ”

            “แฟนลื้อที่ว่านี่มันใครหรือว่าเจ้าเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่น“

            “ก็รู้นี่คะ”

            “ลื้อต้องเลิกถ้าลื้อไม่เลิกอั๊วจะทำให้ลื้อเลิกเอง”

            “อยากให้หนูแต่งขนาดนั้นเลยหรอคะสมบัติของบ้านนั้นมันเยอะจนอาม่าถึงกับต้องสั่งให้หนูเลิกกับแฟนแล้วไปแต่งเข้าบ้านเขาเลยหรอคะถ้าอยากได้สมบัติเขามากอาม่าก็ไปแต่งเองสิคะ มาให้หนูแต่งทำไม”

            “นี่ลื้อกล้าย้อนอั๊วเรอะ!!!!”

            เป็นไปตามคาดทันทีที่พูดจบอาม่าก็โกรธหน้าดำหน้าแดงพร้อมกับใช้ไม้เท้าชี้หน้าเธอ

            “หนูไม่ได้ย้อนแค่พูดตามที่คิดเฉยๆ ค่ะ”

            ใบหน้าสวยหันตามแรงฟาดของไม้เท้าในมือของอาม่าบอกตามตรงว่าตั้งแต่เเกิดมาเธอไม่เคยโดนไม้เท้าฟาดหน้ามาก่อนมากสุดก็ไม้เบสบอลแต่คงเพราะคนที่ฟาดดันเป็นอาม่าคนในครอบครัวของเธอไง มันเลยเจ็บกว่า 10 เท่า

            มือเรียวยกจับแก้มข้างขวาภายในปากได้กลิ่นเลือดแรงจนแทบเวียนหัว ลูซี่ค่อยๆหันเผชิญหน้ากับอาม่าที่ยืนสั่นด้วยความโกรธ

            “เสร็จยังคะถ้าเสร็จแล้วก็เชิญค่ะ มีธุระต้องไปทำต่อ”

            ไม่รอให้อาม่าได้พูดต่อเธอก็รีบเดินออกมาจากห้องรับรองทันทีปล่อยให้อาม่ายืนโวยวายภายในห้อง

            ลูซี่เดินตรงเข้าไปที่ห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องทำงานของตนเองสำรวจใบหน้าที่หน้ากระจกรอยฟาดที่เป็นเรียวจากไม้เท้าแดงก่ำจนเริ่มจะเปลี่ยนสีเป็นรอยช้ำดวงตาสสวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อก่อนจะปล่อยโฮออกมพร้อมกับบตั้งคำถามอยู่ในใจว่าเธอผิดอะไรเธอแค่ไม่อยากโดนจับคลุมฝูงชน เธอแค่ไม่อยากเลิกกับน้องแค่นี่มันผิดมากหรอมันผิดมากถึงขนขนาดที่ต้องททำร้ายกันขนาดนี้เลยใช่มั้ย

            พยายามจะตอบคำถามภายในใจของตัวเองแต่ไม่ว่าจะยังไงก็ยังคงตอบไม่ได้ก่อนจะช่างมันแล้วหยิบเครื่องสำอางมมาทากลบรอยช้ำนั้นจนมิดแล้วออกไปทำงานต่ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

            “เรื่องก็แบบนี้ล่ะค่ะ”ทันทีที่เล่าจบไทม์ก็โผเข้ากอดแฟนสาวแน่นพร้อมกับลูบหลังเป็นการกอดปลอบเธอเบาๆ

            “ร้องไห้ออกมาเถอะครับผมจะอยู่กับพี่ลูซี่เอง”

            เสียงสะอื้นค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ จนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮ เด็กสาววัย 21ปีกำลังกำเสื้อของแฟนหนุ่มแน่นจนแทบขาด “พี่ลูซี่เก่งมากเลยครับอดทนได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว อ่อนแอบ้างก็ได้ครับเดี๋ยวผมจะคอยปลอบพี่เอง”

            “พี่ผิดอะไรพี่แค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น พี่แค่อยากอยู่กับแฟนแค่นั้นเอง ฮือ!!!!!”

            “พี่ลูซี่ไม่ผิดหรอกครับพี่ลูซี่ทำดีที่สุดแล้ว ไม่เป็นไรนะครับ”

            “ฮึก!ฮือ!!!!!”

            เสียงร้องไห้ที่ดังอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดความทรมานและความอัดอั้นถูกระบายออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดจนไมเกรนเริ่มกำเริบอีกครั้งก่อนจะน็อคสลบคาอ้อมกอดของแฟน

            ไทม์ค่อยๆวางลูซี่ลงกับเตียงจัดท่านอนให้เธอได้นอนสบายก่อนจะบิดผ้าชุบน้ำวางแปะบนหน้าผากเพื่อลดอาการไมเกรนที่เธอเคยบอกว่าชอบทำพร้อมกับก้มจุมพิตลงที่ริ้มฝีปากเบาๆ

            “พักผ่อนนะครับแล้วพรุ่งนี้มันจะดีขึ้นเอง”

    คล้ายกับเรื่องtime- ที่คุณอ่าน