รถยนต์คันเดิมขับไปเรื่อยๆตามถนนเส้นหลักส่วนมอเตอร์ไซค์ของไทม์ลูซี่ให้คนเอาไปไว้ที่บ้าน เปิดเพลงคลอเบาๆในรถกับบรรยารถติดของเมืองไทยในยามเช้านัยน์ตาเรียวเหลือบมองคนข้างที่กำลังใจจดใจจ่อกับโซเชียลด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“มีอะไรรึเปล่าคะทำหน้าเครียดเชียว” ไทม์หันมายื่นหน้าจอที่แสดงบทความหนึ่งให้ดู
อายุ21 กับเงินเดือนหลักแสน
“เขาเก่งจังเลยนะครับ”ไทม์จ้องมองโพสต์ด้วยสายตาราวกับอิจฉา “ผมอยากมีเงินเยอะๆ แบบนั้นบ้างคงจะมีความสุขน่าดู”
“สำหรับไทม์ความสุขคือเงินหรอคะ”ไทม์มองแฟนสาวพร้อมกับเลิกคิ้ว “อืม…ก็แค่ส่วนหนึ่งน่ะครับ ความสุขของผมจริงๆคือการได้อยู่กับคนที่ผมรักต่างหากล่ะครับ”
คำตอบของไทม์เอาลูซี่ถึงกับหุบยิ้มไม่ได้ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าใบหน้าของแฟนหนุ่มาหอมให้ชื่นใจ“งือ~”
“แฟนพี่นี่น่ารักจริงๆ”
ขับรถมาจนในที่สุดก็ถึงห้างสรรพสินค้าทำการเทียบจอดรถก่อนจะพากันลงไปลูซี่กวาดสายตามองจะว่าไปที่นี่ก็ค่อนข้างใหญ่พอสมควร
“พี่ลูซี่ครับร้านผมเปิดเก้าโมงพี่ลูซี่คงต้องไปเดินเล่นก่อนน่ะครับ”
“ได้ค่ะสู้ๆ นะคะ”ไม่พูดเปล่าเธอก็ยื่นหน้าไปกดจมูกลงที่แก้มของไทม์แทบจมจนอีกคนถึงกับหน้าแดงจนต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าด้วยความเขิน“ครับ”
ส่งแฟนหนุ่มเสร็จก็ถึงเวลาที่ลูซี่ไปเดินเล่นรอร้านเปิดสองขาเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินพร้อมกับกวาดสายตาสำรวจรอบๆที่นี่มีร้านค้าเยอะแยะมากมายเหมือนกับห้างสรรพสินค้าทั่วไปขณะที่กำลังเดินเล่นไปเรื่อยๆสายตาก็ไปหยุดที่ใครบางคนที่กำลังยืนแอบใครบางคนอยู่หลังเสา
ลูซี่เดินตรงดิ่งเข้าไปก่อนจะตบลงที่บ่าจนคนแอบหลังเสาสะดุ้งโหยง“ทำไร”
“มึงมาทำไรที่นี่เนี่ย”คนหลังเสาหรือพี่ชายตัวดีของเธอเอ่ยถามพร้อมกับดึงแว่นลงมา “กูสิต้องถาม”
“ยุ่งน่าทำธุระอยู่”แต่เหมือนลุคจะไม่สนใจก่อนจะกลับหันไปโฟกัสกับตรงหน้าต่อแต่นั่นยิ่งทำให้ลูซี่ยิ่งสงสัยก่อนจะตัดสินใจเดินไปดู
“เฮ้ยๆมึงจะไปไหนน่ะ”ลุคที่เห็นว่าทีท่าไม่ดีจึงวิ่งตามเพื่อจะเข้าไปห้ามแต่ก็ไม่ทันเพราะน้องสาวตัวดีดันเห็นคนที่เขาตามแอบส่องเข้าเสียแล้ว
ลูซี่เดินดิ่งเข้าไปหาเป้าหมายในร้านเสื้อผ้าที่คาดว่าน่าจะเป็นคนที่ลุคตามก่อนจะเอ่ยทักทายด้วยสีหน้านิ่ง“สวัสดีค่ะพี่ฮีซู”
ฮีซูหันมามองคนเป็นเจ้านายด้วยสีหน้างงก่อนจะเอ่ยทักทายกลับ“สวัสดีค่ะคุณหนู มาเดินเล่นกันหรอคะ”
“ค่ะ”
“แล้วคุณลุคทำไม่เหงื่อแตกขนาดนั้นล่ะคะ”คำถามของฮีซูทำให้ทุกคนต่างพากันหันไปมอง
ทำท่าทีหลบสายตาพร้อมกับยกมือเช็ดเหงื่อลวกๆ“อ๋อ มันร้อนน่ะครับ”
ตอแหลสิ้นดีคำแรกที่คิดขึ้นมาในหัวแต่ก็ไม่ได้บอกออกไป
“แล้วพี่ฮีซูสบายดีมั้ยคะ”
“โอเคมากๆเลยค่ะ แต่ยังจับทางไม่ค่อยได้”
“สู้ๆนะคะ เดี๋ยวทำๆ ก็จับทางได้เองค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
เดิมพี่ฮีซูเป็นบอดี้การืดของตระกูลวรลักษณ์แต่ตอนนี้เธอออกจากการเป็นบอดี้การ์ดแล้วเพราะอยากจะไปทำตามฝันอย่างวาดรูปขายซึ่งฝีมือในการวาดของเธอเรียกได้ว่าสวยจนสามารถไปสร้างอาชีพได้เลยสบายๆแถมเธอยังวาดได้หลากหลายแนว ตอนที่ยังเป็นบอดี้การ์ดอยู่เธอก็ช่วยหาช่วยแนะนำจนเธอเริ่มมีรายได้จากการวาดภาพก่อนจะตัดสินใจลาออก
“ว่าแต่วันนี้พี่ฮีซูแต่งตัวน่ารักนะคะปกติแต่เห็นชุดสูท”ชุดพี่ฮีซูเป็นชุดเดรสสีครีมกับผมสีดำปล่อยยาวสลวยขัดกับลุคที่เคยใส่ประจำอย่างสิ้นเชิง
ไม่แปลกหรอกที่ไอ้ลุคจะแอบตามก็เล่นสวยซะขนาดนี้ก็ต้องมีแอบหวงบ้างป่ะ
หลายๆคนอาจไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของลุคกับฮีซูเดิมทีทั้งสองคนก็แค่เจ้านายกับลูกน้องนั่นแหละแต่พออยู่ไปนานเข้าลุคก็เกิดมีความรู้สึกต่อฮีซูที่มากกว่าลูกน้องชอบเธอและพยายามจะหาเรื่องให้เขาไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแต่พอสุดท้าย
ฮีซูลาออก
วันที่เธอลาออกตอนที่ลุครู้ตอนนั้นเขาตกใจช็อคทำหน้าราวกับโลกทั้งโลกล่มสลายกินไม่ได้นอนไม่หลับงานไม่ทำเกมส์ก็ไม่ได้แตะจนเธอต้องเข้าไปช่วยพูดถึงจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้แต่ก็ไม่100%
“ซูไปกินข้าวกัน อ่าว ใครอ่ะ” ชายปริศนาเดินเข้าร่วมวงสนทนาให้ทุกคนต้องพากันไปมอง
“นี่หัวหน้าฉันคุณลูซี่กับคุณลุค ส่วนเจ้านี่บลอนด์เป็นเพื่อนสนิทฉันเองค่ะ”
“สวัสดีครับ”บลอนด์หันมายิ้มทักทายด้วยความเป็นมิตรต่างกับพี่ชายคนข้างๆที่เอาแต่ปั้นหน้าคิ้วขมวด “สวัสดีค่ะ”
เสียงสั่นจากมือถือให้ลูซี่ต้องละและหยิบมือถือขึ้นมาเช็คดูพบว่าเป็นแชทของน้องที่ส่งข้อความมา
time 00.00 : ร้านเปิดแล้วครับ
Lucyxx : เดี๋ยวพี่ไปนะคะ
time 00.00 : ส่งสติ๊กเกอร์
“เดี๋ยวขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
“ค่ะโชคดีนะคะคุณหนู”
“ค่ะเจอกันค่ะ” เข้าไปกอดลาก่อนจะเดินออกมาโดยไม่ลืมที่จะเหลือบมองพี่ชายที่ยังคงยืนเหวอเอาเถอะ จะทำอะไรต่อก็เรื่องของมันแล้ว เธอไม่ยุ่ง
สองขาเดินก้าวไปตามทางเดินรีบตรงไปยังร้านคาเฟ่เพื่อจะได้ไปเจอน้องเร็วๆพอเข้ามาในร้านตอนนี้เริ่มทยอยมีลูกค้าแล้วแต่ก็ไม่ได้เยอะมากจนวุ่นวาย
เดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อจะสั่งเครื่องดื่มแต่ก็ต้องชะงักเมื่อคนที่มารับออเดอร์ดันเป็นเจมส์ที่ไม่ได้เจอกันนาน
“เอาอเมริกาโน่กับเค้กชาเขียวหนึ่งค่ะ”
“ร้อยสี่สิบบาทครับ”ทำการจ่ายเงินและรับบิลรอออเดอร์ก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ที่ไม่ได้คุยอะไรนอกจากนั้นก็เพราะว่าเธอไม่ได้สนิทกับเขาขนาดที่จะเดินมาทักทายตามปกติและก็ดูจากสีหน้าที่ดูหวาดกลัวและเกร็งๆ ของเขาก็คงไม่ได้อยากจะสนทนากับเธอมากนัก
ระหว่างนั่งรอเครื่องดื่มก็หยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาทำงานรอพลางกวาดสายตามองหาแฟนหนุ่มไปด้วยแต่เหมือนว่าน้องจะไม่อยู่สงสัยคงง่วนอยู่ด้านหลังล่ะมั้ง
นั่งทำงานไปกว่า2 ชั่วโมงลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่วนไทม์ก็ชุลมุนกับการทำงานจนมือเป็นระวิงแต่น้องก็ยังมีแอบส่งสายตาไม่ก็ส่งยิ้มมาเป็นระยะๆ
เพล้ง!
เสียงแก้วตกแตกให้ทุกคนภายในร้านต่างพากันหันไปมองพบว่าเจมส์เป็นคนทำ
“ขอโทษครับๆๆ”เขารีบก้มเก็บเศษแก้วทันทีพร้อมกับมือสั่นและท่าทางที่เลิ่กลั่กจนลูซี่ที่อยู่ใกล้ๆต้องรีบเข้าไปช่วย
“โอ๊ะ!”ยังไม่ทันไรเจมส์ก็โดนแก้วบาด
“มาๆ เดี๋ยวเราทำเอง”ไทม์รีบวิ่งเอาไม้กวาดกับผ้าถูมาทำความสะอาด
เจมส์กลับเข้าไปทำแผลเหลือเพียงไทม์ที่ต้องถูบริเวณนี้ให้สะอาดเอี่ยมอ่องและเช็คเศษแก้ว
“ไหวมั้ยคะนั่น”เอ่ยถามเมื่อเห็นว่าไทม์เริ่มมีสีหน้าเหนื่อยล้า
“ไหวครับแค่นี้เอง” ไทม์หันมายกยิ้มเพื่อไม่ให้เธอห่วง
จะไม่ให้เธอห่วงได้ไงปกติน้องไม่เคยหน้าแดงขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เขินก็คงเหนื่อยมากแน่ๆ
กลับมาทำงานต่อไทม์ก็ยังคงยุ่งเหมือนเดิมส่วนลูซี่ก็ทำงานบนโน๊ตบุ๊คโดยที่คอยสังเกตไทม์เปเป็นระยด้วยความห่วง
จนเวลาเข้าช่วงบ่ายลูซี่ทำงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนนี้ก็ทำแค่เพียงนั่งรอและคอยสังเกตแฟนหนุ่มอยู่ห่างๆ เท่านั้น
ขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งวุ่นทำงานเธอก็สังเกตถึงสิ่งผิดปกติจากไทม์น้องหน้าแดงขึ้นกว่าเดิมแถมดูท่าทางดูเซแปลกๆ
ไม่รอช้าลูซี่ลุกแล้วตรงดิ่งไปหาพี่น้ำที่เป็นผู้จัดการร้านทันที“พี่คะ น้องเขาดูไม่สบายนะคะ”
“เอ๊ะ? จริงหรอเนี่ย”พี่น้ำรีบตรงดิ่งไปเช็คอาการไทม์ก่อนจะพูดคุยด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดแล้วดันตัวน้องไปยังด้านหลังร้านก่อนจะเดินออกมาพร้อมกระเป๋า
“กลับบ้านไปพักผ่อนเลยพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ทักมาบอกพี่นะ”
“ขอบคุณมากนะครับงั้นผมกลับก่อนนะครับ”
ลูซี่หยิบของก่อนจะเดินตามไทม์ไปแต่จังหวะนั้นสายตาก็เหลือบเห็นสายตาที่อ่านไม่ออกของคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ก่อนเขาจะหลบสายตาไป
แต่เธอก็ไม่ได้สนใจหรอกจะคิดยังไงก็ของเขาเพราะเดิมทีก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้วแต่ก็แอบกังวลกลัวว่าเขาจะคิดไม่ดีกับน้อง
ทันทีที่มาถึงบ้านลูซี่ก็รีบตรงดิ่งพาไทม์เข้าบ้านทันทีเพราะเมื่อกี้จับตัวน้องดูเหมือนว่าไข้จะขึ้นกว่าเดิมตัวน้องร้อนจี๋เรียกได้ว่าไฟลุกเลยก็ว่าได้
“กินยาแล้วนอนพักเลยนะคะเดี๋ยวพี่ไปเตรียมผ้ามาเช็ดให้”
“ครับ”
ลูซี่จัดการเตรียมกะละมังใส่น้ำนำมาวางที่โต๊ะข้างเตียงจังหวะจะหันมาขออนุญาตน้องถอดแต่ไม่ทันแล้วเพราะตอนนี้น้องหลับตาพริ้มเขาญาณไปเป็นที่เรียบร้อย
มุมปากยกยิ้มเอ็นดูกับท่านอนที่กำลังตุ๊กตาแมวน้ำสีขาวทำให้อดที่จะวิสาสะก้มลงจุตที่ปากไม่ได้
ก็น้องน่ารักนี่ใครมันจะไปอดใจไหวล่ะ
ขยับพลิกตัวไปมาพร้อมกับถอนหายใจแรงแม้ภายในห้องตอนนี้จะเปิดแอร์แต่ร่างกายก็ยังคงเปียกแฉะจากความร้อนในร่างกายที่ค่อยๆผุดออกมาอยู่เรื่อยๆ
ลืมตาหันซ้ายหันขวาให้หายเบลอก่อนสายตาจะไปหยุดที่แฟนสาวที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงพยายามยันตัวลุกจากเตียงแต่ด้วยอาการหนักหัวมันทำให้ไทม์แทบจะลุกไม่ขึ้นทำให้เขาต้องกลับไปนอนนิ่งเพื่อให้หายหนักหัว
“ซี๊ด~” ยกมือทาบหัวมันยังดูอุ่นๆไม่รู้ว่าไข้ลดรึยัง
พยายามจะยันตัวลุกอีกครั้งในที่สุดก็ลุกได้สักทีไทม์ค่อยๆเดินอ้อมไปยังด้านหลังของแฟนสาวแล้วทำการดันตัวเธอก่อนจะทำการอุ้มในท่าเจ้าสาววางลงบนเตียงเบาๆแต่ด้วยอาการที่มึนเอามากๆเลยทำให้เขาเซจนล้มหน้าทิ่มไปพร้อมกับร่างของแฟนสาวลงบนเตียงแทน
“โอ๊ย~”
อาการหนักหัวมันเริ่มทวีคูณแต่ก็พยายามยันตัวลุกเพราะตอนนี้เขาทับตัวแฟนสาวอยู่ผละตัวออกมาก็ต้องคิ้วขมวดปม อาการหนักหัวมันก็ส่วนหนึ่งแต่ที่หลักๆ คือ
ทำไมลูซี่ไม่ตื่น
ต่อให้เขาขยับตัวเพียงนิดเดียวปกติลูซี่ก็จะตื่นแล้วแต่นี่ ทั้งอุ้มทั้งล้มเธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลยแม้แต่น้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมลูซี่ถึงไม่ตื่น
“พี่ลูซี่ครับพี่ลูซี่ครับ”
ทั้งเรียกทั้งเขย่าตัวไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ตื่นแต่จังหวะนั้นเองก็มีซองบางอย่างหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อไทม์หยิบขึ้นมาพลิกดูก่อนที่คิ้วจะขมวดปมอีกครั้ง
ยานอนหลับรับประทานก่อนอน 1 เม็ด
ทำไมลูซี่ต้องกินยานอนหลับเธอเป็นอะไร ไม่สบายหรอ หรือไมเกรนกำเริบ
ไทม์ออกแรงฮึบยกตัวเธอและจัดแจงที่นอนก่อนจะล้มตัวนอนข้างๆพลางคิดถึงเรื่องซองยาเมื่อกี้ บอกตามตรงว่าเป็นห่วงมากถึงแม้จะเป็นแฟนกันแล้วก็ใช่ว่าไทม์จะรู้เรื่องของเธอทุกเรื่องยังมีอีกหลายเรื่องที่เธอยังคงไม่ได้บอกแต่ไทม์ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอจะรอให้เธอบอกเอง
แต่พอยิ่งถึงเรื่องซองยาเมื่อกี้ยิ่งคิดหัวก็ปวดจี๊ด สงสัยคงต้องนอนพักก่อนแล้วค่อยถามเธอพรุ่งนี้แล้วกัน
เสียงนกจากนอกหน้าต่างและแสงแดดส่องเข้ามาทันทีที่ตื่นไทม์ก็นั่งพิงหัวเตียงเพื่อรอแฟนสาวตื่นอย่างใจจดในจ่อ
วันนี้พี่น้ำโทรมาบอกว่าวันนี้ร้านหยุดและป้าก็ทักมาบอกว่าจะมาเยี่ยมแม่ททำให้วันนี้ไทม์ได้หยุดพักได้เต็มที่
เสียงขยับตัวจากแฟนสาวให้ไทม์หันไปมองไม่นานเธอก็ลืมตาตื่นลูซี่ขมวดคิ้วมองพร้อมกับสำรวจตัวเอง ดูเหมือนว่าเธอจะยังงงๆว่าทำไมตัวเองถึงมานอนตรงนี้ได้ก่อนจะยันตัวนั่ง
“ดีขึ้นรึยังคะ”
“ดีขึ้นเยอะแล้วครับ”ลูซี่ยกมืออังหน้าผากของแฟนหนุ่ม “ยังอุ่นๆ อยู่ยังไงก็ต้องกินยาไปก่อนนะคะ”
“ครับคือว่า…พี่ลูซี่ครับ”
“ว่าไงคะ?”
“อันนี้คืออะไรหรอครับ”ไทม์ส่งซองยาที่เก็บได้จากเมื่อคืนยื่นให้เธอดู“มันตกจากกระเป๋าเสื้อของพี่ลูซี่น่ะครับ”
ลูซี่มองซองยานิ่งสลับกับมองคนตรงหน้าที่จ้องมองเธอราวกับว่ากำลังรอคำตอบ
“ช่วงนี้พี่นอนไม่หลับน่ะค่ะ”
“มีอะไรรึเปล่าครับเล่าให้ผมฟังก็ได้นะครับ” ลูซี่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเล่าความจริง“ก็ได้ค่ะ พี่จะเล่าให้ฟัง”
ย้อนกลับไปเมื่อวันก่อนวันที่เธอคบกับไทม์วันแรก วันนั้นลูซี่ขอตัวกลับก่อนเพราะมีประชุมกับคุยงานกับดีนหลังจากที่เธอประชุมช่วงเช้าเสร็จขณะที่เธอกำลังเตรียมงานที่จะไปคุยกับดีนจู่ๆเลขาของเธอก็มาแจ้งว่าอาม่ามาทที่บริษัทและต้องการคุยกับเธอ
ลูซี่ที่ได้ยินก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเธอไม่อยากคุย คุยกันทีไรมีแต่ความอึดอัดและปัญหาตลอดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นอาม่าไง
ลูซี่ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องไปคุย“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับหนูหรอคะ”
“นี่ลื้อพูดเย็นชาใส่อั๊วแบบนี้ได้ยังไงอั๊วเป็นอาม่าแกนะ”
“รู้ดีอยู่แล้วค่ะสรุปว่ามีอะไรคะ ถ้าไม่มีหนูจะได้กลับไปทำงานต่อ”
“เรื่องงานแต่งกับอาหลิว”
“ขอปฏิเสธค่ะ”ไม่รอให้อาม่าได้พูดต่อลูซี่ก็ชิงพูดตัดบทสนทนาในทันที
“ลื้อไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธลื้อต้องแต่ง อั๊วคุยกับฝั่งนั้นไปแล้ว”
“ชีวิตหนูหนูเลือกเองค่ะ อีกอย่างหนูมีแฟนแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่มีการแต่งงานใดๆทั้งสิ้นค่ะ”
“แฟนลื้อที่ว่านี่มันใครหรือว่าเจ้าเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่น“
“ก็รู้นี่คะ”
“ลื้อต้องเลิกถ้าลื้อไม่เลิกอั๊วจะทำให้ลื้อเลิกเอง”
“อยากให้หนูแต่งขนาดนั้นเลยหรอคะสมบัติของบ้านนั้นมันเยอะจนอาม่าถึงกับต้องสั่งให้หนูเลิกกับแฟนแล้วไปแต่งเข้าบ้านเขาเลยหรอคะถ้าอยากได้สมบัติเขามากอาม่าก็ไปแต่งเองสิคะ มาให้หนูแต่งทำไม”
“นี่ลื้อกล้าย้อนอั๊วเรอะ!!!!”
เป็นไปตามคาดทันทีที่พูดจบอาม่าก็โกรธหน้าดำหน้าแดงพร้อมกับใช้ไม้เท้าชี้หน้าเธอ
“หนูไม่ได้ย้อนแค่พูดตามที่คิดเฉยๆ ค่ะ”
ใบหน้าสวยหันตามแรงฟาดของไม้เท้าในมือของอาม่าบอกตามตรงว่าตั้งแต่เเกิดมาเธอไม่เคยโดนไม้เท้าฟาดหน้ามาก่อนมากสุดก็ไม้เบสบอลแต่คงเพราะคนที่ฟาดดันเป็นอาม่าคนในครอบครัวของเธอไง มันเลยเจ็บกว่า 10 เท่า
มือเรียวยกจับแก้มข้างขวาภายในปากได้กลิ่นเลือดแรงจนแทบเวียนหัว ลูซี่ค่อยๆหันเผชิญหน้ากับอาม่าที่ยืนสั่นด้วยความโกรธ
“เสร็จยังคะถ้าเสร็จแล้วก็เชิญค่ะ มีธุระต้องไปทำต่อ”
ไม่รอให้อาม่าได้พูดต่อเธอก็รีบเดินออกมาจากห้องรับรองทันทีปล่อยให้อาม่ายืนโวยวายภายในห้อง
ลูซี่เดินตรงเข้าไปที่ห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องทำงานของตนเองสำรวจใบหน้าที่หน้ากระจกรอยฟาดที่เป็นเรียวจากไม้เท้าแดงก่ำจนเริ่มจะเปลี่ยนสีเป็นรอยช้ำดวงตาสสวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อก่อนจะปล่อยโฮออกมพร้อมกับบตั้งคำถามอยู่ในใจว่าเธอผิดอะไรเธอแค่ไม่อยากโดนจับคลุมฝูงชน เธอแค่ไม่อยากเลิกกับน้องแค่นี่มันผิดมากหรอมันผิดมากถึงขนขนาดที่ต้องททำร้ายกันขนาดนี้เลยใช่มั้ย
พยายามจะตอบคำถามภายในใจของตัวเองแต่ไม่ว่าจะยังไงก็ยังคงตอบไม่ได้ก่อนจะช่างมันแล้วหยิบเครื่องสำอางมมาทากลบรอยช้ำนั้นจนมิดแล้วออกไปทำงานต่ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“เรื่องก็แบบนี้ล่ะค่ะ”ทันทีที่เล่าจบไทม์ก็โผเข้ากอดแฟนสาวแน่นพร้อมกับลูบหลังเป็นการกอดปลอบเธอเบาๆ
“ร้องไห้ออกมาเถอะครับผมจะอยู่กับพี่ลูซี่เอง”
เสียงสะอื้นค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ จนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โฮ เด็กสาววัย 21ปีกำลังกำเสื้อของแฟนหนุ่มแน่นจนแทบขาด “พี่ลูซี่เก่งมากเลยครับอดทนได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว อ่อนแอบ้างก็ได้ครับเดี๋ยวผมจะคอยปลอบพี่เอง”
“พี่ผิดอะไรพี่แค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนอื่น พี่แค่อยากอยู่กับแฟนแค่นั้นเอง ฮือ!!!!!”
“พี่ลูซี่ไม่ผิดหรอกครับพี่ลูซี่ทำดีที่สุดแล้ว ไม่เป็นไรนะครับ”
“ฮึก!ฮือ!!!!!”
เสียงร้องไห้ที่ดังอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดความทรมานและความอัดอั้นถูกระบายออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดจนไมเกรนเริ่มกำเริบอีกครั้งก่อนจะน็อคสลบคาอ้อมกอดของแฟน
ไทม์ค่อยๆวางลูซี่ลงกับเตียงจัดท่านอนให้เธอได้นอนสบายก่อนจะบิดผ้าชุบน้ำวางแปะบนหน้าผากเพื่อลดอาการไมเกรนที่เธอเคยบอกว่าชอบทำพร้อมกับก้มจุมพิตลงที่ริ้มฝีปากเบาๆ
“พักผ่อนนะครับแล้วพรุ่งนี้มันจะดีขึ้นเอง”